ทำแท้ง : ตัดสินอย่างไร? (โดยพระธรรมปิฎก ป.อ.ปยุตฺโต) (ตอนที่ ๓)
ในเรื่องการทำลายชีวิตนี้ก็เป็นอันแยกได้ว่า ของพระท่านถือเอาความจริงว่าชีวิตกำเนิดเป็นมนุษย์ตั้งแต่เป็นกลลรูปซึ่งตรงกับขณะที่สัตว์ถือกำเนิดด้วยปฏิสนธิจิต หรือปฐมจิตหรือเป็นวิญญาณแรก ตรงนี้ถือว่าเริ่มเป็นมนุษย์ขึ้นแล้ว ถ้าใครทำให้ชีวิตนี้แตกดับสูญสิ้นไปก็ถือว่าม่ามนุษย์ตั้งแต่บัดนั้น นี่คือตัวความรู้ที่ท่านถือว่าเป็นความจริง แล้วท่านก็มาบัญญัติเป็นกติกาคือข้อวินัยสำหรับพระภิกษุว่า ภิกษุใดทำลายชีวิตมนุษย์อย่างนี้ก็เป็นอันว่าขาดจากความเป็นพระภิกษุ
อนึ่ง การฆ่าหรือทำลายชีวิตสัตว์นั้น ไม่ว่าจะเป็นการฆ่าสัตว์มนุษย์ หรือสัตว์ดิรัจฉาน และไม่ว่าจะเป็นการฆ่าสัตว์ดิรัจฉานชนิดไหนก็ตาม ท่านใช้ศัพท์กลางๆ เรียกเป็นอย่างเดียวกันว่า "ชาณาติบาต" ทั้งนั้น อย่างไรก็ตาม แม้ว่าในแง่ของธรรมชาติในขั้นพื้นฐาน ไม่ว่าจะฆ่าสัตว์ชนิดไหน ก็เป็นการทำลายชีวิตสัตว์ทั้งนั้น แต่เมื่อมองตามมาตรฐานแห่งภูมิธรรมภูมิปัญญาของมนุษย์ ก็มองเห็นคุณค่าของชีวิตทั้งหลายแตกต่างกัน ซึ่งทำให้การฆ่าสัตว์ต่างชนิดกันหรือแม้แต่ต่างตัวในชนิดเดียวกัน มีผลในด้านกรรมไม่เท่ากัน(เป็นบาปมากบาบน้อย) ดังนั้น เมื่อนำหลักการนี้มาจัดวางเป็นวินัยหรือกติกาของสังคม จึงมีการบัญญัติโทษแตกต่างกัน ซึ่งจะเห็นได้ชัดในวินัยของพระภิกษุสงฆ์ ถ้าภิกษุทำลายชีวิตมนุษย์ ก็มีความผิดสถานหนักที่สุด คือขาดจากความเป็นพระภิกษุ เรียกว่าเป็นปาราชิก แต่ถ้าภิกษุทำลายชีวิตสัตว์ดิรัจฉาน จะมีความผิดเพียงสถานเบาระดับที่เรียกว่าปาจิตตีย์ (พึงสังเกตว่าในศีล ไม่มีการแบ่งแยก ท่านจัดเป็นปาณาติบาต อย่างเดียวหมด แต่ผู้ศึกษาก็รู้ได้ว่า ฆ่าสัตว์ชนิดไหนตัวใดมีโทษมากหรือโทษน้อย*)*เกณฑ์วินิจฉัยว่า ฆ่าสัตว์ชนิดไหน ตนใด มีโทษมาก หรือโทษน้อย ดูคำอธิบายช่วงสุดท้ายของปาฐกถาธรรมนี้
ในกรณีของการทำแท้งนี้ ถ้าเราตกลงในแง่ความจริงว่าเป็นอย่างนี้ เราก็เอาความจริงนั้นเป็นหลักหรือเป็นฐานในการวางบัญญัติของเราต่อไป ความจริงนี้ก็คือยอมรับตามที่คัมภีร์ว่าไว้ คือถือว่าชีวิตมนุษย์ เริ่มแต่เป็นกลรูป ตั้งแต่ปฐมจิตหรือปฏิสนธิวิญญาณ เมื่อใครไปทำให้ชีวิตนี้สิ้นสุดก็ถือว่าฆ่ามนุษย์ ทีนี้ เมื่อตกลงในหลักความจริงอย่างนี้แล้ว ต่อไปในการวางบัญญัติเราจะเอาอย่างไร เราจะบัญญัติในกติกาของเราเอาแค่ไหน ก็เป็นเรื่องที่จะต้องตัดสินใจกันในขั้นของการบัญญัติกฎเกณฑ์ทางสังคมหรือกติกาสังคมซึ่งต้องทำเพื่อเกี้อหนุนจริยธรรม หมายความว่า การวางกฎเกณฑ์หรือกติกาสังคมของเรานั้นเป็นบัญญัติธรรม และบัญญัติธรรมนั้น ควรจะเป็นหรือจะต้องเป็นเครื่องสนับสนุนจริยธรรม เพื่อช่วยให้จริยธรรมดำรงอยู่ในสังคม ให้คนอยู่กันด้วยความดีงาม มีความสงบสุข
