
วจนัตถะ และคำอธิบายในปัจฉาชาตปัจจัย
วจนัตถะ
- ปจฺฉา ชายตีติ = ปจฺฉาชาโต ธรรมที่เกิดทีหลังปัจจยุปบันธรรม ชื่อว่า ปัจฉาชาตะ
- ปจฺฉาชาโต จ โส ปจฺจโย จาติ = ปจฺฉาชาตปจฺจโย ธรรมที่เกิดทีหลังด้วย เป็นปัจจัยด้วย ชื่อว่า ปัจฉาชาตปัจจัย
- ปจฺฉาชาโต หุตฺวา อุปการโก ธมฺโม = ปจฺฉาชาตปจฺจโย ธรรมที่เกิดทีหลังปัจจยุปบันธรรม แล้วอุปการะแก่ธรรมที่เกิดก่อน ชื่อว่า ปัจฉาชาตปัจจัย
อธิบายในปัจฉาชาตปัจจัยโดยสังเขป
ปัจฉาชาตปัจจัย นี้ นามธรรมคือจิตและเจตสิกที่เกิดทีหลังเป็นปัจจัย ช่วยอุดหนุนแก่รูปธรรมซึ่งเกิดก่อน ให้ตั้งอยู่ได้จนครบอายุ โดยไม่ให้ดับไปเสียก่อนที่จะถึงกำหนด อายุของรูปธรรมนั้นเท่ากับอายุของจิต ๑๗ ดวง คือจิตดวงหนึ่งเกิดขึ้นแล้วดับไป แล้วจิตดวงใหม่เกิดขึ้นอีกอย่างนี้ ๑๗ ครั้ง รูปธรรมจึงดับไปพร้อมกับจิตดวงที่ ๑๗ นี้ครั้งหนึ่ง ในการที่รูปธรรมสามารถตั้งอยู่ได้จนถึง ๑๗ ขณะจิตนี้ ก็เป็นเพราะนามธรรม คือจิตและเจตสิกซี่เกิดทีหลังนั่นเอง ช่วยอุปถัมภ์ไว้ให้รูปธรรมนั้นตั้งอยู่ได้ และยังช่วยอุดหนุนให้เจริญขึ้นได้ด้วย
(รูปธรรมที่เกิดทีหลัง เป็นปัจจัยช่วยอุดหนุนแก่นามธรรมที่เกิดก่อนไม่ได้ เพราะกว่ารูปธรรมจะเกิดขึ้น นามธรรมได้ดับไปเสียก่อนแล้ว จึงอุปการะกันไม่ได้)
ในคัมภีร์ปรมัตถทีปนีมหาฎีกา ท่านอุปมาปัจฉาชาดปัจจัยนี้ว่า ต้นไม้ที่ปลูกไว้แล้วย่อมจะตั้งอยู่ได้และเจริญขึ้นได้ ก็โดยอาศัยน้ำฝนที่ตกลงมาภายหลัง หรือเอาน้ำรดในภายหลัง ฉันใด
ต้นไม้จึงเปรียบได้เหมืนรูปธรรมที่เกิดก่อน น้ำฝนหรือน้ำที่รดนั้นเปรียบเหมือนนามธรรมที่เกิดทีหลัง แล้วช่วยอุดหนุนแก่รูปที่เกิดก่อน ฉันนั้น
และในคัมภีร์ปัฏฐานอรรถกถา* ท่านอุปมาเหมือนลูกนกแร้งที่ยังเล็กอยู่ ยังบินไปหาอาหารเลี้ยงตัวเองไม่ได้ เมื่อแม่นกออกไปหาอาหาร ลูกนกที่อยู่ในรังก็ดั้งตาตั้งใจคอย โดยหวังว่าเพื่อแม่กลับมาแล้วคงจะนำเอาอาหารมาเผื่อตนเป็นแน่ ครั้นแม่นกกลับมาแล้วก็ไม่ได้นำเอาอาหารมาให้ลูกของตน วันรุ่งขึ้น เมื่อถึงเวลาที่แม่นกออกไปหาอาหาร ลูกนกก็คอย หวังอีกว่าเมื่อแม่กลับคงจะเอาอาหารมาฝากตนอีก แต่เมื่อถึงเวลาที่แม่นกกลับมา ลูกนกก็คงไม่ได้รับอาหารจากแม่อีกเช่นเคย ทั้งนี้เป็นเพราะธรรมดาของนกแร้งนั้น แม่นกย่อมไม่นำเอาอาหารมาเลี้ยงลูกของตนเลย จนกว่าลูกนกจะโตพอที่จะไปหาอาหารกินของตัวได้เอง