วิธีกำหนดรู้ความเกิดของรูป
[๗๐๐] คือ ธรรมดารูปนี้เกิดขึ้นมาด้วยเหตุ ๔ อย่าง มีกรรมเป็นต้น ใน ๔ อย่างนั้น รูปของสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงเมื่อจะเกิดนั้น ก็เกิดขึ้นจากกรรมก่อนความจริง เฉพาะในขณะปฏิสนธินั่นเอง พูดถึงสัตว์จำพวกคัพภเสยยกะ (คือสัตว์ที่เกิดในครรภ์ เช่นมนุษย์) ก่อน รูป ๓๐ ที่เรียกว่า วัตถุทสกะ (หมวด ๑๐ ของวัตถุ)กายทสกะ (หมวด ๑๐ ของกาย) และภาวทสกะ (หมวด ๑๐ ของภาวะ) ก็เกิดขึ้นโดยสันตติ ๓ และรูป ๓๐ เหล่านั้น และเกิดขึ้นในอุปปาทขณะ (ขณะบังเกิดขึ้น) ของปฏิสนธิจิตด้วยเหมือนกัน
รูป ๓ เหล่านั้นเกิดขึ้นในอุปปาทขณะโดยเฉพาะ ฉันใด ก็เกิดขึ้นทั้งในฐิติขณะทั้งในภังคขณะเช่นกัน ฉันนั้น ในรูปและจิตนั้น รูปดับช้า แปรเปลี่ยนยาก จิตดับเร็วแปรเปลี่ยนง่าย เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสไว้ว่า "ภิกษุทั้งหลาย เราไม่เห็นสิ่งอื่นแม้แต่สิ่งเดียวซึ่งแปรเปลี่ยนง่ายเหมือนดังจิตนี้"(2) เพราะว่า เมื่อรูปธำรงอยู่นั่นแล ภวังคจิตเกิดขึ้นแล้วดับไป ๆ ถึง ๑๖ ครั้ง อุปปาทขณะก็ดี ฐิติขณะก็ดี ภังคขณะก็ดีของจิต ก็เป็นอย่างเดียวกัน แต่เฉพาะอุปปาทขณะและภังคขณะของรูป (นั้น) เบา(คือสั้น) เช่นเดียวกับอุปปาทขณะและภังคขณะของจิต แต่ทว่าฐิติขณะ (ของรูป)ใหญ่ (คือยาว และดำเนินไปตลอดเวลาเท่ากับจิตเกิดขึ้นแล้วดับไป ๑๖ ดวง ภวังคจิตดวงที่ ๒ เกิดขึ้น เพราะอาศัย (หทัย วัตถุ ซึ่งเกิดขึ้นแล้วในอุปปาทขณะของปฏิสนธิจิต (และ) เกิดอยู่ก่อนแล้ว ถึงความตั้งอยู่ (ติขณะ) ภวังคจิตดวงที่ ๓ ก็เกิดขึ้นเพราะอาศัย (หทัย) วัตถุอันเกิดขึ้นพร้อมกับภวังคจิตดวงที่ ๒ นั้น ซึ่งเกิดอยู่ก่อนแล้ว(และ) ถึงความตั้งอยู่ (คือฐิติขณะ)
----------------
(2) ดูเทียบ อํ, เอกก. (ไทย) ๒๐/๔๘/๙
----------------
น. ๑๐๒๖ คัมภีร์วิสุทธิมรรค
พึงทราบความเป็นไปของจิตจนตลอดอายุ โดยนัยนี้
แต่ทว่า สำหรับผู้ใกล้ถึงมรณะ จิต ๑๖ ดวงจะเกิดขึ้น เพราะอาศัย (หทัย) วัตถุอันเดียวนั่นแล ซึ่งเกิดอยู่ก่อนแล้ว (และ )ถึงความตั้งอยู่ รูปที่เกิดขึ้นในอุปปาทขณะของปฏิสนธิจิต จะดับไปพร้อมกับจิตดวงที่ ๑๖ ลำดับมาแต่ปฏิสนธิจิต รูปที่เกิดขึ้นในฐานขณะ (ฐิติขณะ) จะดับพร้อมกับอุปปาทขณะของจิตดวงที่ ๑๗ รูปที่เกิดขึ้นในภังคขณะ ครั้นถึงฐานขณะของจิตดวงที่ ๑๗ ก็ดับไป อันว่าความเป็นไป (ของจิต)ยังมีอยู่ตราบใด รูปก็ยังเป็นไปอยู่ตราบนั้น ด้วยประการฉะนี้นั่นแล
