ทำแท้ง : ตัดสินอย่างไร? (โดยพระธรรมปิฎก ป.อ.ปยุตฺโต) (ตอนที่ ๖)
ถาม คนที่มีหิริโอตตัปปะสูง ทำผิดนิดหน่อย ก็มีความรู้สึกละอายและระลึกถึงอยู่เสมอ ส่วนคนที่สองเป็นคนที่ไม่มีหิริ ทำผิดเท่ากับคนแรก แต่ไม่รู้สึกอะไรเลย คนที่หนึ่งเวลาจะตายก็นึกถึงความผิคที่ทำเอาไว้ก็จะไปสู่ทุดติ ส่วนคนที่สองไม่นึกถึงเลย ลืมหมด เวลาตายแล้วก็น่าจะไปสู่สุคติภูมิ
ตอบ อันนี้ต้องมองด้วยอุปมา เป็นข้อเปรียบเทียบ คือว่า ผ้าที่ดำมากแล้ว เติมอะไรเข้าไป ไปโดนอะไรเข้าอีก ก็มองไม่เห็นหรือน้ำที่เป็นโคลนแล้วนี่มีอะไรใส่ลงไปอีก สีเขียวสีแดงใส่ลงไปก็เฉย แต่น้ำที่ใสนั้นตรงกันข้าม ใส่สีแดงลงไปนิดเดียวก็เห็นเหมือนผ้าหรือกระดาษสีขาวมีอะไรเปื้อนนิดหน่อยก็มองเห็นชัด
จิตของมนุษย์ก็ทำนองเดียวกัน จิตที่มืดมัวขนาดน้ำโคลนน้ำครำ หรือเหมือนผ้าดำสกปรก มันเป็นสภาพจิตที่หยาบและมืดดำของมันอยู่แล้ว เมื่อทำอะไรที่เป็นบาปมืดดำน้อยกว่านั้นหรือเหมือนอย่างนั้น ก็ย่อมไม่แปลก ไม่รู้สึก แต่การที่จะไปเกิดที่ไหนนั้นก็ไปตามภูมิจิต หรือระดับจิต จิตที่มืดดำอย่างนั้น ก็ย่อมไม่ไปสู่สุคดิภูมิ มันเป็นอย่างนั้น มันเป็นไปเองตามธรรมดาของมัน ส่วนคนที่จิตใสสะอาด พอมีอะไรผิดแปลกนิดหน่อยก็เกิดความรู้สึกเศร้าหมองใจขึ้นมา มองเห็นเด่นชัด อันนั้นก็เป็นข้อดีที่แสดงว่ามีจิตใจประณีต แต่ก็ต้องมีวิธีปฏิบัติเพื่อไม่ให้ไปตกต่ำเพราะความเศร้าหมองนั้น
เรื่องนี้ขอให้พิจารณาในแง่การพัฒนาตน เพราะการปฏิบัติธรรมในความหมายหนึ่ง ก็คือการพัฒนามนุษย์นั่นเองคนเราที่ต้องการเข้าถึงประโยชน์ของชีวิตที่สูงขึ้นไป หรือจะทำอะไรที่สูงขึ้นไปในทางคุณค่าของชีวิต ก็จะต้องพัฒนาจิตของตนขึ้นไปให้ถึงระดับนั้นด้วย ถ้าจะเข้าถึงประโยชน์และคุณค่าของชีวิตอย่างสูง จิตก็ยิ่งต้องประณีตมากขึ้น
ทีนี้ ในตอนแรกเมื่อเขาอยู่กับชีวิตในระดับสัญชาตญาณจิตของเขาจะหยาบจะมืดอย่างไร เขาก็ไม่รู้สึก แต่คนเราไม่ใช่จะอยู่อย่างนั้นตลอดไป วันหนึ่งเขาจะต้องการคุณค่าของชีวิตจิตใจที่สูงที่ประณีตขึ้นไป แล้วความประณีตหรือใสสะอาดของจิตใจก็จะมีความหมายขึ้นมาทันที พร้อมกับที่สิ่งที่ทำให้จิตหยาบมืดดำก็ส่งผลในทางลบขึ้นมาทันทีเช่นเดียวกันเพราะฉะนั้น