วจนัตถะ และคำอธิบายในอัตถิปัจจัย

วจนัตถะ

     ปจฺจุปฺปนฺนลกฺขเณน อตฺถิภาเวน ตาทิสสฺเสว ธมฺมสฺส อุปถมฺภกตฺเถน อุปการโก ธมฺโม = อตฺถิปจฺจโย 

     ธรรมที่เป็นปัจจัยช่วยอุดหนุน โดยอรรถว่าช่วยอุดหนุนแก่ธรรมที่มีสภาพเช่นเดียวกัน โดยความเป็นสภาพธรรมที่มีอยู่ คือมีการที่กำลังเกิดอยู่เฉพาะหน้าเป็นลักษณะ ชื่อว่า อัตถิปัจจัย


อธิบายในอัตถิปัจจัยโดยสังเขป


      คำว่า อัตถิ นั้น แปลว่า มีอยู่ ซึ่งในที่นี้หมายความว่า ปัจจัยธรรมและปัจจยุปบันธรรมทั้ง ๒ ยังปรากฎมีอยู่ ยังไม่ดับไป คือปัจจัยธรรมที่เป็นผู้อุปการะแก่ปัจจยุปบันธรรมนั้น

ยังปรากฏมีอยู่ในระหว่างอุปาทะ, ฐติ, ภังคะ ยังไม่ดับไป และปัจจยุปบันธรรมซึ่งเกิดขึ้นโดยความอุปการะของปัจจัยธรรมนั้นก็ยังปรากฎมีอยู่ในระหว่างอุปปาทะ, ฐิติ, ภังคะ ยังไม่ดับไปเช่นเดียวกัน การมีอยู่ของธรรมซึ่งทำหน้าที่เป็นปัจจัยช่วยอุดหนุนแก่ปัจจยุปบันธรรมทั้งหลายที่ยังปรากฎมีอยู่เช่นเดียวกันกับตนเช่นนี้ จึงได้ชื่อว่าเป็นอัตดิปัจจัย ซึ่งถ้าหากว่าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไม่ปรากฏมีอยู่ คือถึงซึ่งความดับไปแล้วนั้นก็ไม่ชื่อว่าอัตถิ และเป็นอัตถิปัจจัยไม่ได้

      ท่านโบราณาจารย์อุปมาธรรมที่เป็นอัตถิปัจจัยนี้ เหมือนหนึ่งพื้นดินที่ช่วยอุดหนุนอุปการะแก่ต้นไม้ทั้งปวงให้งอกงามเจริญขึ้นและตั้งอยู่ได้ ในการช่วยอุดหนุนนี้เป็นการช่วยอุดหนุนโดยอาการที่ปรากฎมีอยู่คือ พื้นดินที่เป็นฝ่ายอุดหนุนก็มีอยู่ ต้นไม้ที่เป็นฝ่ายรับการอุดหนุนก็มีอยู่ ถ้าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไม่มี ก็ช่วยอุดหนุนไม่ได้ ข้อนี้ฉันใด ธรรมที่เป็นอัตถิปัจจัยก็

เช่นเดียวกัน คือปัจจัยธรรมและปัจจยุปบันธรรมต้องปรากฎมีอยู่ด้วยกัน จึงจะช่วยอุดหนุนกันได้

      อนึ่ง ในปัฎฐานอนุฎีกา ท่านแสดงอัตถิปัจจัยนี้ว่า คำว่า อัตถิ ได้แก่ ธรรมที่ปรากฎมีอยู่ในระหว่างอุปาทะ, ฐติ, ภังคะ ยังไม่ดับไป แต่ในขณะทั้ง ๓ นี้ การปรากฏแห่งอัตถิปัจจัยมีอยู่ ย่อมปรากฏในฐีติขณะมากกว่าอุปาทักขณะและภังคักขณะ เพราะในอุปาทักขณะและภังคักขณะนั้น เป็นขณะที่กำลังเกิดและขณะที่กำลังดับ ฉะนั้นการปรากฎมีอยู่จึงไม่ชัดเท่ากับในฐีติขณะในปัจจุยุปบันธรรมก็เช่นเดียวกัน คือการปรากฎมีอยู่ของปัจจยุปบันธรรมนั้น ปรากฎที่ฐิดิขณะมากกว่าอุปาทักขณะและภังคักขณะ

