วจนัตถะ และคำอธิบายในอินทริยปัจจัย

วจนัตถะ

- อินฺทติ ปรมอิสฺสริยํ กโรตีติ = อินฺทฺริยํ ธรรมชาติใดเป็นใหญ่ คือกระทำซึ่งความเป็นใหญ่ยิ่ง ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า อินทรีย์

- อินฺทฺริยภาเวน อุปการโก ธมฺโม = อินฺทฺริยปจฺจโย ธรรมที่ช่วยอุดหนุนโดยความเป็นใหญ่ยิ่ง หรือโดยความเป็นผู้ปกครอง ชื่อว่า อินทริยปัจจัย

- อิสฺสรยฏฺเฐน อธิปตฺยฏฺเฐน วา อุปการกา อิตฺถินฺทฺริยปุริสินฺทฺริยวชฺชา วีสตินฺทฺริยา – อินฺทฺริยปจฺจโย อินทรีย์ ๒๐ เว้นอิตถินทรีย์และปุริสินทรีย์เสีย เป็นธรรมช่วยอุดหนุน โดยความเป็นใหญ่ หรือเป็นหัวหน้า ชื่อว่า อินทริยปัจจัย



อธิบายในอินทริยปัจจัยโดยสังเขป


       ใน อินทริยปัจจัย นี้ คำว่า อินทรีย์นั้นแปลว่า เป็นใหญ่ เป็นหัวหน้า ปกครองในหน้าที่ของตนๆ ไม่ก้าวก่ายกัน อุปมาเหมือนในประเทศหนึ่งๆ มีรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าปกครองในหน้าที่การงานอยู่หลายคนด้วยกัน แต่ในหน้าที่อย่างหนึ่งๆ นั้นก็มีรัฐมนตรีคนหนึ่งๆ เป็นหัวหน้าควบคุมปกครอง ไม่ก้าวก่ายในหน้าที่ซึ่งกันและกัน ฉันใด ในอินทริยปัจจัยนี้ก็เช่นเดียวกัน คือ หน้าที่ต่างๆ มีหน้าที่ในการเห็น, การได้ยิน เป็นต้นนั้น ก็มีธรรมที่เป็นใหญ่ควบคุมในหน้าที่นั้นๆ เช่น หน้าที่ในการเห็น ก็มีจักขุปสาทเป็นใหญ่ เรียกว่า จักขุนทรีย์ และหน้าที่ในการได้ยิน ก็มีโสตปสาทเป็นใหญ่ เรียกว่า โสตินทรีย์ ดังนี้

       ที่ว่าจักขุปสาทเป็นใหญ่ในการเห็นนั้นก็คือ จักขุวิญญาณจิตที่จะเกิดขึ้นได้ก็ค้องอาศัยปสาทเป็นปัจจัย ถ้าหากว่าจักชุปสาทนั้นมีกำลังอ่อน การเห็นนั้นก็ไม่สมบูรณ์ ถ้ามีกำลังแรง การเห็นนั้นก็ชัดเจนแจ่มใสดี ด้วยเหตุนี้จักขุปสาทจึงได้ชื่อว่า จักขุนทรีย์ และในปสาทอื่น ๆ ก็เช่นเดียวกัน แต่ละอย่างๆ นั้นต่างก็มีความเป็นใหญ่ในหน้าที่ของตนๆ ด้วยกัน นี่เป็นอินทรีย์ฝ่ายรูปธรรม

       ส่วนนามธรรมนั้น ก็มีนามอินทรีย์ทำหน้าที่เป็นหัวหน้า ปกครองในหน้าที่เฉพาะของตน ๆ เช่นเดียวกัน นามอินทรีย์นี้มีองค์ธรรม ๘ คือชีวิตินทรีย์, จิต, เวทนา, สัทธา, วิริยะ, สติ, เอกัคคตา, ปัญญา นามอินทรีย์ทั้ง ๘ นี้ทำหน้าที่เป็นปัจจัยธรรม และในเวลาเดียวกันนั้น ต่างก็เป็นปัจจยุปบันธรรมซึ่งกันและกันด้วย ตัวอย่างเช่น เวลาที่มหากุศลจิตเกิดขึ้นพร้อมด้วยเจตสิกที่ประกอบ ๓๘ นั้น ในจิตและเจตสิกเหล่านี้ก็มีสหชาตินทริย์ คือนามอินทรีย์ทั้ง ๘ นั้นเกิดขึ้นเป็นปัจจัยและปัจจยุปบันซึ่งกันและกันอยู่ด้วย เช่น จิต คือมนินทรีย์เป็นปัจจัย อินทรีย์ที่เหลือ ๗ ก็เป็นปัจจยุปบัน และเมื่อชีวิตินทรีย์เป็นปัจจัย อินทรีย์ที่เหลือ ๗ ก็เป็นปัจยุปบัน ดังนี้เป็นต้น