คนที่มีจิตมืดดำอยู่แล้ว เขาจะไม่รู้สึกต่อสิ่งสกปรกที่เดิมเข้ามาจนกว่าเขาจะพัฒนาจิตให้สูงขึ้น คือเมื่อจิตของเขาต้องการอะไรที่จะเป็นประโยชน์สูงกว่านั้นแล้ว เขาก็จะต้องมีระดับจิตที่พัฒนาขึ้นไป รับกันให้พอดี ทีนี้ ในตอนที่ยังไม่ได้พัฒนาตัวเองเขายังไม่เห็นและไม่ได้นึกถึงเรื่องนี้ แต่พอเขาจะพัฒนาจิตปั๊บก็จะเกิดปัญหาทันที อะไรๆ ที่สะสมไว้ก็โผล่ขึ้นมาก่อกวนเป็นอุปสรรคแก่ตัวเอง
ขออุปมาว่าอย่างนี้ เหมือนอย่างในเรื่องความสกปรก เช่นพื้นห้องประชุมที่เราเดินกันอยู่นี่ แค่นี้เราก็ว่าสะอาดแล้วใช่ไหมต่อมาเราเกิดต้องการให้เป็นโต๊ะทำงาน ความสะอาดแแค่อย่างพื้นห้องสำหรับเดินนี้ก็ไม่พอเสียแล้ว ต้องให้สะอาดขึ้นไปอีกขั้นหนึ่งจึงใช้งานได้ ทีนี้ ถ้าเป็นแว่นตาล่ะ ความสะอาดแค่อย่างโต๊ะทำงานไม่พอเสียแล้ว แว่นตาก็ต้องสะอาดกว่าโต๊ะทำงานขึ้นไปอีก จึงจะใช้งานได้
จิตของเราก็เหมือนกัน เมื่อจะใช้งานที่ประณีต เช่นในการบรรลุธรรมที่สูงขึ้นไป หรือเมื่อต้องการบรรลุสุขที่ประณีตยิ่งๆ ขึ้นไป ในตอนแรก ยังไม่ได้เริ่มต้องการ ยังไม่เริ่มจะเอาก็ยังไม่รู้ตัว คนที่มืดมัวอย่างนั้นไม่รู้สึกเลย มันหนักหนาจนกระทั่งไม่รู้สึก ก็เฉยๆ แต่พอจะเอาขึ้นมา จะต้องพัฒนาจิตให้มีระดับสูงขึ้นก็เจอปัญหาเจ้าพวกนี้กวนแล้ว จะพัฒนาไปก็ไม่ได้ มันต้นหมด แสนจะยาก มันต้องอาศัยจิตที่ประณีตกว่านั้น เหมือนกับน้ำที่ต้องการให้เห็นอะไรๆ ชัดเจน ก็ต้องใช้น้ำที่ใสพอ ตอนแรกเรายังไม่รู้ตัวก็เลยไม่รู้สึก ไม่เห็นคุณโทษของมัน แต่พอจะพัฒนาขึ้นไปก็เห็นชัด เอาไปใช้ประโยชน์ที่ต้องการใหม่ไม่ได้ ถึงเวลาที่ต้องการจะพัฒนาก็เกิดตัวกวนขึ้นมาเพราะสั่งสมในจิตที่หมักหมมไว้มาก สิ่งเหล่านั้นกลายเป็นอุปสรรคกั้นตัวเอง
ในทางกลับกัน คนที่มีหิริโอตตัปปะมาก หรือมีฉันทะ ใดีมาก อยากให้ชีวิตของตนดีงามบริสุทธิ์ เมื่อไปทำอะไรผิดนิดๆ หน่อยๆ ก็มองเห็นเด่นชัด แล้วก็เกิดความรู้สึกขุ่นมัวเศร้าหมอง แล้วก็เอามาคิดปรุงแต่งทำให้เกิดความทุกข์มากในแง่นี้ก็ต้องก้าวหน้าต่อไปอีกขั้นหนึ่ง คือมีหลักว่า อกุศลเป็นปัจจัยให้เกิดกุศล หรือกุศลเป็นปัจจัยให้เกิดอกุศลได้ ดังนั้นเมื่อเราทำความดี ถ้าทำใจวางใจไม่ถูกต้อง ก็จะทำให้เกิดทุกข์ได้เหมือนกัน เราจึงต้องทำใจปรับใจให้ถูกด้วยโยนิโส-มนสิการ