ถึงแม้สัตว์ทั้งหลายจำพวกโอปปาติกะ รูป ๗๐ ก็เป็นไปด้วยสันตติ ๗ ด้วยอาการอย่างนี้เช่นกัน
การจำแนกรูปเกิดจากกรรม
[๗๐๑) ในความเป็นไปของรูปเกิดแต่กรรมนั้น ควรทราบ วิภาค (คือการจำแนก) ดังนี้ คือ:
๑. กรรม
๒. กัมมสมุฏฐาน คือ รูปมีกรรมเป็นสมุฏฐาน
๓. กัมมปัจจัย คือ รูปมีกรรมเป็นปัจจัย
๔. กัมมปัจจยจิตตสมุฏฐาน คือ รูปมีจิตซึ่งมีกรรมเป็นปัจจัยเป็นสมุฏฐาน
๕. กัมมปัจจยอาหารสมุฏฐาน คือ รูปมีอาหารซึ่งมีกรรมเป็นปัจจัยเป็นสมุฏฐาน
๖. กัมมปัจจยอุตุสมุฏฐาน คือ รูปมีฤดูซึ่งมีกรรมเป็นปัจจัยเป็นสมุฏฐาน
ในวิภาคนั้น
๑. เจตนาที่เป็นกุศลและอกุศล ชื่อว่า กรรม
๒. วิปากขันธ์ทั้งหลายและรูป ๗๐ ถ้วน มีจักขุทสกะเป็นตัน ชื่อว่า รูปเป็นกัมมสมุฏฐาน
----------------
ปริจเฉทที่ ๒๐ มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธินิเทศ ๑๐๒๗
๓. วิปากขันธ์และรูป ๗๐ นั้นนั่นแหละ ชื่อว่า รูปเป็นกัมมปัจจัย เพราะว่ากรรมเป็นอุปัตถัมภกปัจจัยของรูปที่เป็นกัมมสมุฏฐานด้วย
๔. รูปมีวิปากจิตเป็นสมุฏฐาน ชื่อว่า รูปเป็นกัมมปัจจยจิตตสมุฏฐาน
๕. โอชาที่ถึงความตั้งอยู่ในรูปทั้งหลายที่มีกรรมเป็นสมุฏฐานทำโอชัฏฐมกรูปอื่นให้ตั้งขึ้น อีกทั้งโอชาในโอซัฏฐมกรูป (ซึ่งมีกรรมเป็นสมุฏฐานและมีอาหารเป็นสมุฏฐาน) นั้น ที่ถึงความตั้งอยู่แล้ว ก็ทำให้โอชัฏฐมกรูปอื่นตั้งขึ้นสืบต่อความเป็นไป ๔ หรือ ๕ วาระอย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้ ชื่อว่า รูปเป็นกัมมปัจจยอาหารสมุฎฐาน
๖. เตโชธาตุเกิดจากกรรมที่ถึงความตั้งอยู่แล้ว ทำโอชัฏฐมกรูปซึ่งมีฤดูเป็นสมุฏฐานให้ตั้งขึ้น อีกทั้งฤดูในโอชัฏฐมกรูปนั้น ก็ทำโอชัฏฐมกรูปอื่นให้ตั้งขึ้น สืบต่อความเป็นไป ๔ หรือ ๕ วาระอย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้ ชื่อว่ารูปเป็นกัมมปัจจยอุตุสมุฏฐาน
พึงเห็นความเกิดขึ้นของรูปเกิดแต่กรรมด้วยประการดังกล่าวนี้ก่อน
การจำแนกรูปเกิดจากจิต
[๗๐๒] แม้ในรูปเกิดจากจิตทั้งหลาย ก็พึงทราบวิภาคดังนี้ คือ-
๑. จิต
๒. จิตตสมุฏฐาน คือ รูปมีจิตเป็นสมุฏฐาน
๓. จิตตปัจจัย คือ รูปมีจิตเป็นปัจจัย
๔. จิตตปัจจยอาหารสมุฏฐาน คือ รูปมือาหารซึ่งมีจิตเป็นปัจจัยเป็นสมุฏฐาน
๕. จิตตปัจจยอุตุสมุฏฐาน คือ รูปมีฤดูซึ่งมีจิตเป็นปัจจัยเป็นสมุฏฐาน
ในวิภาคนั้น
๑. จิต ๘๙ ดวง ชื่อว่า จิต (และ ในจิตทั้งหลาย ๘๙ ดวงนั้น (จำแนกไว้ดังนี้)
ทฺวตฺตึส จิตฺตานิ ฉพฺพีเส- กูนวีสติ โสฬส
รูปิริยาปถวิญญตฺติ- ชนกาชนกา มตา.