ทีนี้หันมาดูหลักจริธรรม หลักจริยธรรมบอกว่ามนุษย์ไม่ควรเบียดเบียนกัน ไม่ควรทำลายชีวิตกัน เพราะเป็นหลักความจริงหรือสัจธรรมว่า ชีวิตแต่ละชีวิตรักตัวเอง รักสุขเกลียดทุกข์ กลัวภัยกลัวความตายด้วยกันทั้งนั้น ถ้าพูดให้เข้ากับภาษาปัจจุบันก็ถือว่า มนุษย์แต่ละคน แม้แต่ที่เป็นสัตว์แรกเกิด ก็มีสิทธิในชีวิตของตนเอง ก็เลยเกิดเป็นปัญหาขัดแย้งซ้อนเข้ามาว่าจะเอาอย่างไร คนเดี๋ยวนี้พบกับปัญหาที่มีความชับซ้อนมากขึ้น เช่นในเรื่องสิทธิของแม่ กับสิทธิของลูก
ก่อนจะพูดต่อไป ขอสรุปหลักการใหญ่ที่พูดมาเมื่อกี้นี้ก่อนว่า ตอนนี้เราได้พูดถึงบัญญัติธรรม(กฎเกณฑ์หรือกติกาของสังคม หรือวินัย) จริยธรรม (หลักการดำเนินชีวิตหรือเป็นอยู่ที่ดีงามเกื้อหนุนต่อสันติสุขที่แท้ของชีวิตและสังคม)และสัจธรรม (ความจริงที่มีอยู่ตามธรรมดาเป็นกฎของธรรมชาติ) บัญญัติธรรมที่ดีจะต้องเป็นเครื่องเกื้อหนุนค้ำจุนจริยธรรม และจริยธรรมที่แท้ก็ต้องตั้งอยู่บนฐานของสัจธรรมโดยนัยนี้ บัญญัติธรรมที่เกื้อหนุนจริยธรรม ก็ต้องสอดคล้องกับสัจธรรมด้วย
จะเอาอย่างไร ก็ให้รู้หลักไว้ก่อน
ทีนี้ หันกลับไปพูดถึงตัวอย่างปัญหาความขัดแย้งระหว่างสิทธิของลูกกับสิทธิของแม่ต่อไปอีก แม่ก็ว่านี่เป็นลูกของฉันอยู่ในท้องของฉัน ฉันเป็นเจ้าของ ฉันจะทำอย่างไรก็เป็นเรื่องของฉัน แต่เด็กไม่มีโอกาสพูด และก็ยังพูดไม่เป็น ถ้าเขาพูดได้ เขาก็คงบอกว่า เอ๊ะ นี่ชีวิตของฉัน ใครจะมาล่วงละเมิดไม่ได้ จะบอกว่าแม่เป็นผู้ให้กำเนิด ก็คล้ายๆ จะเป็นอย่างนั้นพระพุทธเจ้าก็ตรัสไว้ว่า พุรหมาติ มาตาปิตโร มารดาบิดาเป็นพรหมของบุตร
ศาสนาพราหมณ์ถือว่าพระพรหมเป็นผู้สร้างโลก สร้างมนุษย์ แต่พระพุทธเจ้ายกฐานะของพรหมนี้มาให้แก่บิดามารดาเพราะถือว่าเป็นผู้มีพระคุณในฐานะที่เป็นปัจจัยสำคัญในการ
ให้กำเนิด เป็นการยกให้ในเชิงภาษาเทียบเคียงเพื่อสนับสนุนคุณค่าทางจริยธรรม ไม่ใช่หมายความว่าเป็นผู้ให้ชีวิตอย่างสิ้นเชิง ไม่ใช่เป็นเจ้าของชีวิต ในตอนอธิบายท่านก็ให้ความหมายว่าเป็นผู้แสดงโลกแก่บุตร ถ้าไม่มีพ่อแม่ ลูกก็ไม่ได้เห็นโลก อันนี้ก็เป็นอุปการะในฐานะผู้มีพระคุณ แล้วท่านก็เพิ่มความหมายเชิงจริยธรรมเข้าไปอีกว่า ที่ว่าเป็นพระพรหม ก็เหมือนพรหมที่มี ๔ หน้า
