Sompob Sanguanpanich
ปริตตติกะ
ธรรม ๓ ประการที่ทรงแสดงปริตตธรรมเป็นลำดับแรก
๔/๑๐/๖๕
---
ในคัมภีร์อภิธรรมมาติกา พระพุทธองค์ทรงแสดงปริตตติกะ ที่จำแนกสภาวธรรมเป็น ๓ ว่า
(ก) ปริตฺตา ธมฺมาฯ สภาวธรรมที่เป็นปริตตะ
(ข) มหคฺคตา ธมฺมาฯ สภาวธรรมที่เป็นมหัคคตะ
(ค) อปฺปมาณา ธมฺมาฯ สภาวธรรมที่เป็นอัปปมาณะ
(อภิ.สํ.มาติกา.ปริตฺตติก ๓๔/ ๑๒)
***
อะไรเป็นเครื่องจำแนกธรรมออกเป็น ๓ กลุ่ม
ในมาติกานี้ ทรงอาศัยธรรมชนิดที่เรียกว่า ปมาณกรณธรรม แปลว่า ธรรมที่สร้างข้อจำกัด ตามระดับแห่งความหนาแน่นของปมาณธรรมนี้ว่า มีมากน้อยเพียงไร
คัมภีร์อรรถกถาและฏีกาอภิธรรมมีอรรถาธิบาย พอสรุปมาได้ดังนี้
---
เมื่ออาศัยกิเลสตัวที่เป็นตัวสร้างการกำหนด (ปมาณกรธรรม) มาจำแนกให้ธรรมสามกลุ่มนี้ต่างกัน ก็จะได้ความหมายอย่างนี้ว่า
---
ปริตตะ
ปริตตะ คือ ธรรมที่ถูกกิเลสสร้างข้อจำกัดอย่างหยาบ มีกามตัณหาเป็นต้นกำหนดไว้ [8]
คำว่า ปริตตะ ประกอบรูปศัพท์จาก ปริ = ปริจฺเฉท + ทา อวขณฺฑน ตัด + ต[9]แต่ประสงค์ความว่า กำหนด มีความหมายตามศัพท์ว่า
เตหิ ปริโต ขณฺฑิตา ปริจฺฉินฺนาติ ปริตฺตา
ธรรมอันถูกกิเลสสร้างข้อจำกัดอย่างหยาบเหล่านั้น กำหนดไว้ ชื่อว่า ปริตตะ[10].
---
มหัคคตะ
มหัคคตะ คือ ธรรมที่ถึงความเป็นใหญ่ในเพราะไม่ถูกกิเลสหยาบมีราคะเป็นต้นกำหนดไว้ แต่กระนั้นก็ยังถูกกิเลสชนิดละเอียดมีรูปตัณหาเป็นต้นกำหนดไว้. [11]
หมายความว่า ถึงจะถูกกิเลสบางพวกกำหนดไว้ก็ตาม ก็ยังเป็นไป ทั้งที่มีกิเลสตัวสร้างข้อจำกัดที่ใหญ่[12]
คำว่า มหัคคตะ นี้
ประกอบรูปศัพท์จาก มหาปมาณการภาว = กิเลสสร้างข้อจำกัดที่ใหญ่ + คต = ปวตฺตา เป็นไป มีความหมายตามศัพท์ว่า
มหาปมาณภาเวน คตา ปวตฺตาติ มหคฺคตาฯ
ธรรมอันถึง คือ เป็นไป โดยเป็นความมีกิเลสชนิดที่สร้างข้อกำหนดอย่างใหญ่.
---
อัปปมาณะ
อัปปมาณะ คือ ธรรมที่ไม่ถูกกิเลสแม้เหล่านั้น (ตามข้อที่ ๑ และ ๒) กำหนดไว้[13]
หมายความว่า เป็นธรรมที่ไม่ถูกกิเลสที่สร้างข้อจำกัดใดๆมานับหรือวัดได้ กล่าวคือ ล่วงพ้นจากกิเลสเหล่านั้นได้แล้ว เนื่องจากไม่เป็นอารมณ์แห่งกิเลสนั้นถึงจะเป็นอย่างละเอียดก็ตาม.