วิธีปฏิบัติ วางใจให้ถูกต้อง ก็คือ ถ้าเกิดความผิดพลาดไปแล้ว ก็ตั้งใจว่า เอาละนั้นเป็นความผิด ต่อไปนี้เราจะสำรวมระวัง แล้วเอามันเป็นบทเรียนและเป็นฐานของการที่จะพัฒนาตัวต่อไป แล้วก็จะได้ทั้งปัญญา และได้แรงส่งที่มีพลังในการทำความดีเพิ่มขึ้น อย่ามัวคิดหมกมุ่นขุ่นหมองให้ไม่สบายใจเพราะการคิดอย่างนั้นก็เป็นอกุศลกรรมด้วย ไม่ถูกต้อง ให้คิดว่าเรานี่โดยเจตนาที่แท้ ก็ใฝดี ตั้งใจทำความดี แต่ด้วยความประมาท จึงพลาดไป ทำความผิดไปแล้ว ยอมรับเสีย แล้วตั้งใจให้ถูก อย่าไปขุ่นมัวเศร้าหมองอีก ตั้งใจว่าเราจะไม่ทำมันอีก พัฒนาตัวต่อไป อกุศลกรรมที่ทำก็จะไม่สั่งสมมาก แล้วยังได้พลังในการทำกุศลต่อไปด้วย เข้าหลักพุทธภาษิตที่ยกมาให้ฟังในคำตอบก่อนนี้
ถาม เรื่องกรรมนิมิต และคตินิมิต เมื่อคนใกล้ตายทุกคนจะมีคตินิมิตหรือไม่ และเมื่อจิตจุติแล้วจะปฏิสนธิตามคตินิมิตเสมอไปหรือไม่มีผลทันทีหรือไม่ เพราะอะไร
ตอบ จิตนี่จะสืบต่อเกิดดับๆ ตลอดเวลา แม้ในเวลาที่เรายังมีชีวิตอยู่ แล้วท่านก็มองเรื่องการไปเกิด เหมือนกับตอนที่มีชีวิตอยู่ เป็นแต่ว่ามันมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ โดยเฉพาะในส่วนที่เป็นรูปธรรม ส่วนในแง่ของนามธรรมแล้วเหมือนกันคือ เกิดดับสืบต่อไปตลอดเวลา เพราะฉะนั้น เรื่องของปฏิสนธิจิตและจุติจิตก็เป็นเพียงขณะหนึ่งๆ ตามธรรมดา เพียงแต่จิตเกิดดับสืบต่อไปถึงจังหวะสำคัญซึ่งมีเหตุการณ์ที่แรง ทำให้จิตมีอาการแสดงตัวแรงขึ้นมาและมีกรรมนิมิต กับคตินิมิตคล้ายๆ ว่าจิตมาถึงจุดวิกฤต
ธรรมดาในจิตของเรานั้น สิ่งที่สั่งสมเหล่านี้มันมีอยู่แล้วแต่ไม่มีภาวะวิกฤตที่จะทำให้ปรากฏ พอถึงจุดวิกฤตนี้ ภาพที่เรียกว่ากรรมนิมิต ก็ปรากฎขึ้นมา หมายความว่า สิ่งที่กระทำไว้ทั้งหมดไม่ได้หายไปไหน เมื่อถึงจุดวิกฤตก็ฉายเป็นภาพสะท้อนจากอดีตขึ้นมา เสร็จแล้วจิตก็โยงจากภาพสะท้อนนั้นปรุงแต่งเป็นภาพสัญลักษณ์ที่สื่อถึงอนาคต เรียกว่าคตินิมิตคือภาพตัวแทนของสภาพที่จะไปเกิดข้างหน้า ซึ่งก็เป็นอีกขณะจิตหนึ่งเท่านั้นเอง คล้ายเป็นตัวบอกทิศทาง