-----------------
น. ๑๐๒๘ คัมภีร์วิสุทธิมรรค
แปลความว่า
จิต ๓๒ ดวง (พวกหนึ่ง) จิต ๒๖ ดวง (พวกหนึ่ง)
จิต ๑๙ ดวง (พวกหนึ่ง) จิต ๑๖ ดวง (พวกหนึ่ง) ปรากฎ
ว่า เป็นจิตที่ทำรูป ทำอิริยาบถและทำวิญญัตติให้เกิดก็มี
และไม่ทำให้เกิดก็มี
จริงอยู่ จากกามาวจรจิต มีจิต ๓๒ ดวง คือ กุศลจิต ๘ อกุศลจิต ๑๒ กิริยาจิต ๑๐ เว้นมโนธาตุ อภิญญาจิต ๒ โดยกุศล ๑ กิริยา ๑ (เหล่านี้) ทำรูป อิริยาบถและวิญญัตติ ให้เกิด (พวกหนึ่ง) จิต ๒๖ ดวง คือ รูปาวจรจิต ๑๐ ที่เหลือ เว้นวิบาก อรูปาวจรจิต ๘ อีกทั้งโลกุตตรจิต ๘ ทำรูปและอิริยาบถให้เกิด แต่ไม่ทำวิญญัตติให้เกิด (พวกหนึ่ง) จิต ๑๙ ดวง คือ ภวังคจิต ๑๐ ในกามาวจร ภวังคจิต ๕ ในรูปาวจร มโนธาตุ ๓ วิปากอเหตุกมโนวิญญาณธาตุเป็นไปกับโสมนัส ๑ ทำรูปให้เกิดได้อย่างเดียว ไม่ทำอิริยาบถ ไม่ทำวิญญัตติ ให้เกิด (พวกหนึ่ง) จิต ๑๖ ดวง คือ : ปัญจวิญญาณ ๒ (๕ X ๒ = ๑๐) ปฏิสนธิจิตของสัตว์ทั้งปวง ๑ จุติจิตของพระขีณาสพทั้งหลาย ๑ อรูปาวจรวิปากจิต ๔ ไม่ทำรูปให้เกิดขึ้นโดยแท้ (และ)ไม่ทำอิริยาบถไม่ทำวิญญัตติให้เกิด(พวกหนึ่ง)
อนึ่ง ในจิตเหล่านี้ จิตทั้งหลายใด ทำให้รูปเกิด จิตทั้งหลายนั้นไม่ทำรูปให้เกิดในฐิติขณะหรือในภังคขณะ เพราะว่า จิตในขณะ (ทั้ง ๒) นั้น มีกำลังอ่อน แต่ว่าในอุปปาทขณะ จิตมีกำลังแรง เพราะฉะนั้น จิตนั้นอาศัยวัตถุรูปที่เกิดก่อนในขณะนั้น แล้วทำรูปให้เกิด
๒. ขันธ์ไม่มีรูป ๓ และ รูป ๑๗ อย่าง คือ สัททนวกะ (๙) กายวิญญัตติ ๑ วจีวิญญัตติ ๑ อากาสธาตุ ๑ ลหุตา ๑ มุทุตา ๑ กัมมัญญตา ๑ อุปจยะ ๑ สันตติ ๑ ชื่อว่า รูปมีจิตเป็นสมุฏฐาน
๓. รูปมีสมุฏฐาน ๔ ที่ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า "ธรรมทั้งหลาย คือ จิตและเจตสิก ที่เกิดแล้วภายหลัง เป็นปัจจัยโดยปัจฉาชาตปัจจัย ของกายนี้ที่เกิดแล้วก่อน"(1) ดังนี้ ชื่อว่า รูปมีจิตเป็นปัจจัย
๔. โอชา ที่ถึงความตั้งอยู่ในรูปมีจิตเป็นสมุฏฐานทั้งหลาย ทำโอชัฏฐมกรูปอื่นให้ตั้งขึ้น สืบต่อความเป็นไป ๒ (หรือ) ๓ วาระ โดยอาการอย่างนี้ ชื่อว่า รูปเป็นจิตตปัจจยอาหารสมุฏฐาน
