ทำแท้ง : ตัดสินอย่างไร? (โดยพระธรรมปิฎก ป.อ.ปยุตฺโต) (ตอนที่ ๕)


      ฉะนั้น ท่านให้ยอมรับความจริงเสียก่อน ทีนี้เราก็มาตัดสินใจในแง่ของการกระทำ แล้วก็ยอมรับผิดชอบต่อการกระทำของเราด้วย แต่เรามีเหตุผลในการทำอย่างดีที่สุดของเราแล้ว เมื่อเราตัดสินใจด้วยความมีเหตุผลอย่างดีที่สุด เราก็จะมีความอุ่นใจของเรา พร้อมทั้งเผื่อใจไว้สำหรับการที่จะทำให้ดียิ่งขึ้นต่อไปอีก อย่างนี้จะเป็นความดีทั้งแก่ชีวิตของตนและเป็นผลดีแก่สังคม เป็นการก้าวหน้าในวิถีทางของการพัฒนามนุษย์

      ชีวิตมนุษย์นั้นโดยส่วนมากทีเดียวเป็นเรื่องของการเลือกตัดสินใจว่าจะเอาทางเลือกไหน ในการที่เราเป็นอยู่นี้ เรื่องราวและสถานการณ์ต่างๆ ก็จะมาในลักษณะที่เป็นทางเลือกที่ต้องตัดสินใจ สิ่งสำคัญก็คือขอให้มนุษย์มีความรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง และยอมรับความจริง เราจึงมีหลักเกณฑ์ว่าบาปมากบาปน้อย ในการกระทำอย่างหนึ่งๆ แม้แต่เจตนาของคนก็ไม่เหมือนกันแล้ว คนที่มีเจตนาไม่ใส่ใจก็บาปมากอยู่แล้ว เมื่อเขาไม่คิดพิจารณาเหตุผลทำไปตามความสบายใจไม่มีความรับผิดชอบมันก็บาปมากขึ้น ถ้าทำด้วยความรู้สึกที่รับผิดชอบก็เป็นเจตนาที่ดีงามอยู่ในตัว

      หลักวินิจฉัยแม้แต่แค่สองอย่างนี้ก็ช่วยได้มากแล้ว คือสัตว์นั้นมีคุณมากหรือมีโทษมาก หรือว่ามีคุณมากหรือมีคุณน้อย แล้วก็เจตนาเป็นอย่างไร เจตนาดีหรือเจตนาร้าย เจตนาแรงหรือเจตนาเบา นี่เป็นส่วนที่ช่วยตัดสินได้ นี่เป็นเรื่องของจริยธรรมในแง่การดำเนินชีวิตของมนุษย์ ที่ต้องตัดสินใจที่จะถือเอาทางเลือกใดทางเลือกหนึ่ง เมื่อเรายอมรับความจริงแล้วเราก็จึงมาถึงการวางกฎเกณฑ์กติกาของสังคมว่าจะเอาอย่างไรเพื่อให้ได้ผลทางจริยธรรมมากที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ โดยยอมรับความจริงนั้น กติกานี้เราวางขึ้นโดยมีเหตุผลของเราอย่างนี้ ว่าเรามองเนส่วนที่เป็นประโยชน์มากกว่าเป็นโทษอย่างไรบ้าง

      กติกาสังคมแบบนี้ พอเรามีความจริงเป็นฐาน และวางไว้เพื่อค้ำชูจริยธรรมให้ได้ผลดีที่สุด แล้วเราก็ยุดิกันได้ในขั้นหนึ่งโดยเผื่อใจไว้สำหรับการพัฒนามนุษย์ต่อไป เพราะมนุษย์รุ่นหลังต่อไปอาจจะมีสติปัญญาและได้รับประสบการณ์ที่ถ่ายทอดต่อกันไปนี้จนสุกงอมมากขึ้น อาจจะมองเห็นเหตุผลและทางออกได้ดีกว่าเรา เขาจะได้เปลี่ยนแปลงปรับปรุงกฎเกณฑ์นั้นต่อไป กติกาสังคมนี่มันเปลี่ยนแปลงไปได้ แต่อย่างที่ว่าแล้วต้องตั้งอยู่บนฐานของการยอมรับความจริง และทำด้วยความรับผิดชอบจริงๆ เพื่อผลที่ดีที่สุดในทางจริยธรรม ทำด้วยความไม่ประมาท ไม่ทำไปแบบเอาง่ายๆ ลากเข้าหาตัว สะดวกตัวเข้าว่า