หรือเป็นภาพฉายคุณสมบัติของจิตที่มันบอกตัวเองหรือฟ้องตัวเองว่าฉันมีความพร้อมจะไปที่ไหน ไม่ใช่คนอื่นมาแสดง แต่จิตนั้นเอง มันแสดงอาการของมัน แล้วฉายภาพออกมาตามสภาพของภาวะที่มันจะเอาจะไปหา เหมือนกับบอกว่าตัวฉันจะไปไหนก็จบ ฉะนั้นจึงเป็นเรื่องธรรมดาที่มันจะไปตามนั้น เพราะว่านั่นคืออาการของมันเองที่ปรากฎฉายออกมา
ถาม เรื่องการใส่ห่วง ในกรณีที่มารดาต้องการคุมกำเนิดโดยการใส่ห่วง โคยที่เจตนานั้นไม่ต้องการมีบุตร แต่ไม่มีเจตนาจะฆ่าตัวอ่อนในกรณีนี้จะเป็นกรรมหรือไม่อย่างไร
ตอบ ก็ตัดสินด้วยเจตนาอย่างที่ว่า ไม่มีเจตนาจะฆ่าให้ตายอาจทำไปเพราะไม่รู้แล้วก็เป็นเหตุให้คนอื่นตายไป คล้ายกับจะเป็นการทำให้คนตายโดยประมาท แต่ที่จริงเป็นการทำให้คนตายโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ อย่างไรก็ตาม ในกรณีอย่างนี้ถ้าจะพิจารณาให้ละเอียด ก็ต้องดูที่เจตนา เพราะกรณีอย่างนี้มีเจตนาด้วย เพียงแต่ไม่ใช่เจตนาที่จะฆ่าโดยตรง เจตนาอาจต่างกันได้ เจตนาที่ไม่ต้องการมีบุตรนั้น อาจเป็นเจตนากีดกั้นไม่ให้เขามีชีวิตอยู่ได้ต่อไป หรือเป็นเจตนาแบบป้องกันตัวเองความต่างของเจตนานี้มีผลต่อคุณสมบัติของกรรมให้แรงหรือเบากว่ากัน
ถาม เมื่อมาฟังนี่แล้ว ก็รู้ ถ้าใส่ห่วงอยู่จะต้องไปถอดไหม
ตอบ อันนี้เป็นเรื่องที่คุณหมอเองแนะนำกันได้ ก็อาศัยหลักการนี้ แล้วก็ปฏิบัติ ต้องให้เกณฑ์วินิจฉัยอย่างที่ว่า มาเป็นเครื่องประกอบการตัดสินใจ
ถาม ผู้สั่งให้ซื้อยาทำลายพยาธิ การกินยาถ่ายพยาธิ และการรับยาปฏิชีวนะเพื่อทำลายแบคที่เรีย การกระทำดังกล่าวก็เป็นการฆ่าสัตว์เป็นบาปหรือไม่
ตอบ อันนี้เป็นส่วนเล็กๆ น้อย ถือว่าเป็นเรื่องปลีกย่อย หมายความว่า ชีวิตระดับนี้ ถ้าเป็นแบคทีเรีย ก็เป็นพืช การฆ่าเชื้อโรคประเภทนี้ก็เป็นการทำลายชีวิตพืช หรือเหมือนตัดต้นไม้ไม่เป็นปัญหา แต่ถ้าเป็นสัตว์ก็มีข้อพิจารณาว่า
๑. สัตว์นั้นเป็นสัตว์เล็ก เป็นสัตว์ชั้นต่ำ เป็นสัตว์มีคุณน้อย หรือเป็นสัตว์ที่มีโทษ การทำลายชีวิตจึงเป็นบาปน้อย
๒. ต้องตั้งเจตนาให้ถูกต้อง คือใช้ยาด้วยเจตนาจะรักษาโรค เจตนารักษาร่างกาย ไม่ใช่มีเจตนามุ่งร้ายจะทำลายผู้อื่นเมื่อไม่มีเจตนาจะม่า ไม่เป็นปาณาติบาต ไม่ผิดศีล
