ทำแท้ง : ตัดสินอย่างไร? (โดยพระธรรมปิฎก ป.อ.ปยุตฺโต) (ตอนที่ ๔)
ถาม - ตอบ
ถาม คำว่า คันธัพพะ เป็นอันเดียวกับปฐมวิญญาณหรือไม่
ตอบ เวลาพูดถึงคันธัพพะ จะไม่พูดถึงปฐมจิต เพราะเป็นการพูดถึงสัตว์ทั้งตัวที่มีปฐมจิตรวมอยู่ด้วยแล้ว ฉะนั้นคันธัพพะจึงเป็นคำที่ครอบคลุม พูดอีกอย่างหนึ่งว่า คันอัพพะ เป็นคำพูดตามสำนวนพระสูตร ที่ใช้คำพูดตามภาษาสามัญ เรียกคนทั้งตัว แทนที่จะพูดถึงจิตที่เป็นสภาวะแบบอภิธรรม
ถาม ในการผสมเทียมในหลอดแก้ว ใช้ข่ทีละหลายใบประมาณ ๕.ฟอง ซึ่งได้จากการใช้ยาฮอร์โมนกระตุ้นให้มีการตกไข่ทีละหลายๆฟอง ผสมกับเชื้อในหลอดแก้ว แล้วเก็บในตู้อบซึ่งมีการควบคุมปัจจัยต่างๆ ให้ใกล้เคียงกับสภาพในมคลูกตามธรรมชาติ หลังจากนั้น ๑๘ชั่วโมง จะมีการรวมตัวกันของไข่และเชื้ออสุจิเป็นเซลล์เดียว มี ๒นิวเคลียส จากพ่อหนึ่ง และจากแม่หนึ่ง ซึ่งจะรวมเป็นนิวเคลียสเดียวในเวลา ๒๒-๒๔ ชั่วโมง แล้วจะแบ่งเป็น ๒, ๔, ๘, ๑๖, ๓๒ เซลล์ต่อไป ในเวลา ๕ -๖ วัน ถ้าเป็นในธรรมชาติจะมีการเคลื่อนตัวของตัวอ่อนนี้ มาที่มคถูกและมีการฝังตัวที่ผนังมดลูกในวันที่ ๓ อยากจะถามว่าตอนไหนที่เป็นการเริ่มต้นของชีวิต คือช่วง ๑๘ ชั่วโมง เมื่อเซลล์ของพ่อและแม่รวมกัน หรือตอน ๒1๒-๒๔ ชั่วโมง เมื่นิวเคลียสจากเซลล์ของพ่อและแม่รวมกันเป็น one-cell zygote ตอนนี้หรือเปล่าที่ปฏิสนธิวิญญาณเข้ามาร่วมด้วย
ตอบ จุดนี้ ท่านพูดไว้เพียงเท่าที่อาตมาเอามาเล่าข้างต้นนี้และเราก็มีสิทธิที่จะมาวิพากษ์วิจารณ์กัน อาตมาไม่ใช่ผู้ตัดสินแน่นอน เราเอาหลักมาพูดกันว่า ปฐมจิตนั้นเอาตามที่ท่านว่าชื่อว่า มนุสสวิคคหั นั้น ตั้งแต่จิตอันเป็นปฐม คือวิญญาณแรกปรากฎขึ้นในครรภ์มารดา และอธิบายต่อไปว่า ปฐมจิตนั้นพร้อมด้วยอรูปขันธ์ทั้ง ๓ ที่ประกอบพร้อมกับปฐมจิตนั้น กับทั้งกลลรูปที่เกิดพร้อมกับปฐมจิต ท่านไม่ได้บอกละเอียดซี้เฉพาะลงไปว่าจุดเริ่มกลลรูปนั้นอยู่ตรงไหน ท่านเพียงแต่ให้ทราบแบบคำพูดสามัญว่า องค์ประกอบฝ่ายบิดากับองค์ประกอบฝ่ายมารดามาผนวกเข้ากัน ไม่ได้บอกชัดเจนแบบวิชาการ คงเป็นเรื่องที่เราจะต้องศึกษาวิเคราะห์กันอีกที