      ขอย้ำว่า กฎเกณฑ์กติกาของสังคมไม่ใช่จริยธรรม แต่มันเป็นบัญญัติธรรม เรามักติดกับความคิดของตะวันตกจนแยกสองอย่างนี้ไม่ออก กติกาหรือบัญญัติธรรมนั้นสังคมวางกันขึ้นเพื่อให้ได้ผลดีทางจริยธรรมหรือเพื่อให้มนุษย์เข้าถึงจริยธรรมได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทำให้เกิดความดีงามแก่ชีวิตและสังคมให้มากที่สุด และกฎกติกาหรือบัญญัติธรรมนั้นๆ ก็ทำให้เข้าถึงหรือเข้าใกล้จริยธรรมได้มากบ้างน้อยบ้าง และเป็นเรื่องที่เราจะพิจารณาปรับปรุงพัฒนากันต่อไป เพื่อเข้าสู่จุดหมายคือให้จริยธรรมมีอยู่และสืบต่อไปในสังคมมนุษย์


ถาม การทำแท้ง อาจตัดสินใจทำด้วยเหตุผลต่างๆ บางทีก็ไม่ใช่ทำเพื่อแม่ แค่เห็นว่าในรายนั้น ถ้าเด็กเกิดมาจะพิการ หลายท่านก็เห็นว่าควรทำแท้งเสีย เป็นการช่วยเด็กไม่ให้ต้องมีชีวิตที่ทนทุกข์ทรมานกรณีอย่างนี้ บางทีตัดสินใจยาก จะมีหลักในการพิจารณาอย่างไร?

ตอบ เรื่องนี้ คงไม่มีคำตอบที่เด็ดขาดลงไปแง่เดียว ตอนแรกเรายอมรับความจริงก่อนแล้วว่า การกระทำนี้เป็นปาณาติบาตแต่การตัดสินใจในแต่ละกรณีอาจจะเป็นเรื่องที่ชับช้อนและคาดหมายผลยากมาก จึงเป็นเรื่องที่ยากจริงๆ อย่างไรก็ตามตอนแรกนี้ก็คงพูดเป็นแนวทางได้ว่า เรื่องนี้จะต้องมองให้กว้างมองให้ไกล และมองหลายแง่หลายมุม

      ที่จะพูดต่อไปนี้ คงเป็นเพียงแง่คิดสำหรับประกอบการตัดสินใจเท่านั้น ไม่ใช่เป็นการตัดสินใจโดยตรง เวลาเราพิจารณาที่จะตัดสินใจเรื่องอย่างนี้ เรามักให้เหตุผลที่แสดงว่าเรามีความปรารถนาดี ทั้งต่อตัวเด็กและแก่สังคม เช่น เราจะพูดว่า เราตัดสินใจทำลายเด็กเสีย

     ๑. เพื่อประโยชน์แก่ตัวเด็กเอง จะไม่ต้องมีชีวิตที่ทนทุกข์ทรมานไปอีกยาวนาน

     ๒. เพื่อประโยชน์แก่สังคม เด็กจะได้ไม่ต้องเป็นภาระแก่สังคมที่จะต้องคอยโอบอุ้ม หรือเป็นเครื่องถ่วงสังคมเหตุผลนี้ มองดูก็เป็นความจริงที่เห็นได้ชัดเจน แด่ถึงอย่างนั้น มันก็เป็นการมองด้านเดียว จากแง่มุมของเรา โดยเอาตัวเราเป็นเกณฑ์วัด ทีนี้ลองมองในแง่มุมอื่น เพื่อเป็นแง่คิดอีกด้านหนึ่ง ที่จะช่วยให้การมองทั่วรอบครอบทุกด้าน หรือหลายด้านมากขึ้น