       ส่วนเจตสิก ๓๑ ที่เหลือจากอินทรีย์องค์ธรรมและจิตตชรูปนั้น ไม่นับเข้าเป็นอินทรีย์ และเป็นสหชาตินทริยปัจจัยไม่ได้ คงเป็นได้แต่สหชาตินทริยปัจจยุปบันอย่างเดียว

ในบรรดาธรรมที่เรียกว่าเป็นปัจจัยธรรมนั้น ต้องประกอบด้วยอำนาจอย่างใดอย่างหนึ่งในอำนาจ ๓ อย่างคือ

       ๑. ชนกสัตติ มีอำนาจให้ปัจจยุปบันธรรมเกิดขึ้นได้อย่างหนึ่ง

       ๒. อุปถัมภกสัตติ มีอำนาจช่วยอุดหนุนให้ปัจยุปบันธรรมตั้งอยู่ได้อย่างหนึ่ง

       ๓. อนุปาลกสัตติ มีอำนาจช่วยรักษาปัจจยุปบันธรรมไว้โดยสม่ำเสมออย่างหนึ่ง

อำนาจทั้ง ๓ *(1) อย่างนี้ย่อมมีอยู่ในปัจจัยธรรมทั้งหลาย ๑ อย่างบ้าง ๒ อย่างบ้าง

ถ้าธรรมใดไม่ประกอบด้วยอำนาจ ๓ อย่างนี้แม้แต่อย่างเดียวแล้ว ธรรมนั้นก็เป็นปัจจัยธรรมไม่ได้

       ในอินทริยปัจจัยนี้ เว้นภาวรูป ๒ คืออิตถีภาวะ และปุริสภาวะ เสียจากการเป็นปัจจัย ๓ อย่างที่กล่าวมาแล้ว ฉะนั้น ธรรม เพราะอิตถีภาวรูปและปุริสภาวรูปทั้ง ๒ นี้ ไม่มีอำนาจทั้งจึงเป็นอินทริยปัจจัยไม่ได้ แต่ในภาวรูปทั้ง ๒ นี้มีลักษณะที่ประกอบให้รู้ได้ว่า ลักษณะอย่างนี้เป็น

อิตถีภาวะ และลักษณะอย่างนี้เป็นปุริสภาวะ ลักษณะนี้มีอยู่ ๔ อย่างด้วยกันคือ

       ๑. ลิงฺค หมายถึงรูปร่างสัณฐาน เช่น หน้า, ตา, มือ, เท้า เป็นต้น

       ๒. นิมิตฺต หมายถึงเครื่องหมาย เช่น มีหนวด, ไม่มีหนวด เป็นต้น

       ๓. กุตฺต หมายถึงการเล่นต่างๆ เช่น ชอบเล่นของที่สวยงาม เป็นต้น

       ๔. อากปฺป หมายถึงกิริยาอาการที่เดิน, ยืน, นั่ง, นอน เป็นตัน

       ลักษณะทั้ง ๔ อย่างนี้ เป็นผลของภาวรูป ๒ คือ เมื่อมีภาวรูปแล้ว ก็ต้องมีลักษณะ ๘ อย่างนี้เกิดขึ้นด้วยเสมอ ฉะนั้น ถ้าจะมีปัญหาถามว่า เมื่อลักษณะ ๔ อย่างนั้นเป็นผลอันเกิดมาจากภาวรูป ๒ ซึ่งเป็นเหตุแล้ว ภาวรูป ๒ นี้จะจัดเป็นอินทริยปัจจัยไม่ได้หรือ? ข้อนี้เป็นอินทริยปัจจัยไม่ได้ ถึงแม้ว่าภาวรูป ๒ จะเป็นเหตุและลักษณะทั้ง ๔ จะเป็นผลก็จริงอยู่ แต่ว่าเป็นไปโดยธรรมดาซึ่งเรียกว่าปวัตตินิยาม ไม่เรียกว่าภาวรูป ทั้ง ๒ นั้นเป็นอินทริยปัจจัยอุดหนุนให้เกิดลักษณะทั้ง ๔ อย่าง และลักษณะทั้ง ๔ อย่างนั้นก็ไม่เรียกว่าเป็นอินทริยปัจจยุปบัน ทั้งนี้

       เพราะเหตุว่า ถ้าเป็นอินทริยปัจยแล้วก็ต้องเป็นอัตถิปัจจัยด้วย และธรรมดาสภาพธรรมของอัตถิปัจจัยนี้ เมื่อขณะที่เกิดขึ้นก็ดี เมื่อขณะที่ตั้งอยู่ก็ดี ปัจจัยธรรมและปัจจยุปบันธรรมต้องปรากฏมีอยู่เสมอ