ถาม คือที่พบนี่เพราะว่า เวลาแพทย์จะต้องทำการต่อตัวอ่อนเช่นระยะที่เป็น ๔ เซลล์ แล้วตัวอ่อนนั้นมีคุณภาพไม่ดีพอที่จะใส่เข้าไปในโพรงมดลูก เราก็จะทิ้งไป ถ้าถือว่าตัวอ่อน ๔ เซลล์ เป็นมนุษย์แล้วก็เท่ากับเป็นปาณาติบาต หรือเอาตัวอ่อนนั้นมาทำการศึกบาวิจัยแล้วตัวอ่อนนั้นตายไปจากการทคลอง(ก็เช่นกัน)
ตอบ การขี้ชัดนี้ คงต้องช่วยกัน เพราะท่านให้หลักไว้เป็นกลางๆ คือบอกว่า องค์ประกอบ ๓ อย่าง ประชุมพร้อมมารดามีอุตุ ฝ่ายมารดากับฝ่ายบิดาบรรจบกัน แล้วก็มีคันธัพพะเข้าไปตั้ง หมายความว่าคันธัพพะก็อาศัยการบรรจบกันขององค์ประกอบฝ่ายมารดา กับฝ่ายบิดานั่นแหละ จึงเข้าไปตั้ง เข้าไปอยู่ เมื่อมองดูตามตัวอักษรล้วนๆ ก็มีแต่ว่าองค์ฝ่ายบิดากับองค์ฝ่ายมารดาผนวกกัน องค์ ๒ นั้น ผนวกกันเมื่อไร คันอัพพะก็เข้าไปตั้ง ไม่น่าจะต้องรอการไปฝังตัวที่ผนังมดลูก
ถาม ในกรณีที่เราใช้ไข่ประมาณ ๒๐ ฟอง แล้วเอาเชื้อผู้ชายแสนตัวเข้าไปผสมกัน สมมุติว่า ๑ ฟองมีการผสมกัน ส่วนอีก ๑๐ ฟองไม่มีการปฏิสนธิ นั่นหมายความว่าปฏิสนธิวิญญาณมีจำนวนจำกัด จะอธิบายในแง่ของเรื่องกรรม หรือจำนวนจำกัดของปฏิสนธิวิญญาณอย่างไร อะไรทำให้มีการปฏิสนธิหรือไม่อย่างไร
ตอบ เหตุอย่างหนึ่งน่าจะเป็นด้านพีชนิยาม แต่ก็มีเหตุปัจจัยอื่นด้วย ซึ่งควรพิจารณาตามกฎธรรมชาติที่ทางพระได้แยกไว้เป็น ๕ นิยาม คือ
๑. อุตุนิยาม กฎกณฑ์ฝ่ายสภาพแวดล้อมทางด้านกายภาพ ซึ่งเป็น physical law
๒. พีชนิยาม กฎเกณฑ์ฝ่ายตัวพืช พืชพันธุ์เป็นอย่างไรมีความสมบูรณ์หรือไม่สมบูรณ์ เป็นต้น เป็นตัวที่มีคุณสมบัติพร้อมหรือเปล่า
๓. จิตตนิยาม กฎเกณฑ์ฝ่ายการทำงานของจิต
๔. กรรมนิยาม กฎเกณฑ์ฝ่ายการกระทำ อันเนื่องจากเจตน์จำนงของมนุษย์ ที่เรียกว่า กรรม
๕. ธรรมนิยาม กฎทั่วไปแห่งเหตุและผล
ทีนี้ เราก็มาดูในด้านที่หนึ่งว่า ถ้าอุตุคือสภาพแวดล้อมไม่อำนวยก็เกิดไม่ได้ สภาพแวดล้อมต้องเอื้อด้วย เช่น อุณหภูมิเป็นต้น ถ้าข้อนี้ไม่ได้ ก็เกิดไม่ได้