     มองในแง่ของเด็ก หรือตัวผู้ถูกกระทำ มีหลักธรรมดาว่าสัตว์ทุกตนรักชีวิต และรักสุขเกลียดทุกข์ ถ้าเป็นไปได้ทุกคนอยากมีชีวิตที่สมบูรณ์ มีร่างกายที่สมประกอบ แต่เมื่อไม่ได้อย่างนั้น แม้จะเป็นคนพิกลพิการ จะโดยกำเนิด หรือด้วยเหตุบางอย่างหลังจากเกิดแล้วก็ตาม จะเห็นว่าคนตาบอด หูหนวกมือเท้ากุด ขาลีบอย่างไรก็ตาม ก็ล้วนอยากมีชีวิตอยู่กันทั้งนั้นน้อยนักที่อยากตาย คนที่อยากตาย โดยมากเกิดจากปัญหาจิตใจมากกว่า ดังจะเห็นว่า คนที่คิดฆ่าตัวตายส่วนมาก เป็นคนที่มีร่างกายครบถ้วนเป็นปกติ แต่จิตใจตกอยู่ในสภาพวิปริตแปรปรวนผิดหวังเห็นชีวิตไม่มีความหมาย คนที่พิการทางกายยังคิดหวังอยากมีชีวิตอยู่ แต่คนที่ร่างกายดีจำนวนไม่น้อยกลับมีจิตใจพิการสิ้นหวังและอยากตาย

     ทีนี้ มองในแง่สังคม บ้าง เรามักคิดเพียงว่าคนที่ร่างกายพิกลพิการ จะช่วยตัวเองไม่ได้ หรือทำอะไรได้น้อย เป็นภาระแก่คนอื่น เป็นเครื่องถ่วงสังคม เช่นเงินทองที่จะเอาไปใช้พัฒนาประเทศก็ต้องเอามาใช้ดูแลคนเหล่านี้ แต่ความจริงก็ปรากฎให้เห็นว่า คนพิการมีศักยภาพที่พัฒนาให้กลายเป็นผู้สามารถสร้างสรรค์ได้ ในสังคมที่ฉลาด รู้จักให้โอกาสและสนับสนุน ก็ปรากฎว่าคนพิการสามารถฝึกฝนพัฒนาตนให้ช่วยตัวเองได้ และทำอะไรๆ ที่เป็นประโยชน์แก่สังคมได้ โดยเฉพาะคนที่พิการด้านหนึ่ง อาจจะมีศักยภาพที่พัฒนาได้ดีพิเศษอีกด้านหนึ่ง ซึ่งทำให้คนพิการที่รู้จักฝึกฝนพัฒนาตนเองสามารถทำอะไร บางอย่างได้เก่งกว่าคนปกติทั่วไป บางทีถ้าสังคมรู้จักสนับสนุน อาจฝึกกลุ่มคนพิการให้ทำงานพิเศษบางอย่างแก่สังคม ที่คนปกติทำไม่ค่อยได้ เป็นกลุ่มผู้ชำนาญพิเศษด้านหนึ่ง

     ที่น่าสังเกตยิ่งกว่านั้น คือ คนพิการไม่สมประกอบ อาจจะเป็นภาระถ่วงสังคมบ้าง แต่โดยทั่วไปจะไม่เป็นภัยอันตรายต่อสังคม ในทางตรงข้ามคนที่ร่างกายครบถ้วนสมบูรณ์แข็งแรงดีนี่แหละ จำนวนมากเป็นคนพิการทางจิตใจ และคนพิการทางจิตเหล่านี้แหละที่ก่อปัญหาเป็นภัยอันตราย ทำความเดือดร้อนและความเสื่อมแก่สังคมเป็นอย่างยิ่ง สังคมน่าจะให้ความสนใจแก่ปัญหาคนพิการทางจิตใจนี้ให้มาก เพราะมีจำนวนมาก และเป็นภัยอย่างยิ่ง สังคมที่พินาศไปแล้ว และจะพินาศต่อไป ไม่ใช่เป็นเพราะคนพิการทางกาย แต่เป็นเพราะคนที่พิการทางจิต

     บางทีบางคนก็รู้สึกเกะกะขวางหูขวางตาหรือไม่สบายตาเมื่อเห็นคนร่างกายไม่สมประกอบ และไม่อยากให้สังคมมีภาพที่ไม่น่าดูอย่างนั้น เราอยากให้สังคมมีแต่คนที่มีร่างกายครบถ้วนสมบูรณ์แข็งแรง แล้วก็เลยเห็นด้วยกับการปฏิบัติของสังคมบางถิ่นในอดีต ถ้ามีคนร่างกายไม่ปกติ ก็เก็บเอาไปกำจัดให้หมด อาตมาเมื่อเป็นเด็กก็เคยนึกชอบใจวิธีการแบบนั้น