       ส่วนภาวรูป ๒ นั้น ในปฏิสนธิกาลย่อมเกิดมีอยู่แล้ว แต่ลักษณะทั้ง ๔ อย่างมี ลิงคเป็นตัน ยังไม่เกิดในขณะนั้น ต่อเมื่อในปวัตติกาลจึงจะปรากฎขึ้น แสดงให้เห็นว่าการเกิดของภาวรูป ๒ และการเกิดของลักษณะทั้ง ๔ อย่างนั้น เกิดในกาลต่างกัน ฉะนั้นจึงนับเข้าเป็นอัตถิปัจจัยไม่ได้ เพราะปัจจัยธรรมและปัจจุยุปบันธรรมไม่ปรากฎมีอยู่ เมื่อเป็นอัตถิปัจจัยไม่ได้แล้ว ก็ย่อมเป็นอินทริยปัจจัยไม่ได้เช่นเดียวกัน

       ถ้าจะมีปัญหาต่อไปอีกว่า ในภาวทสกกลาปทั้ง ๒ นั้น ภาวรูป ๒ และรูปที่เหลือ ๙ นั้น ก็เกิดพร้อมกัน ดับพร้อมกัน ปรากฎมีอยู่ ฉะนั้นในภาวทสกกลาปจะจัดเอาภาวรูปเป็นอินทริยปัจจัย และรูปที่เหลือเป็นอินทริยปัจจยุปบันไม่ได้หรือ? ข้อนี้ก็คงเป็นไปไม่ได้เช่นเดียวกัน เพราะภาวรูปทั้ง ๒ นั้นไม่มีอำนาจ คือความเป็นใหญ่ที่จะปกครองในรูปที่เหลือ ๙ นั้น หมายความว่า รูปที่เหลือ ๙ นี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะอำนาจของภาวรูป แต่เกิดขึ้นเพราะอาศัยอำนาจของอดีตกรรมนั่นเองเป็นผู้ปกครอง ด้วยเหตุนี้ภาวรูปทั้ง ๒ จึงจัดเป็นอินทริยปัจจัยไม่ได้ ถึงแม้ว่าภาวรูป ๒ นี้ ว่าโดยปรมัตถสภาวะแล้ว จัดเป็นอินทริยปัจจัยไม่ได้ก็จริงอยู่แต่ภาวรูป ๒ นี้ก็ได้ชื่อว่าเป็นอินทรีย์ คืออิตถินทรีย์ และปุริสินทรีย์ การที่ได้ชื่อว่าเป็นอินทรีย์ก็เพราะเหตุว่า ภารูปทั้ง ๒ นี้ มีอำนาจปกครองต่อลักษณะ ๔ อย่าง มี ลิงค เป็นต้นดังกล่าวมาแล้วนั้น คือ อิตฺถีลิงค, อิตฺถีนิมิตต, อิตุถีกุตฺต, อิตฺถีอากปฺป เหล่านี้จะปรากฎขึ้นได้ก็โดยอำนาจของอิตถีภาวรูป, และปุริสลิงฺค, ปุริสนิมิตฺต, ปุริสกุตต, ปุริสอากปฺป เหล่านี้จะปรากฏเกิดขึ้นได้ก็โดยอำนางของปุริสภาวรูป ฉะนั้นกาวรูป ๒ นี้จึงได้ชื่อว่าเป็นอินทรีย์ ทั้งว่าโดยการเป็นปกตูปนิสสยปัจจัยในสุตตันตนัย ไม่ใช่เป็นปรมัตถนัย

       อินทริยปัจจัยนี้แบ่งออกเป็น ๓ ประเภท คือ สหชาตินทริยปัจจัย ปุเรชาตินทริยปัจจัยและรูปชีวิตินทริยปัจจัย สำหรับสหชาตินทริยปัจจัยนั้นไม่มีคำอธิบายพิเศษ

*(1)ในอรรถกถาปัญจปกรณ์ แปล ไม่ได้แสดงอำนาจของปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งไว้ในปัจจัย ๔๗ นั้นโดยตรงว่า มีอำนาจพร้อมกันได้ทั้ง ๓ อย่าง คงมีได้ ๑ อย่างบ้าง ๒ อย่างบ้างเท่านั้น ดังที่คณะกรรมการฝ่ายวิชาการได้มีมติร่วมกัน สรุปไว้ในสรูปลักษณะของอำนาจที่ช่วยอุปการะในปังจัย ๔๗ ซึ่งมีอยู่ในตอนท้ายของหนังสือหลักสูตรนี้

----------///-----------

[full-post]

พระไตรปิฎก,อภิธรรมปิฎก,มหาปัฏฐาน,อินทริยปัจจัย,สหชาตินทริยปัจจัย

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.