ต่อไปในด้านพีชนิยามคือฝ่ายพืช อาจมีเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ฝ่ายตัวเชื้อ (sperm) มีคุณสมบัติพอไหม แข็งแรงพอไหม มีปัญหาบกพร่องอะไรหรือเปล่า นี่ก็อาจเป็นตัวประกอบได้อย่างหนึ่ง ต่อไปจึงเข้าสู่องค์ประกอบฝ่ายจิต
ถาม คือผมสงสัยว่า ตัวสเปอร์มก็เหมือนๆ กันใส่เข้าไปแสนตัว ไข่น้ำเลี้ยงตัวอ่อน สภาพแวดล้อมก็เหมือนกันหมด คูเหมือนว่าเราควบคุมทุกอย่างให้ใกล้เคียงกัน จะเป็นไปได้ไหมว่าไม่มีวิญญาณส่งมา
ตอบ ในแง่นี้คงพูดยาก เพราะว่าในแง่พีชนิยามก็ยังไม่ชัดเจนพอ นิยามอื่นๆ ก็ยังไม่ได้พิจารณา ยังไม่สามารถตัดสินองค์ประกอบเหล่านี้ทั้งหมด ปัจจัยฝ่ายอุตุนิยาม ฝ่ายพีชนิยาม ฝ่ายจิตตนิยาม จะต้องพร้อมด้วยกันทั้งนั้น อันนี้เราจะต้องวิเคราะห์ออกมาให้ชัดเจนทุกอย่าง จึงเป็นเพียงเรื่องที่จะต้องศึกษาต่อไป ตอนนี้คงพูดได้แต่ว่า มีความเป็นไปได้อย่างนั้น
ถาม ปฏิสนธิวิญญาณนี่มีเป็นคำภาษาอังกฤษว่าอย่างไร
ตอบ ภาษาอังกฤษบางทีใช้คำว่า relinking consciousness อันนี้ยังไม่ถึงกับเป็นที่ยอมรับกันทั่วไป relinking ก็คือเข้าไปเชื่อมใหม่ แปลตรงตามภาษาบาลีทีเดียวเลย คือภาษาบาลี สนธิ แปลว่า ต่อ ปฏิ แปลว่า ใหม่ หรืออีกครั้งหนึ่ง หมายความว่า ท่านถือเป็นเรื่องของการเกิดดับของจิตที่เป็นไปอยู่เรื่อยๆ ตามธรรมดา จะมีพิเศษก็เพียงว่าตอนนี้เป็นเหตุการณ์ที่มีการเชื่อมต่อเข้ากับภพใหม่ แต่ความจริงจิตก็เกิดดับตลอดเวลา เป็นเรื่องธรรมดา คือตัวศัพท์ไม่มีคำว่าเกิด แปลตรงตามศัพท์ก็แค่ว่าเชื่อมใหม่ ภาษาอังกฤษจึงใช้คำว่า relinkingเลยแปลว่า relinking consciousness แต่หนังสือบางเล่มก็ใช้คำง่าย ๆให้เข้ากับความเข้าใจสามัญว่า rebirth-consciousness
ถาม ในกรณีที่ตัวอ่อนที่เราเลี้ยงไว้ มีบางตัวตายไป หรือเอาไปใส่ในโพรงมดลูก ไม่สามารถฝังตัวแล้วเสียชีวิตไป จะอธิบายในแง่ว่าตัวอ่อนนั้นตายเพราะสิ้นกรรมได้หรือไม่