----------------
(1) ดูเทียบ อภิ. ปุ. (ไทย) ๔๐/๑๑/๑๐
-----------------
ปริจเฉทที่ ๒๐ มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธินิเทศ ๑๐๒๙
๕. ฤดู ที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน ถึงความตั้งอยู่แล้ว ทำโอซัฏฐมกรูปอื่นให้ตั้งขึ้น สืบต่อความเป็นไป ๒ (หรือ) ๓ วาระ โดยอาการอย่างนี้ ชื่อว่า รูปเป็นจิตตปัจจยอุตุสมุฏฐาน
พึงเห็นความเกิดขึ้นของรูปเกิดจากจิตด้วยประการดังกล่าวนี้
การจำแนกรูปเกิดจากอาหาร
[๗๐๓] แม้ในรูปเกิดจากอาหารทั้งหลาย ก็พึงทราบวิภาคดังนี้ คือ :
๑. อาหาร
๒. อาหารสมุฏฐาน คือ รูปมีอาหารเป็นสมุฏฐาน
๓. อาหารปัจจัย คือ รูปมีอาหารเป็นปัจจัย
๔. อาหารปัจจยอาหารสมุฏฐาน คือ รูปมีอาหารซึ่งมีอาหารเป็นปัจจัยเป็นสมุฏฐาน
๕. อาหารปัจจยอุตุสมุฏฐาน คือ รูปมีฤดูซึ่งมีอาหารเป็นปัจจัยเป็นสมุฏฐาน
ในวิภาคนั้น
๑. อาหารที่ทำเป็นคำ (ๆ) ชื่อว่า อาหาร
๒. รูป ๑๔ อย่าง คือ โอชัฏฐมกรูป ที่โอชาซึ่งได้รูปเกิดจากกรรมมีใจครองเป็นปัจจัยแล้วตั้งอยู่ในรูปเกิดจากกรรมนั้น ถึงความตั้งอยู่แล้ว ทำให้ตั้งขึ้น ๘ อากาสธาตุ ๑ ลหุตา ๑ มุทุตา ๑ กัมมัญญตา ๑ อุปจยะ ๑ สันตติ ๑ ชื่อว่า รูปเป็นอาหารสมุฏฐาน
๓. รูปมีสมุฏฐาน ๔ ที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้อย่างนี้ว่า "อาหารที่ทำเป็นคำ เป็นปัจจัยโดยอาหารปัจจัย ของกายนี้" ดังนี้*(1) ชื่อว่า รูปเป็นอาหารปัจจัย
๔. โอชา ที่ถึงความตั้งอยู่แล้ว ในรูปที่มีอาหารเป็นสมุฏฐานทั้งหลาย ทำโอชัฏฐมกรูปอื่นให้ตั้งขึ้นอีก ทั้งโอชาในโอชัฏฐมกรูปนั้นก็ทำโอชัฏฐมกรูปอื่นให้ตั้งขึ้นอีกสืบต่อความเป็นไป ๑๐ (หรือ) ๑๒ วาระอย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้ ชื่อว่า รูปเป็นอาหารปัจจยอาหารสมุฏฐาน (เช่นตัวอย่างต่อไปนี้)
-------------------
(1) ดูเทียบ อภิ. ปุ. (ไทย) ๔๑/ ๑๕/๑๐
----------------
น. ๑๐๓๐ คัมภีร์วิสุทธิมรรค