หน้าทั้งสี่ได้แก่บทบาท ๔ อย่างของพ่อแม่ที่เป็นไปตามคุณธรรม ๔ ประการ คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ถ้าพ่อแม่ไม่มีคุณธรรม ๔ ประการนี้ ความเป็นพ่อแม่ก็ไม่สมบูรณ์ไม่เป็นพระพรหมโดยสมบูรณ์ พ่อแม่จึงต้องมีคุณธรรมด้วย
การที่ท่านยกพ่อแม่ให้เป็นพรหมก็อาศัยหลักความจริงเกี่ยวกับความสัมพันธ์พื้นฐานระหว่างพ่อแม่กับลูก แล้วชี้บ่งไปยังจริยธรรม เพื่อจะให้ทำหน้าที่ของบิดามารดาที่ดี แต่ตัวชีวิตที่แท้จริงก็เป็นชีวิตของเด็กเองนั้นแหละ จะถือว่าเป็นสิทธิของพ่อแม่ได้อย่างไร พ่อแม่เป็นแต่เพียงผู้ให้กำเนิด และคำว่าให้กำเนิดในที่นี้ก็หมายความว่าช่วยให้เขาได้เกิด แต่เรายอมรับว่าสัตว์ที่เกิดนั้นเป็นสัตว์มีจิตของเขา และเป็นผู้ที่มาเกิดจากภพอื่นด้วย เขาจึงเป็นเจ้าของชีวิตของเขาเอง
นี่ก็เป็นเรื่องราวแง่ต่างๆ ที่เราจะต้องพิจารณาต่อไป เอาเป็นว่าในขั้นที่หนึ่ง พุทธศาสนามีหลักการว่าอย่างนี้
๑. ในแง่ของหลักความจริง พุทธศาสนามองความจริงว่าอย่างนี้ๆ ชีวิตเกิดขึ้นอย่างนี้ๆ ในทางนามธรรม เริ่มแต่มีปฐมจิต คือปฏิสนธิวิญญาณ ในทางรูปธรรม เริ่มแต่เป็นกลลรูป
๒. ในแง่ของกฎเกณฑ์เพื่อสนับสนุนจริยธรรมว่า สำหรับพระภิกษ ถ้าทำลายชีวิตมนุษย์ตั้งแต่เป็นกลลรูปเป็นต้นไป มีความผิดร้ายแรง ถึงขั้นขาดจากความเป็นพระภิกษุ
เป็นอันว่าได้สองแง่ อย่างที่หนึ่งในแง่ความจริง (ของธรรมชาติ) อย่างที่สองในแง่กติกา(ของสังคม) ซึ่งในกรณีนี้ก็ต้องพิจารณาว่าเราจะเอาอย่างไรสำหรับสังคมมนุษย์ในส่วนของชาวบ้านที่ไม่ใช่พระภิกษุ แต่มีหลักยืนตัวอยู่ว่า เมื่อทำอะไรก็ต้องยอมรับความจริงของสิ่งที่ทำนั้น ถ้าอะไรเป็นบาปเป็นโทษก็ต้องยอมรับว่ามันเป็น ไม่ใช่ไปหลอกตัวเอง ไม่ใช่เอาความปรารถนาของตัวเป็นตัวกำหนด ต้องแยกส่วนแยกตอนให้ถูก
ในเรื่องจริยธรรมนี้คนทั่วไปมักจะยุ่ง และสับสนกันเพราะจริยธรรมบางประเภทเป็นจริยธรรมแบบเทวบัญชา คือเป็นคำสั่งมาจากสวรรค์ อะไรจะเป็นอย่างไรก็แล้วแต่ท่านจะสั่งว่าอย่างไร การกระทำใดจะเนความผิดหรือไม่เป็นความผิดก็อยู่ที่ว่าท่านจะบัญญัติให้เป็นอย่างไร แต่ในพระพุทธศาสนาถือว่าอะไรจะเป็นอย่างไรก็อยู่ที่ตัวความจริงต่างหากตัวความจริงที่เป็นอยู่ตามธรรมดาของมัน ไม่ขึ้นต่อคำสั่งบังคับของใคร เมื่อความจริงนั้นเป็นอย่างไร เราก็มาพูดกันถึงตัวความจริงนั้นขั้นหนึ่งก่อน ต่อจากนั้นก็มาตกลงกันว่าสำหรับการกระทำของมนุษย์เราจะเอาอย่างไร โดยอิงอาศัยความจริงนั้นในการตัดสินใจ แล้วก็รับผิดชอบต่อความจริงนั้นถ้ามันเป็นโทษเป็นความผิดก็ต้องยอมรับ