ฉะนั้นลูกนกในขณะที่ยังเด็กอยู่นั้น จึงได้แต่เพียงมีเจตนาเกิดขึ้นที่จะคอยรับเอาอาหารอยู่เท่านั้น ไม่ได้รับอาหารจริง ๆ เลย มีแต่อาหาราสาเจตนาเท่านั้น แต่ร่างกายของลูกนกนั้นก็มิได้เป็นอันตรายอย่างใด คงเติบโตขึ้นมาได้จนกระทั่งมีปีกกล้าขาแข็ง พอที่จะไปหาอาหารกินของตัวเองได้ และในการที่ลูกนกนั้นไม่ตาย ทั้งๆ ที่ไม่ได้กินอาหารเลยนั้น ก็เพระอาหาราสาเจตนา ได้แก่ รสตัณหา คือความต้องการในอาหารกำลังเกิดอยู่ในขณะนั้น อาหาราสาเจตนาอันเป็นนามธรรมนี้ มีอำนาจอุปการะให้ร่างกายซึ่งเป็นรูปธรรมของลูกนกนั้นเป็นอยู่ และค่อยเจริญเติบโตขึ้นได้ ฉะนั้น อาหาราสาเจตนานี้ จึงเป็นปัจฉาชาตปัจจัย ร่างกายของนกเป็นปัจฉาชาดปัจจยุปบัน
ข้ออุปมาที่กล่าวมาแล้วทั้ง ๒ นัยนี้ ฉันใด ปัจฉาชาตปัจจัยนี้ก็เช่นเดียวกัน คือนามธรรมที่เกิดทีหลังนั้นก็มีอำนาจอุปการะแก่รูปธรรมซึ่งเกิดอยู่ก่อนแล้วนั้น ให้สามารถตั้งอยู่และเจริญขึ้นได้ ดุจดังร่างกายของลูกนกที่อุปมาไว้ข้างต้นฉะนั้น
แต่ในปัจฉาชาตปัจจัยนี้ ยกเว้นบุคคลเสีย ๒ จำพวก ได้แก่ อสัญญสัตตพรหมพวกหนึ่ง และนิโรธสมาบัติบุคคลอีกพวกหนึ่ง เพราะรูปธรรมของบุคคล ๒ พวกนี้ไม่ได้รับอุปการะจากปัจฉาชาตปัจจัย คืออสัญญสัตตพรหมและบุคคลกำลังเข้านิโรธสมาบัติอยู่นั้น นามธรรมไม่เกิด
ฉะนั้น จึงไม่ได้รับอุปการะจากปัจฉาชาตปัจจัยธรรม แต่ว่ากัมมชรูปและอุตุชรูป (ทวิชรูป) ของอสัญญสัตตพรหมที่เป็นอยู่ได้นั้น ก็เพราะอาศัยอำนาจของรูปาวจรปัญจมณานกุศลเจตนา ที่เกิดขึ้นจากอำนาจของสัญญาวิราคภาวนา ส่วนกัมมชรูป, อุตุชรูป, อาหารชรูป (ติชรูป * ติชรูปในกามสุคติภูมิ ๗ หรือ กัมมชรูป, อุตุชรูป (ทวิชรูป) ในรูปภูมิ ๑๕ (เว้นอสัญญสัตตภูมิ) ของนิโรธสมาบัติบุคคลที่เป็นอยู่ได้นั้น ก็เพราะอาศัยอำนาจของสมาบัติ ๘ และอนาคามิมรรค หรืออรหัตตมรรคนั่นเอง ฉะนั้น รูปธรรมของอสัญญสัตตบุคคล และนิโรธสมาบัติบุคคล จึงเป็นปัจจยุปบันธรรมของปัจจัยนี้ไม่ได้ ต้องเป็นปัจจนิกธรรมไป.
*อรูปธรรม เป็นธรรมช่วยอุปการะโดยอรรถว่า เป็นปัจจัยแก่รูปธรรมที่เกิดก่อน เหมือนเจตนาที่หวังอาหารช่วยค้ำจุน ชื่อว่า ปัจฉาชาตปัจจัย, (อรรถกถา ปัญปกรณ์แปล หน้า ๒๖)
-------------------///-------------------
[full-post]
แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