อาหารที่บริโภคแล้วในวันหนึ่ง อุปถัมภ์รูปอยู่ได้ตลอดทั้ง ๗ วัน ส่วนโอชาที่เป็นของทิพย์ อุปถัมภ์รูปอยู่ได้ตลอด ๑ เดือน หรือตลอด ๒ เดือนบ้าง อีกทั้งอาหารที่มารดาบริโภค ก็แผ่ไปสู่ร่างกายของทารก (ในครรภ์) แล้วทำรูปให้ตั้งขึ้น ถึงแม้อาหารที่ฉาบทาไว้ที่ร่างกาย ก็ทำรูปให้ตั้งขึ้น
อาหารเกิดแต่กรรม ชื่อว่าอุปาทินนกาหาร (อาหารของสัตว์ผู้มีใจครอง) แม้อุปาทินนกาหารนั้นถึงความตั้งอยู่แล้ว ก็ทำรูปให้ตั้งขึ้น อีกทั้งโอชาในรูปนั้นก็ทำรูปอื่นให้ตั้งขึ้นด้วย สืบต่อความเป็นไป ๔ หรือ ๕ วาระอย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้
๕. เตโชธาตุ มีอาหารเป็นสมุฏฐาน ถึงความตั้งอยู่แล้ว ทำโอชัฏฐมกรูปซึ่งมีฤดูเป็นสมุฏฐานให้ตั้งขึ้น ชื่อว่า รูปเป็นอาหารปัจจยอุตุสมุฏฐาน
ในสมุฏฐานทั้งหลายนั้น อาหารนี้เป็นปัจจัยเพราะเป็นผู้ทำให้รูปที่มีอาหารเป็นสมุฏฐานทั้งหลายเกิดขึ้น เป็นปัจจัยของรูปที่เหลือ (คือรูปมีกรรม มีจิตและมีฤดูเป็นสมุฏฐาน) ทั้งหลาย โดยเป็นนิสสยปัจจัย อาหารปัจจัย อัตถิปัจจัยและอวิคตปัจจัยด้วยประการฉะนี้
พึงเห็นความเกิดขึ้นของรูปเกิดจากอาหารด้วยประการดังกล่าวนี้
การจำแนกรูปเกิดจากฤดู
[๗๐๔] แม้ในรูปเกิดจากฤดูทั้งหลาย ก็พึงทราบวิภาคดังนี้ คือ :
๑. อุตุ คือฤดู
๒. อุตุสมุฎฐาน คือ รูปมีฤดูเป็นสมุฏฐาน
๓. อุตุปัจจัย คือ รูปมีฤดูเป็นปัจจัย
๔. อุตุปัจจยอุตุสมุฏฐาน คือ รูปมีฤดูซึ่งมีฤดูเป็นปัจจัยเป็นสมุฏฐาน อุตุปัจจยอาหารสมุฏฐาน คือ รูปมีอาหารซึ่งมีฤดูเป็นปัจจัยเป็นสมุฏฐาน
ในวิภาคนั้น
๑. เตโซธาตุมีสมุฏฐาน ๔ ชื่อว่า อุตุ - ฤดู แต่ฤดูนี้มีอยู่ ๒ อย่าง ดังนี้ คือ ฤดูร้อน ๑ ฤดูหนาว ๑
๒. ฤดูมีสมุฏฐาน ๔ ได้รูปอุปาทินนกะเป็นปัจจัยแล้ว ถึงความตั้งอยู่ ทำรูปให้ตั้งขึ้นในร่างกาย ชื่อว่า รูปเป็นอุตุสมุฏฐาน รูปมีฤดูเป็นสมุฏฐานนั้นมีอยู่ ๑๕ อย่าง
-------------------
ปริจเฉทที่ ๒๐ มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธินิเทศ น. ๑๐๓๑
คือ สัททนวกะ ๙ อากาสธาตุ ๑ ลหุตา ๑ มุทฺตา ๑ กัมมัญญตา ๑ อุปจยะ ๑ สันตติ ๑
๓. ฤดูเป็นปัจจัยแห่งความเป็นอยู่และแห่งความฉิบหายของรูปทั้งหลายที่เกิดด้วยสมุฏฐาน ๔ ชื่อว่า รูปเป็นอุตุปัจจัย