     แต่แล้วเราก็นึกไกลต่อไปอีกว่า คนแก่คนเฒ่า ก็ไม่สมประกอบและไม่น่าดู เพราะฉะนั้น ก็ควรจะเก็บเอาคนแก่คนเฒ่าไปเป็นปุยเสียให้หมดด้วย เสร็จแล้วก็นึกไกลต่อไปอีกว่าคนที่รูปร่างไม่สวยไม่งาม หน้าตาขี้เหร่ ก็น่าจะเก็บเอาไปให้หมดเช่นเดียวกัน สังคมจะได้มีแต่ภาพที่สวยงามจากนั้นก็จะนึกไกลต่อไปอีกว่าควรจะต้องคัดเอาไว้

เฉพาะคนที่สมบูรณ์แข็งแรงสวยงามถึงมาตรฐานที่ตั้งไว้เท่านั้นความคิดนี้ก็เลยไม่สิ้นสุด และสังคมก็คงย่อยยับไปเสียก่อน(เวลานี้ มีวิชาพันธุวิศวกรรม หรือ genetic engineering ผู้เชี่ยวชาญเรื่องนี้บางคนบางกลุ่มก็คิดจะสร้างมนุษย์พันธุ์พิเศษชนิด superman ขึ้นมา ต่อไปข้างหน้า พวกชูเปอร์แมนก็คงต้องจัดการเก็บมนุษย์ธรรมดาให้หมด และหลังจากนั้น ก็คงจะมีการแยกกันอีก เป็นซูเปอร์แมนเกรด ๑ ชูเปอร์แมนเกรด ๒ ฯลฯ แล้วก็คงต้องจัดการเก็บกันต่อไปเรื่อยๆ)

     ทีนี้ มองอีกด้านหนึ่ง ต่อไปวิทยาการต่างๆ เจริญก้าวหน้าต่อไปอีก วงการแพทย์คงจะทำอะไรได้อีกมากมายที่ยัง

ทำไม่ได้ในปัจจุบัน และวิทยาการสมัยนี้ก็เจริญเร็วมากด้วยบางทีอีกไม่ช้าการแพทย์ก็อาจจะช่วยแก้ไขบำบัดความพิกลพิการที่เกิดขึ้นจากกำเนิดที่บกพร่องเหล่านี้ได้ดีขึ้น แต่อันนี้เป็นเพียงข้อที่น่าจะคำนึงถึงในเวลาตัดสินใจ ไม่ถึงกับเป็นเหตุผลที่ว่ามานี้ ไม่ใช่จะให้ถือเป็นหลัก แต่เป็นเพียงการเสนอ

     ตัวอย่างแง่มุมอย่างอื่นที่อาจจะคิดไปได้ เพื่อให้การมองปัญหาและการแก้ปัญหามีลักษณะกว้างไกลและครอบคลุมยิ่งขึ้น เพราะเรื่องราวต่างๆ ที่เราประสบนั้น ถ้ามองแง่ลบ ก็เห็นด้านลบมากขึ้นๆ ถ้ามองแง่บวก ก็เห็นด้านบวกเพิ่มขึ้นๆ จึงควรมองให้ครบทั้งลบและบวก

     ข้อสำคัญที่ขอย้ำก็คือ การตัดสินใจและการปฏิบัติในเรื่องนี้ ไม่ควรให้มีลักษณะที่เป็นการปิดทางการพัฒนาตนของบุคคล และการพัฒนาสังคมของมนุษย์ เช่นเมื่อต้องตัดสินใจทำอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็ควรมีการยอมรับขีดจำกัดแห่งความสามารถของตนหรือของสังคมในขณะนั้นด้วย ว่าเท่าที่ฉันรู้ได้ทำได้ ขณะนี้ ภายในสภาพสังคมที่จะเอื้ออำนวยได้นี้ เราจำเป็นต้องทำได้อย่างดีที่สุดเท่านี้ และเราจะศึกษาหาทางที่จะทำให้ดียิ่งขึ้นต่อไปอีก อย่าตั้งความรู้สึกหรือบอกแก่ผู้อื่นว่าอันนั้นเป็นการตัดสินใจและการปฏิบัติที่ถูกต้องสมบูรณ์แล้ว