อนึ่ง ธรรมพวกอัปปมาณะนี้ ก็ยังจัดเป็นธรรมพวกอปริยาปันนะ คือ สภาวธรรมที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ ดังนี้อีกด้วย[14]
คำว่า อัปปาณะ ประกอบรูปศัพท์จาก น ไม่ + ปมาณ (ป + มา ธาตุ มีความหมายว่า ปริมาณ (การนับหรือวัด) + ยุ ปัจจัยในอรรถกรรม)
ปมาณศัพท์ มีความหมายเท่ากับ ปริจฺฉินฺน กำหนด มีความหมายตามศัพท์โดยนัยที่เรียบเรียงจากมูลฏีกาว่า
น เตหิ ปมาณกเรหิ มินิตา ปริจฺฉินฺนาติ อปฺปมาณา
ธรรมอันไม่ถูกกิเลสสร้างข้อกำหนดเหล่านั้นมากำหนดนับ ชื่อว่า อปฺปมาณ.
...
ท้ายที่สุดนี้ ใคร่สรุปเนื้อความเป็น ๒ นัยจากอรรถกถาและฏีกาดังนี้
..
อรรถกถานัย
---
ปริตตะ คือ สภาวะที่เป็นเหมือนกับของเล็กน้อย เพราะมีอานุภาพน้อย ได้แก่ กามาวจรธรรม.
มหัคคตะ คือ
ก. สภาวะที่ถึงความเป็นใหญ่ เพราะละกิเลสโดยวิกขัมภนปหาน, มีผลไพบูลย์ และสืบต่อยาวนาน ได้แก่ รูปาวจรธรรมและอรูปาวจรธรรม.
ข. สภาวะที่ผู้ประเสริฐบรรลุแล้ว ได้แก่ โลกุตรธรรม กล่าวคือ มรรค ผล และนิพพาน.
อัปปมาณะ คือ
ก. สภาวะที่ไม่กิเลสสร้างข้อกำหนดใดๆ
ข. เป็นสภาวะที่ขัดแย้งต่อกิเลสนั้น
---
ฏีกานัย
--
ปริตตะ คือ ธรรมที่ถูกกิเลสสร้างข้อกำหนดอย่างหยาบ มีกามตัณหาเป็นต้นกำหนดไว้
มหัคคตะ คือ ธรรมอันถึง คือ เป็นไป โดยมีกิเลสชนิดที่สร้างข้อกำหนดอย่างใหญ่กำหนดไว้.
อัปปมาณะ คือ ธรรมที่ไม่ถูกกิเลสแม้เหล่านั้น (ตามข้อที่ ๑ และ ๒) กำหนดไว้
***
อาคตสถาน
[5] อกุสลวิทฺธํสนรสตฺตา วา กุสลานํ ตตฺถ สาติสยกิจฺจยุตฺตตํ ปริตฺตธมฺเมหิ มหคฺคตานํ ปกาเสตุํ ‘‘กิเลสวิกฺขมฺภนสมตฺถตายา’’ติ วุตฺตํฯ วิปากกิริเยสุ ทีฆสนฺตานตาว, น กิเลสวิกฺขมฺภนสมตฺถตา วิปุลผลตา จาติ อตฺโถฯ ‘‘วิปุลํ ผลํ วิปุลผล’’นฺติ เอวํ ปน อตฺเถ คยฺหมาเน วิปาเกสุปิ วิปุลผลตา ลพฺภเตวฯ โสปิ เอกเสสนเยน อฏฺฐกถายํ วุตฺโตติ เวทิตพฺโพฯ มหนฺเตหิ คตา ปฏิปนฺนาติ อยํ ปนตฺโถ ติณฺณมฺปิ สาธารโณติฯ (อนุฏีกา)
[6] ปมาณกรา ธมฺมา ราคาทโย ปมาณํ นามฯ อารมฺมณโต วา สมฺปโยคโต วา นตฺถิ เอเตสํ ปมาณํ, ปมาณสฺส จ ปฏิปกฺขาติ อปฺปมาณาฯ (อรรถกถา)