ตอบ ถ้ามองอย่างกว้างๆ การที่จะตายนั้นตายได้ตลอดทุกระยะ หมายความว่า ตั้งแต่ปฏิสนธิเป็นตัวมาแล้ว มันมีโอกาสที่จะตายได้เสมอ ไม่เฉพาะแต่เมื่ออยู่ในครรภ์มารดา ถึงแม้คลอดออกมาแล้วจนแก่เฒ่า ก็ตายได้ทุกเวลา ตัวอ่อนก็เป็นขั้นก่อนหน้าของเด็กอ่อน และอยู่ในระยะที่น่าจะอ่อนแอทางด้านกายภาพ ดังนั้น จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่ว่าจะมีการตายได้แต่ข้อสำคัญก็คือว่าปัจจัยส่วนไหนที่ทำให้เกิดการตาย เพราะว่าบางทีเขายังไม่สมควรตายก็ตาย เหมือนอย่างคนเราที่โตๆ แล้วนี่แหละ บางทีก็ตายเมื่อยังไม่ถึงเวลาที่สมควร ในกรณีอย่างนั้น ถือว่าตายเพราะกรรมเข้าไปตัดรอน ท่านเรียกว่าอกาลมรณะ แต่ถ้าตายเมื่อถึงเวลาอันควร อาจเป็นเพราะสิ้นบุญ หรือเพราะสิ้นอายุ ท่านเรียกว่า กาลมรณะ
ถาม การคุมกำเนิดในปัจจุบันมีหลายวิธี มีทั้งยากินยาฉีค แล้วยังมีการใช้ห่วงอนามัยใส่เข้าในโพรงมดลูกเพื่อเป็นกลไกทำให้ไม่เกิดการตั้งครรภ์ ไม่ให้ตัวอ่อนฝังตัว ถ้าเราคิคว่าตัวอ่อนนั้นมีชีวิตแล้วการที่แพทย์ขัดขวางไม่ให้ตัวอ่อนฝังตัวได้ จนตัวอ่อนต้องตายไป จะเป็นปาณาติบาตหรือไม่
ตอบ อันนี้ก็จะมีปัญหาได้เหมือนกัน เพราะว่าถ้ามีการประชุมขององค์ประกอบทั้งสามแล้วก็ถือว่าชีวิตมนุษย์เริ่มต้นแล้วการขัดขวางไม่ให้ที่อาศัย ก็เป็นการไปพรากหรือทำลายปัจจัยฝ่ายอุตุนิยาม ทั้งที่ปัจจัยฝ่ายพีชนิยามและฝ่ายจิตตนิยามก็พร้อมแล้ว เมื่อไม่ยอมให้มีปัจจัยฝ่ายอุตุนิยามมาช่วย ก็เลยทำให้ชีวิตสืบต่อไม่ได้ ถ้าทำให้ชีวิตนั้นสืบต่อไปไม่ได้ด้วยเจตนา ก็ย่อมเป็นปาณาติบาต
ถาม เกี่ยวกับเรื่องกรรม จากพจนานุกรมของท่านอาจารย์ กรรมคือการกระทำที่ประกอบด้วยเจตนาหรือความตั้งใจ ถ้าการกระทำนั้นไม่ประกอบด้วยเจตนาหรือตั้งใจ เช่น ขับรถไป หมาวิ่งตัดหน้ารถ รถชนหมา ๆ สิ้นชีวิต หรือว่าขับรถไปมืดมาก มีคนข้ามถนน หรือขี้จักรยานมาแล้วไม่เปีดไฟท้ายรถ เราชนเขาตาย ถ้าจิตของเราขณะนั้นนิ่งมาก คือไม่มีจิตเศร้าหมอง การกระทำนั้นถือว่าไม่เป็นกรรม เมื่อไม่มีกรรมก็ไม่มีคนรับกรรม กรุณาอธิบาย