ถาม คำว่า soul ภาษาไทยใช้คำว่าวิญญาณ จะเป็นอันเดียวกับปฐมวิญญาณหรือไม่

ตอบ ในวงการพระพุทธศาสนานี่ เราหลีกเลี่ยงไม่ยอมใช้คำว่า soul เพราะว่า รอบ นี่มีลักษณะอย่างที่เขาใช้สำหรับ อาตมันเป็นวิญญาณในความหมายที่คลาดเคลื่อนหรือเพี้ยนไปแล้วซึ่งไม่ใช่ความหมายในภาษาบาลี ในวงการศาสนาภาษาอังกฤษไม่มีใครแปลวิญญาณว่า soul เขาใช้เพียง conscious-ness พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ หรืออังกฤษ-บาลีทั้งหลาย ใช้soul เป็นคำแปลของอัตตา หรืออาตมัน และแปลอัตตา หรืออาตมันว่า soul ทั้งนั้น ไม่มีใครใช้คำนี้กับวิญญาณหลักพุทธศาสนาถือว่าจิตนี้เกิดดับตลอดเวลา เป็นกระแสไม่ใช่เป็นตัวยืนที่ตายตัว ถ้าหากเป็น soul ก็จะเป็นสิ่งที่เที่ยงแท้ถาวรคงอยู่ยั่งยืนตลอดไป เป็นอมตะนิจนิรันดร เพราะฉะนั้นก็จึงใช้กันไม่ได้ เหมือนคำว่า เกิดใหม่ ในภาษาอังกฤษสำหรับพวกฮินดู ที่ถือว่ามี soul เขาใช้คำว่า reincarnationแต่ในทางพุทธศาสนาคำนี้ถือว่าใช้ไม่ได้ เราใช้คำว่า rebirth และถือว่าการเกิดใหม่เป็นปรากฎการณ์ในกระแสของการเกิดดับตลอดเวลา


ถาม ถ้านำเอาเชื้อของบิดา และไข่ของมารดาไปใส่ในมคลูกของผู้หญิงอื่น ใครเป็นแม่กันแน่ เหมือนเด็กในหลอดแก้ว

ตอบ อันนี้ก็ชัดอยู่แล้ว คือตัวมารดา อยู่ที่ไข่ เป็นเจ้าของไข่ตัวบิดาอยู่ที่สเปอร์ม เป็นเจ้าของเชื้อ ก็ซัดอยู่แล้ว เป็นฝ่ายพีชนิยาม คนอื่นเป็นเพียงที่อาศัยเป็นฝ่ายอตุนิยามเท่านั้นเองแม่ที่ให้อาศัยนั้น เป็นฝ่ายอุตุนิยาม อันนี้เราดูจากเรื่องนิยามได้ชัด ดูว่าเป็นฝ่ายอุตุนิยาม พีชนิยาม จิตตนิยาม หรือกรรม-นิยาม กรณีนี้ก็เหมือนเอาลูกไปฝากเขาเลี้ยง คนนั้นก็เป็นแม่แต่เป็นแม่เลี้ยง แม่จริงก็คือเจ้าของไข่


ถาม การทำแท้งในวัยศึกษา คือตั้งครรภ์ในขณะยังไม่พร้อมที่จะมีบุตร มีความจำเป็นที่จะต้องศึกษาต่อจนจบจึงตัดสินใจที่จะทำแท้งจะบาปมากไหม

ตอบ อันนี้ก็ตรงตามที่พูดไปแล้ว คือตัวความจริงนั้นเราต้องยอมรับก่อน และต้องรับผิดชอบการกระทำของเรา อันนี้จะเป็นความกล้าหาญทางจริยธรรม และทำให้มีการพัฒนาตัวเองต่อไปด้วย ถ้าเราไม่ยอมรับความจริงก่อนแล้ว เราไม่มีความเข้มแข็ง เราจะมีอะไรหลอกใจตัวเองอยู่เรื่อยไปวิธีปฏิบัติ ก็เอาหลักที่พูดข้างตันมาใช้ คือตอนแรกต้องยอมรับความจริงก่อน จากนั้นในแง่การตัดสินใจ ก็ดูว่าตัวเองทำหรือไม่ทำด้วยเหตุผลอะไร และรับผิดชอบต่อการกระทำนั้น ถ้าจะพูดว่าบาปก็บาปอยู่แล้ว แต่ในแง่ของเหตุผลเกี่ยวกับส่วนดีหรือคุณประโยชน์มีไหม คุ้มกันไหม และไม่ใช่มองในแง่ประโยชน์ของตัวเราเองเท่านั้น ต้องมองประโยชน์ของชีวิตอื่นและของสังคมทั้งระยะสั้นระยะยาวด้วย ได้พูดแล้วว่าเป็นทางเลือกที่เสียทั้งสองอย่าง จะทำได้ก็แค่ว่าทางเลือกไหนจะมีคุณหรือโทษมากกว่ากัน ตอนนั้นก็ถือว่าทำลายชีวิตมนุษย์ไปแล้ว เหมือนทหารที่ไปรบ แต่ในกรณีนี้เราจะมีฐานะเป็นอย่างทหารนั้นหรือไม่ เราก็ต้องพิจารณาดู