เจตนานี้มีเหตุผลที่สมควร เพราะเป็นหน้าที่อย่างหนึ่งของมนุษย์ที่จะต้องรักษาร่างกายชีวิตของตนให้อยู่ในสภาพที่ดีและก็มีหลักความจริงข้อใหญ่อย่างหนึ่งว่า ในฐานะของมนุษย์เมื่อเรามีชีวิตอยู่ ถ้าว่าตามความจริงแล้วจะให้พ้นจากการเบียดเบียนหรือทำให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตอื่นโดยสิ้นเชิงไม่ได้ การที่เรายังมีชีวิตอยู่นี่ แม้แต่การทำงานของระบบต่างๆในร่างกายของเราเอง ก็เป็นเหตุให้เกิดความเสียหาย หรือแม้แต่การแดกดับแก่ชีวิตอื่นบ้างไม่น้อย เช่น พวกจุลชีพทั้งหลาย เป็นตัน เป็นธรรมดาของการมีชีวิตอยู่ซึ่งจะต้องยอมรับความจริงไว้ชั้นหนึ่ง
ทีนี้ข้อพิจารณาสำคัญก็อยู่ที่ว่าเราจะรับผิดชอบได้แค่ไหนปัญหาอยู่ที่นี่ นี่คือจุดที่พระพุทธเจ้าวางไว้ให้เราแล้ว เกณฑ์มาตรฐานคือเจตนา เอาเจตนาเป็นเกณฑ์ตัดสิน มิฉะนั้นแล้วเราก็จะต้องเดือดร้อนโดยไม่มีที่สิ้นสุด จนกระทั่งตัวเองจะไม่เป็นอันทำอะไร ตลอดจนจะไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ เพราะถ้าเรามีชีวิตอยู่ก็จะทำให้คนอื่นต้องตาย หรือทำให้คนอื่นเขาลำบาก ประการใดประการหนึ่ง
ขอยกตัวอย่างที่เล่าบ่อยๆ มีนักบวชพวกหนึ่งที่คิดหนักในเรื่องนี้คือคิดมากในเรื่องที่ว่าทำอย่างไรจะไม่เบียดเบียนผู้อื่นถ้าทำโน่นก็จะเบียดเบียนสัตว์นี่ ถ้าทำนั้นก็จะเบียดเบียนสัตว์โน้น แกก็หาทางพัฒนาวิธีการที่จะไม่ให้มีการเบียดเบียนของแกเรื่อยไป พวกนี้คือนักบวชนิครนถ์ ซึ่งเป็นลัทธิที่ยึดถือหลักอหิงสามากที่สุด เกิดขึ้นร่วมสมัยกับพระพุทธเจ้า และมีมาในอินเดียจนกระทั่งปัจจุบัน
นักบวชพวกนี้คิดมาก ทำอะไรก็กลัวว่าจะเป็นการเบียดเบียนสัตว์อื่น เพราะฉะนั้นแกก็คิดว่า ถ้าฉันเดินก็ต้องมีไปเหยียบสัตว์อื่นถึงตายบ้าง แต่จะไม่เดินก็ไม่ได้ เพราะว่าเมื่อมีชีวิตอยู่ก็ต้องเดิน แล้วจะทำอย่างไรดี แกก็เลยคิดประดิษฐ์ไม้กวาดพิเศษขึ้นมาชนิดหนึ่ง เวลาเดินไปไหนก็ต้องถือไม้กวาดไปด้วย กวาดพื้นข้างหน้าไปตลอดทาง
ทีนี้แกก็มาคิดอีกว่า ถ้าแกจุดไฟ ก็ต้องมีสัตว์มาถูกไฟไหม้ตายบ้าง เราก็เบียดเบียนสัตว์ ทำอย่างไรดี นักบวชพวกของแกก็เลยไม่จุดไฟ