[7] คุณโต อยํ เอตฺตโกติ สตฺตานํ ปมาณํ กโรนฺตา วิย ปวตฺตนฺตีติ โอฬาริกา กิเลสา ‘‘ปมาณกรา’’ติ วุตฺตาฯ (อนุฏีกา)
[8] ปมาณกเรหิ วา โอฬาริเกหิ กามตณฺหาทีหิ ปริจฺฉินฺนา ปริตฺตาฯ (มูลฏีกา)
[9] ปริตฺตนฺติ สมนฺตโต ขณฺฑิตตฺตา ปริตฺตํฯ อปฺปมตฺตกญฺหิ โคมยปิณฺฑํ ปริตฺตนฺติ วุจฺจติฯ ตสฺมา ปริตฺตนฺติ อปฺปกสฺส นามํ กามาวจรสฺส จ ธมฺมสฺส อปฺเปสกฺขตฺตาฯก็ในที่นี้ บทว่า ปริตฺตํ มีรูปวิเคราะห์ว่า ชื่อว่า ปริตฺต เพราะเป็นสภาพที่ถูกตัด รอบด้าน. ก็ก้อนมูลโคแม้เพียงเล็กน้อย ก็เรียกว่า ปริตฺต.74เพราะเหตุนั้น คําว่า ปริตฺต จึงเป็นชื่อของวัตถุเล็กน้อย และกามาวจรธรรม เพราะมีอานุภาพน้อย. (นีติ.ธาตุ. ทา อวขณฺฑเน) ท่านแสดงเป็นอุทาหรณ์ของ ทา ธาตุ มีอรรถว่า อวขณฺฑน ตัด ดังนั้น ปริตฺต มาจาก อา บทหน้า + ทา ธาตุ + ต ปัจจัย ลบ อา ของ ทา แปลง ทฺ เป็น ตฺ ได้รูปว่า อาตฺต แล้วรัสสะ อา เป็น อ ในเพราะพยัญชนะสังโยคคือ ตฺต สำเร็จรูปเป็ณ ปริตฺต ความหมายคือ ตัดโดยรอบด้าน ความหมายที่ใช้โดยตรง คือ เล็กน้อย, แต่เมื่อนำมาใช้กามาวจรธรรม จะใช้โดยความหมายโดยอ้อม คือ เหมือนกับสิ่งเล็กน้อย เพราะมีอานุภาพน้อย ได้แก่ กามาวจรธรรม. แต่เมื่อโดยจุดประสงค์ของศัพท์ นิยมใช้ในความหมายว่า กำหนด เพราะถูกตัดออกเป็นช่วงๆ ดังนั้น กามธรรม ที่มีอานุภาพน้อย จึงเรียกว่า ปริตตะ.
[10] เตหิ ปริโต ขณฺฑิตา ปริจฺฉินฺนาติ ปริตฺตาฯ สติปิ เกหิจิ ปริจฺฉินฺนตฺเต มหาปมาณภาเวน คตา ปวตฺตาติ มหคฺคตาฯ (อนุฏีกา)
[11] เตหิ อปริจฺฉินฺนตฺตา สุขุเมหิ รูปตณฺหาทีหิ ปริจฺฉินฺนา ปมาณมหตฺตํ คตาติ มหคฺคตาฯ (มูลฏีกา)
[12] สติปิ เกหิจิ ปริจฺฉินฺนตฺเต มหาปมาณภาเวน คตา ปวตฺตาติ มหคฺคตาฯ (อนุฏีกา)
[13] อปริจฺฉินฺนา อปฺปมาณาฯ (มูลฏีกา)
[14] ปริจฺเฉทกรานํ กิเลสานํ สุขุมานมฺปิ อโคจรภาวโต เตหิ น กถญฺจิปิ ปริจฺฉินฺนา วีติกฺกนฺตาติ อปริจฺฉินฺนา อปฺปมาณา, ยโต เต ‘‘อปริยาปนฺนา’’ติปิ วุจฺจนฺติฯ (อนุฏีกา)
...
จบ #หยั่งลงสู่พระอภิธรรม ครั้งที่ ๒๕
สมภพ สงวนพานิช
[full-post]
แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