      เรื่องบาบนั้นก็ต้องบาปแล้ว เหมือนอย่างทหาร เมื่อไปรบไปทำลายชีวิตข้าศึกคนหนึ่ง มันก็บาป เพราะทำลายชีวิตมนุษย์ แต่เมื่อเรามีเหตุผลในการกระทำนั้น ก็พูดได้ว่าบาปน้อยหน่อย เช่น เราไม่ได้มีความเคียดแค้นจงใจที่จะไปทำลายชีวิตเขา แต่เราทำไปตามหน้าที่ ทำด้วยเหตุผลเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ เป็นต้น แต่บาปก็มีอยู่ส่วนหนึ่ง ซึ่งการรับผลก็มีในส่วนนั้น เช่นเดียวกับในด้านดี ก็มีผลของมันไปเหมือนอย่างสมัยก่อนพระเจ้าแผ่นดินปกครองประเทศก็มีการสั่งฆ่าคนที่ทำผิด ทำโทษ เมื่อตัวเองระเริงอำนาจ ว่าฉันมีอำนาจยิ่งใหญ่จะสั่งฆ่าใครก็ได้ อาจจะเผลอไปมีจิตโกรธหรือมีจิตที่ตามใจตัวเองนิดเดียวก็ฆ่าคนได้ นี่ก็เหมือนกัน ถ้าคนเรามีอำนาจขึ้นมา ไม่มีเครื่องยับยั้ง มันจะเผลอตัวตามใจตัวได้โดยง่าย จึงต้องให้ทำด้วยความเป็นธรรมโดยใจมีธรรมสำหรับแม่กับลูกในท้อง แม่ก็มีอำนาจเหนือกว่า จะจัดการอย่างไร เด็กก็ไม่มีทางสู้ แต่มันเป็นการรังแกกันหรือเปล่าเพราะฉะนั้น จริยธรรมในแง่ยอมรับความจริงแล้วมีความรับผิดชอบต่อการกระทำนั้นก็จะช่วยให้ทำด้วยความรอบคอบไม่ทำเอาง่ายๆ ตามใจชอบ กษัตริย์บางองค์ในสมัยโบราณอาจจะสั่งฆ่าคนโดยแทบไม่รู้สึกอะไรเลย หันไปเจอคนนี้ไม่ชอบหน้าก็สั่งให้เอาตัวไปฆ่าเสียแล้ว แทบจะไม่รู้สึกอะไร แต่มันจะสะสมไว้ สะสมไว้ในจิตตลอดเวลา

      ขอย้ำว่า พึงปฏิบัติกับใจตนเองให้ตรงและให้ชัด คือเมื่อทำบาปแล้ว ก็ยอมรับกับตนเองว่าบาป ส่วนด้านเหตุผลในการตัดสินใจก็ให้ชัดกับใจเช่นเดียวกัน ต่อจากนั้น อย่าเอาใจมาหมกมุ่นกับความคิดขุ่นมัวเศร้าหมองหวนละห้อย ให้เป็นบาบกรรมมากขึ้นไปอีก แต่ควรจะเอาบาปนั้นมาเป็นฐานของการพลิกกลับที่จะตั้งใจทำความดียิ่งๆ ขึ้นไป แล้วเราก็จะได้กรรมใหม่ที่ดีเข้ามามากขึ้นๆ และเป็นการพัฒนาตนต่อไปด้วยจะได้เป็นเหมือนคำพระที่ตรัสไว้ว่า

      "ผู้ใดทำบาปแล้ว ปิดรายการบาปนั้นเสียด้วยความดี ผู้

      นั้นจะช่วยทำโลกให้สว่าง เหมือนดวงจันทร์ที่ผ่านพ้นจาก

      เมฆหมอก" หรือว่า "ผู้ใดเคยประมาทมาก่อน แต่กลับตัวได้ 

      ไม่ประมาทต่อมา ผู้นั้นจะช่วยทำโลกให้สว่าง เหมือนดวง

      จันทร์ที่ผ่านพ้นจากเมมหมอก"* *(ขุ.ธ.๒๕/๒๓/๓๘: ขุ.วิ.๒๖/๓๘๒/๓๘๘)


 (ต่อตอนที่ ๖)

--------------

[full-post]

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.