ตอบ กรรมก็มีความละเอียดเหมือนกัน เราต้องยอมรับก่อนว่า จิตของเรามีความละเอียดมาก ความละเอียดอ่อนนี้ บางครั้ง แม้แต่ตัวเองก็ไม่รู้สึก เราพูดแบบกว้างๆ ก่อนว่าในกรณีนั้นถือว่าไม่มีเจตนา ก็ไม่เป็นกรรมที่ชัดเจนออกมา เหมือนกับเราเดินไปเดินมาทำธุระ ก็มีการเหยียบสัตว์เล็กสัตว์น้อยตายไปข้างโดยไม่ได้เจตนา แต่ยังมีกรรมอีกชนิดหนึ่ง ท่านเรียกว่า กตัตตากรรม แปลว่า กรรมสักว่าทำ คือความจริงมันมีเจตนาอยู่ แต่เจตนามันอ่อน ไม่ใช่เจตนาโดยตรงอย่างนั้นแต่เป็นเรื่องของจิตที่ยังมีความประมาทอยู่ ความประมาทนี้ท่านถือว่าเป็นเจตนาเหมือนกันยกตัวอย่างง่ายๆ เราขุดบ่อน้ำบ่อหนึ่งไว้หลังบ้านของเราซึ่งเป็นสิทธิของเรา เป็นบ้านของเรา แต่บ่อน้ำนั้นเปิดโล่งอาจจะมีคนมาตกตายได้ เรามีความรู้อยู่เข้าใจอยู่ และเรานึกถึงอยู่ด้วยว่า เอนี่ ! คนอาจจะมาตกตายได้ เราควรจะได้เอาอะไรมาป้องกัน ทำรั้วกั้น หรืออย่างน้อยทำสัญญาณอะไรไว้ แต่เราก็เรื่อยเปื่อยไม่ได้ทำ แล้วเกิดมีคนมาตกตายจริงๆอย่างนี้ถือว่าพ้นกรรมไหม อย่างนี้ถือว่าไม่ผิดศีล เพราะไม่มีเจตนาจะฆ่าเขา และก็ไม่เป็นกรรมชนิดเด่นชัด แต่ก็ยังไม่พ้นกรรมโดยสิ้นเชิง แม้เจตนาที่จะม่านั้นไม่มี แต่มันมีเจตนาที่เรียกว่าความประมาทผสมอยู่ ที่ว่ารู้อยู่ว่าสิ่งนี้อาจจะเกิดขึ้นได้แล้วก็ปล่อยไว้ละเลยไว้ (คล้ายกับเจตนาปล่อยให้ตาย หรือเจตนาเอื้อโอกาสให้มีการตาย) ตัวความประมาทนี้จึงทำให้ยังไม่พ้นกรรม
แต่ในกรณีที่เราได้พยายามทำของเราอย่างดีเต็มที่แล้วเท่าที่วิสัยแห่งสติปัญญาของเราจะทำได้ เราก็พูดได้ว่าไม่เป็นกรรม หรือกรรมนั้นแทบจะไม่มีหรือมีน้อยเหลือเกิน ฉะนั้นให้เบาใจได้ คือไม่ต้องไปห่วงกังวล ถ้าไปห่วงกังวลก็จะเป็นกรรมอีก เพราะคิดวุ่น ด้วยความห่วงกังวลหวาดกลัว ทำให้จิตใจเศร้าหมอง เราก็สร้างกรรมด้วยการคิดปรุงแต่งจิตอีก
ที่พูดว่ากรรมนั้นแทบจะไม่มีหรือมีน้อยเหลือเกิน ทั้งที่เราพยายามทำของเราให้ดีแล้วนั้น ก็เพราะจิตนี้มีความละเอียดมากอย่างที่พูดมาแล้ว ความประมาทก็คือความขาดสติ ยิ่งจิตละเอียดมากมีสติไวพร้อมอยู่ ก็ยิ่งตัดความพลาดพลังจากความประมาทไปได้มากยิ่งขึ้น จนเมื่อมีสติพร้อมไวครองใจอยู่ตลอดเวลาเป็นปกติ จึงจะพ้นจากความประมาทได้จริง ดังนั้น เมื่อพูดกันในระดับสมบูรณ์ คนทั่วไปซึ่งจิตยังมีความวุ่นอยู่มากบ้างน้อยบ้างสติยังพร่องต่างๆ กัน จึงยังมีช่องให้เกิดความพลาดพลั้งจากความประมาทหรือขาดสติ ไม่อย่างหยาบก็อย่างละเอียด และจึงพูดไว้ข้างต้นว่ากรรมแทบไม่มี หรือมีน้อยเหลือเกิน อาจจะยังไม่พ้นเป็นกรรมโดยสิ้นเชิง