ทีนี้ข้อพิจารณาต่อไป ซึ่งจะเป็นประโยชน์มากสำหรับประกอบการตัดสินใจในขั้นกระทำการก็คือ หลักวินิจฉัยความจริงที่ว่า การกระทำใดมีโทษมากหรือโทษน้อย บาปมากหรือบาปน้อย เช่นการฆ่าสัตว์ เป็นคำพูดกลางๆ มีความหมายรวมถึงการฆ่ามนุษย์ด้วย แล้วก็มีข้อพิจารณาต่อไปว่าฆ่าสัตว์ใดและอย่างไรมีโทษมากหรือโทษน้อย ท่านมีหลักให้พิจารณาโดยแยกออกไปว่า
๑. ดูที่ตัวสัตว์นั้นเองว่า มีคุณมากหรือคุณน้อย มิโทษมากหรือโทษน้อย ถ้าสัตว์นั้นมีคุณความดีมาก เช่น บิดา มารดาเมื่อฆ่าก็เป็นบาปมากมีโทษมาก ผู้ใดมีคุณประโยชน์ต่อสังคมมาก มีคุณธรรมมาก เราไปฆ่าก็เป็นบาปมาก ถ้าฆ่ามนุษย์ซึ่งเป็นสัตว์ที่มีศักยภาพในการทำความดีมาก ก็เป็นบาปมากกว่าฆ่าสัตว์ดิรัจฉาน ซึ่งเป็นสัตว์ที่มีศักยภาพในการทำความดีงามได้น้อย ระหว่างสัตว์ดิรัจฉานด้วยกัน ถ้าเป็นสัตว์ที่มีคุณน้อยหรือเป็นสัตว์ที่มีโทษ การฆ่าก็เป็นบาปน้อย แต่ไม่ว่าในกรณีใดก็คือการทำลายชีวิตทั้งนั้น อันนี้ต้องยอมรับความจริง เป็นการยอมรับขั้นหนึ่งว่ามีการฆ่า แต่แยกได้ในแง่ที่ว่ามันเป็นบาปมากหรือบาปน้อย
๒. ดูที่เจตนาของผู้กระทำว่า ทำด้วยเจตนาหรือความรู้สึกอย่างไร ถ้าทำด้วยกิเลสแรง มีความรู้สึกเกลียดซัง เคียดแค้น มุ่งร้าย มุ่งจะทำลาย กลั่นแกล้ง รังแก ข่มเหง เบียดเบียนอย่างนี้ถือว่าเป็นบาปมากมีโทษมาก แต่ถ้ามีเจตนาไม่รุนแรงหรือมีเจตนาในทางที่ดี ก็มีโทษน้อย เช่นในกรณีของคนที่ป้องกันตัวเป็นต้น ซึ่งไม่ได้มีเจตนามุ่งร้ายทำลายใคร ไม่ได้ทำด้วยเจตนาที่จะเบียดเบียนคนอื่น
๓. ดูที่ความเพียรพยายาม ถ้ามีการตระเตรียมการ มีการวางแผนอย่างเอาจริงเอาจัง ทำด้วยความหมายมั่นอย่างรุนแรง จองล้างจองผลาญเต็มที่ ไม่ยอมหยุดไม่ยอมเลิกรา ก็บาปมาก แต่ถ้าทำด้วยอารมณ์วูบ แม้จะมีกิเลส เช่นโกรธรุนแรง ก็บาปเบากว่า
นอกจากนี้ ในกรณีของสัตว์ดิรัจฉาน โดยทั่วไปยังบาปน้อยบาปมากต่างกันตามขนาดร่างกายของสัตว์นั้นๆ ด้วยเพราะม่าสัตว์ใหญ่ การลงมือหรือการกระทำก็ใหญ่ แรงกระทบต่อจิตก็มาก ฆ่าสัตว์เล็ก การลงมือหรือการกระทำก็เล็กน้อย แรงกระทบต่อจิต หรือความไหวของจิตก็น้อยนี่เป็นหลักการตามธรรมชาติ ซึ่งเป็นตัวอย่างของเกณฑ์ที่จะใช้ในการวินิจฉัยตกลงว่าหลักใหญ่ ก็มี
๑. ความจริง
๒. การตัดสินใจทำ
พูดอีกอย่างหนึ่งว่า หนึ่ง ความจริงที่พึงรู้ สอง กรรมหรือกิจที่พึงตัดสินใจกระทำ สองอย่างนี้สัมพันธ์กัน เพราะข้อสองต้องอาศัยข้อหนึ่ง
พูดไปพูดมา นี่ก็บ่ายโมงแล้ว ถ้าไม่มีอะไร ก็จะให้เป็นเวลาของการซักถามข้อสงสัยต่อไป... (ต่อตอนที่ ๔)
-----/ดูตอนที่ ๔/-----
[full-post]
แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