ทีนี้ก็คิดอีก ถ้าอาบน้ำ ก็จะเป็นเหตุให้สัตว์บางอย่างต้องตาย อาจจะเป็นสัตว์ที่เกาะอยู่ตามตัวหรือที่อยู่ตามพื้นเวลาน้ำไหลไปก็ถูกท่วมตาย เอ ทีนี้เราก็ต้องไม่อาบน้ำ
ต่อมาแกก็คิดอีกว่า เวลาแกหายใจ สงสัยจะมีสัตว์เล็กๆน้อยๆ เข้าไปตายบ้าง แต่ถ้าไม่หายใจ ตัวแกเองก็ตาย จะทำอย่างไรดี แกไม่มีทางเลือก ก็เลยคิดประดิษฐ์ผ้าขึ้นชิ้นหนึ่งเอามาผูก ปิดปากและจมูก คล้ายอย่างที่คุณหมอใช้กันอยู่ในปัจจุบัน พวกนักบวชนิครนถ์ แกคิดมากอย่างนี้
ทีนี้ทางด้านพระพุทธศาสนา ก็เป็นศาสนาที่ถือหลักอหิงสาเหมือนกัน แต่พระพุทธเจ้าได้ทรงวางหลักเกณฑ์ไว้ว่าถ้าเป็นศีลก็ให้เอาที่เจตนา ฉะนั้นไม่ต้องไปคิดมากจนเลยเถิดจะกลายเป็นรับผิดชอบมากเกินไป จนอยู่ในโลกไม่ได้ ตามหลักของเรานี่ให้รับผิดชอบต่อเจตนา เอาเจตนาเป็นเกณฑ์มาตรฐานไว้ แล้วนอกเหนือจากนั้นหรือเกินกว่านั้น คนใดอยากจะไกลจากการเบียดเบียนมากขึ้นกว่านั้น จะถือข้อปฏิบัติยิ่งขึ้นไปอีก ท่านก็ไม่ห้าม แต่ให้ใช้ปัญญาพิจารณาถ้าเกินกว่านั้นแล้ว การถือปฏิบัตินั้นเรียกว่า วัตร แยกให้ถูก
ศีลมีมาตรฐานที่เจตนา เรารับผิดชอบแค่รักษาเจตนาของเราไว้ให้ได้ ถ้าต้องการปฏิบัติให้เข้มงวดกว่านั้น ก็ถือข้อปฏิบัติพิเศษที่เป็นเรื่องของความสมัครใจ ดังนั้นถ้าคิดว่าตนต้องการห่างเหินจากการเบียดเบียนให้มากขึ้น เห็นว่าการปฏิบัติอย่างนั้นๆ จะทำให้ตนเบียดเบียนสัตว์อื่นน้อยลงไปอีกก็รับกับใจตัวเอง ที่จะถือข้อปฏิบัตินั้นซึ่งเรียกว่าวัตร
การถือวัตรอย่างนี้เป็นเรื่องของความสมัครใจ แต่ก็มีเกณฑ์มีขอบเขตเหมือนกัน วัตรบางชนิดเป็นเรื่องเลยเถิดไปจะกลายเป็นการทรมานตัวเอง หรือทำให้เกิดผลเสียแก่ชีวิตและสังคม พระพุทธเจ้าก็ทรงห้าม มีตัวอย่างที่เล่าบ่อยๆ แต่คงไม่เป็นไร เล่าเพื่อจะให้เป็นตัวอย่างไว้ คือ ข้อปฏิบัติบางอย่างเจ้าตัวเข้าใจว่าจะเป็นประโยชน์ แต่บางทีกลับเป็นโทษพระพุทธเจ้าก็ทรงห้าม ขอย้ำความเข้าใจก่อนว่า วัตรต่างจากศีล วัตรเป็นข้อปฏิบัติพิเศษที่เรามีสิทธิเลือกที่จะถือเพื่อประโยชน์บางอย่าง เช่น เพื่อขัดเกลาตนเอง หรือฝึกฝนตนเอง ทีนี้ในหมู่พระสงฆ์บางทีท่านก็ถือวัตรพิเศษขึ้นมาโดยตั้งกติกากันขึ้น เพื่อจะให้การปฏิบัติได้ผล
(ต่อตอนที่ ๗)

แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