เอาเป็นว่า ในกรณีอย่างนี้ เราต้องรู้ตระหนักในหลักความจริงไว้ว่า เอาละสำหรับตัวเราเองเรามีความมั่นใจชัดเจนว่า เราตั้งใจดี ไม่ได้ตั้งใจร้าย ไม่ได้คิดร้าย แต่ในเมื่อเรายังมีสติไม่สมบูรณ์ทีเดียว ถ้าเราจะมีความประมาทหลงเหลืออยู่บ้างในกรณีนั้น ก็เอามาใช้เป็นปัจจัยในการพัฒนาตนต่อไปสำหรับเรื่องในระดับลึกละเอียดอย่างนี้เราก็ต้องไม่มองข้ามหมือนกัน ถ้าเราไปตัดปล่อยวางใจเสียว่าเราพ้นแล้ว ก็จะไม่เอาใจใส่ แล้วเราก็จะไม่พัฒนาตัวเองต่อไป แต่ถ้าเราเผื่อใจไว้สำรวจมองดูว่าเราอาจจะยังมีความประมาทอยู่บ้างในกรณีนั้นๆ เราอาจจะยังมีข้อบกพร่องตามประสาปุถุชน แล้วเราตั้งใจสำรวมระวังต่อไป ก็เกิดเจตนาที่เป็นกุศล พอเราตั้งใจเป็นกุศลว่าจะพยายามระมัดระวังไม่ประมาทฝึกฝนตนต่อไป ก็เกิดกุศลกรรมเป็นกรรมดีขึ้นมา เป็นทางของการพัฒนาต่อไป
รวมความในเรื่องนี้ว่า จุดสำคัญจะต้องวางใจให้ถูกต้องเมื่อมองกว้างออกไป โลกมนุษย์ก็เป็นอย่างนี้ เป็นโลกแห่งกรรมดีและกรรมร้ายคลุกเคล้ากันไป ถ้าเราตั้งใจทำความดีไม่มีเจตนาทำกรรมชั่ว ไม่คิดเบียดเบียนทำร้ายใครในระดับทั่วๆ ไป ก็ควรพอใจไปขั้นหนึ่งแล้ว แต่ถ้าเราพอใจเสร็จไปเสียเลย เอาแค่นั้น ก็จะทำให้ไม่ได้ฝึกฝนพัฒนาตนเองต่อไป(กลายเป็นความประมาทอย่างหนึ่ง) ดังนั้น ในการที่เกิดเหตุการณ์อย่างนี้แล้ว การปฏิบัติที่ถูกต้อง คือ อย่าไปมัวครุ่นคิดห่วงกังวลขุ่นมัวเศร้าหมองอยู่ไม่รู้จักจบ ก็จะกลายเป็นอกุศลกรรมมากขึ้นด้วย แล้วก็เลยไม่ได้ทำกุศลด้วย ทางที่ถูก
เมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว ต้องหันกลับมาตั้งใจทำกุศลให้เพิ่มจนมากกว่าอกุศล อย่างน้อยก็เอาเหตุการณ์มาเป็นเครื่องเตือนตนให้ตั้งใจระมัดระวังฝึกฝนตนและทำความดีอื่นๆ ต่อไป ให้กลายเป็นความคิดในทางกุศล เป็นกรรมดีซึ่งเป็นส่วนของการพัฒนาตนยิ่งขึ้นไป ถ้าทำได้อย่างนี้ กรรมดีหรือกุศลที่เกิดขึ้นยังจะมากกว่าอกุศลกรรมที่มีเพียงเส้นผอย และเราก็จะพัฒนายิ่งขึ้นต่อไปด้วย