      ในปัฏฐานอรรถกถาและปัฏฐานมูลฎีกาแสดงไว้ว่า ธรรมที่เป็นอัตถิปัจจัยซึ่งช่วยอุดหนุนแก่ปัจจยุปบันธรรมนั้น มีอำนาจในการช่วยอุดหนุน ๖ อย่างคือ

      ๑. ช่วยอุดหนุนให้ปัจยุปบันธรรมเกิดขึ้น เรียกว่า ชนกสัตติ

      ๒. ช่วยอุดหนุนให้ปัจจยุปบันธรรมตั้งอยู่ได้ เรียกว่า อุปถัมภกสัตติ

      ในการช่วยอุดหนุน ๒ อย่างนี้ อุปถัมภกสัตติสำคัญมากกว่าชนกสัตดิ ฉะนั้นอุปถัมภกสัตติจึงเป็นประธานในปัจจัยนี้

      ในธรรมที่เป็นอัตถิปังจัยนี้ หมายเอาจิต เจตสิก รูป เท่านั้น ส่วนนิพพานเป็นอัตถิปัจจัย ไม่ได้ เพราะตามที่ได้แสดงมาแล้วว่าอัตถิปัจจัย ได้แก่ ธรรมที่ยังปรากฎมีอยู่ ซึ่งหมายถึงธรรมที่อยู่ในขณะปัจจุบัน คือในระหว่างอุปาทะ, ฐิติ, ภังคะ นั่นเอง ถ้าพันจากขณะทั้ง ๓ คือดับไปแล้วก็เป็นอัตถิปัจจัยไม่ได้ ฉะนั้น จิต, เจตสิก, รูป, ปรมัตถธรรม ๓ อย่างนี้เป็นธรรมที่มีอุปาทะ, ฐีติ,ภังคะ จึงจัดเป็นอัตถิปัจฉัยได้

      ส่วนนิพพานถึงแม้ว่าจะเป็นธรรมที่ปรากฎมีอยู่โดยสภาวะของปรมัตถ์ก็จริง แต่นิพพานไม่ใช่เป็นธรรมที่มีอุปาทะ, ฐติ, ภังคะ คือหมายความว่า นิพพานที่กำลังเกิด นิพพานที่กำลังตั้งอยู่และนิพพานที่กำลังดับไปนั้นไม่มี เมื่อนิพพานไม่ได้อยู่ในขณะทั้ง ๓ นี้แล้ว จึงเป็นอัตถิปัจจัยไม่ได้

      อีกประการหนึ่ง นิพพานเป็นปัจจนิกธรรมของปัจจัย ๒๔ ทั้งหมด ทั้งนี้เพราะนิพพานไม่เป็นปัจจอุปบันธรรมของปัจจัย ๒๔ นั่นเอง การที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้ทรงแสดงไว้ในปัจจนิกธรรมทั้งหมดในปัจจัย ๒๔ นี้ ก็เพราะพระองค์ทรงละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจแล้วว่า นิพพานนี้ เมื่อเป็นปัจจยุปบันธรรมไม่ได้ ก็ต้องเป็นปัจจนิกธรรมแน่นอน ดังที่จะแลเห็นได้ว่า

องค์ธรรมที่เป็นปัจจยุปบันธรรมในปัจจัย ๒ ๔ ทั้งหมด ไม่ปรากฎว่ามีนิพพานอยู่เลย และอีกประการหนึ่ง ในปัจัย ๒๔ นี้ ปัจจยุปบันธรรมและปัจจนิกธรรมทั้งหมด พระองค์ทรงแสดงให้ปรากฎโดยเฉพาะแต่สังขตธรรมเท่านั้น ส่วนนิพพานเป็นอสังขดธรรม ดังนั้นพระองค์จึงไม่ทรงแสดงให้ปรากฎโดยตรง

-------///--------

[full-post]

พระไตรปิฎก,อภิธรรมปิฎก,อัตถิปัจจัย,มหาปัฏฐาน,

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.