ถาม ในทางการแพทย์ เรื่องการทำแท้งนี่เป็นที่ยอมรับกัน ถ้าทำเพื่อความปลอดภัยของมารคา คือมารคาตกอยู่ในอันตรายและพิจารณาแล้วเห็นว่าต้องทำแท้ง ก็เป็นที่ยอมรับกันสำหรับการทำแท้งนั้นว่าเป็นการทำลายชีวิตมนุษย์ แต่กฎเกณฑ์ของสังคมหรือกฎเกณฑ์ทางจริยธรรมถือว่าควรทำ แต่ผู้ทำก็ต้องยอมรับผลของกรรมที่จะเกิดขึ้น เช่นเดียวกับทหารในการต่อสู้กับข้าศึกเพื่อป้องกันประเทศนั้น ก็ต้องมีการฆ่ากันทั้งที่ไม่มีเหตุผลเป็นการส่วนตัว ในกรณีอย่างนี้ในแง่ของศีลธรรมหรือจริยธรรมจะมีข้อคิดเห็นอย่างไร
ตอบ ในกรณีนี้ก็เหมือนกับเป็นทางเลือกว่า เมื่อจะต้องเสียทั้งสองอย่าง เอาอย่างนี้ก็เสีย เอาอย่างนั้นก็เสีย แล้วจะเลือกเอาเสียอย่างไหน ตามหลักสามัญก็ต้องว่าเลือกเอาอย่างที่เสียน้อยกว่า เช่น ระหว่างแม่กับลูก ถ้าหากว่าเอาลูกไว้แม่ก็ตาย หรือถ้าเอาแม่ไว้ลูกก็ตาย นี่ก็เป็นเรื่องของทางเลือก ในทางจริยธรรมก็มีคำสอนว่า เพื่อประโยชน์สุขที่มีคุณค่ายิ่งใหญ่กว่า พึงสละประโยชน์สุขที่มีคุณค่าน้อยกว่า อะไรทำนองนี้ คือหลักประโยชน์มากประโยชน์น้อย เป็นกรณีของทางเลือกที่ต้องตัดสินใจ
แต่ไม่ว่าในกรณีใดก็ตาม ต้องยอมรับความจริงของการเสียแม้แต่เล็กน้อยที่เกิดขึ้น การที่เรายอมรับความจริงจะทำให้มีความรับผิดชอบอยู่ แล้วจะทำด้วยความระมัดระวัง ไม่มักง่าย ไม่ปล่อยปละละเลย ไม่ทำแบบสบายใจ และจะทำให้มีการคิดเพียรพยายามหาทางปรับปรุงแก้ไขทำให้ได้ผลดียิ่งขึ้นจนกระทั่งได้ทั้งสองอย่าง ไม่ต้องเลือกเอาอย่างหนึ่งเสียอย่างหนึ่ง นี่คือหนทางของการพัฒนามนุษย์ต่อไป แต่ในทางตรงข้าม ถ้าเราไม่ถือว่าสิ่งนี้มีชีวิต หรือไม่เห็นว่าเรื่องนี้มีความสำคัญ ก็จะคิดว่า เออ ทำไปเถอะ เราไม่ต้องรับผิดชอบ ไม่ต้องไปใส่ใจ ทำอย่างไรก็ได้ อันนี้ก็จะทำให้เกิดปัญหายิ่งขึ้น เป็นทางเสื่อมของมวลมนุษย์ต่อไป...(ต่อตอนที่ ๕)
-----------------
[full-post]
แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