๔. เตโซธาตุ มีฤดูเป็นสมุฏฐาน ถึงความตั้งอยู่แล้ว ทำโอชัฏฐมกรูปอื่นให้ตั้งขึ้นอีกทั้งฤดูในโอชัฎฐมกรูปนั้นก็ทำโอชัฎฐมกรูปอื่นให้ตั้งขึ้นด้วย รูปมีฤดูเป็นสมุฏฐานแม้ตั้งอยู่ในฝ่ายเป็นอนุปาทินนกรูป ก็ยังเป็นไปอยู่ได้ตลอดกาลนานเท่านานอย่างนี้ด้วยประการฉะนี้ ชื่อว่า รูปเป็นอุตุปัจจยอุตุสมุฏฐาน
๕. โอชา มีฤดูเป็นสมุฏฐาน ถึงความตั้งอยู่แล้ว ทำโอชัฏฐมกรูปอื่นให้ตั้งขึ้น อีกทั้งโอชาในโอชัฏฐมกรูปนั้น ก็ทำโอซัฏฐมกรูปอื่นให้ตั้งขึ้นด้วย สืบต่อความเป็นไป ๑๐ หรือ ๑๒ วาระอย่างนี้ด้วยประการฉะนี้ ชื่อว่า รูปเป็นอุตุปัจจยอาหารสมุฏฐาน
ในสมุฏฐานทั้งหลายนั้น ฤดูนี้เป็นปัจจัยเพราะเป็นผู้ทำให้เกิดรูปที่มีฤดูเป็นสมุฏฐานทั้งหลาย เป็นปัจจัยของรูปที่เหลือ (คือรูปมีกรรม จิตและอาหารเป็นสมุฏฐาน)ทั้งหลาย โดยเป็นนิสสยปัจจัย อัตถิปัจจัยและอวิคตปัจจัย ด้วยประการฉะนี้พึงเห็นความเกิดขึ้นของรูปเกิดจากฤดูด้วยประการดังกล่าวนี้
ความจริง โยคาวจรเมื่อเห็นซึ่งความเกิดของรูปด้วยอาการดังกล่าวมานี้ ก็ชื่อว่ากำหนดรู้รูปตามกาล (คือ ในเวลาหนึ่ง)
วิธีกำหนดรู้ความเกิดของอรูป (ธรรมอันไม่ใช่รูป)
(๗๐๕] อนึ่ง เมื่อโยคาวจรกำหนดรู้รูปอยู่ พึงเห็นความเกิดของรูปด้วย ฉันใด แม้เมื่อโยคาวจรกำหนดรู้อรูปอยู่ ก็พึ่งเห็นความเกิดของอรูปไปด้วย ฉันนั้น และความเกิดของอรูปนั้น ผึ้งเห็นโดยทางจิตตุปบาทฝ่ายโลกิยะ ๘๑ ดวงนั่นเอง เช่นตัวอย่างดังต่อไปนี้ : ความจริง ที่เรียกว่า อรูปนี้ ก็คือ จิตตุปบาท ๑๙ ประเภท เกิดขึ้นก่อนในปฏิสนธิด้วยกรรมที่ประมวลไว้ในภพก่อน แต่อาการเกิดของอรูปนั้น พึงทราบตามนัยดังกล่าวไว้แล้วในนิเทศแห่งปฏิจจสมุปบาทนั่นเอง
อรูป (คือ จิตตุปบาท ๑๙ ประเภท) นั้นนั่นแล เกิดขึ้นโดยภวังคจิต เริ่มมาแต่จิตอันเป็นล้ำดับของปฏิสนธิจิต ครั้นในที่สุดของอายุก็เกิดขึ้นโดยเป็นจุติจิตในจิตตุปบาท-
--------------------
น. ๑๐๓๒ คัมภีร์วิสุทธิมรรค
๑๙ ดวงนั้น จิตดวงใดเป็นกามาวจร จิตดวงนั้นเป็นโดยตทาลัมพนะในอารมณ์ ที่มีกำลังในทวาร ๖ แต่ในปวัตติกาล เพราะความที่รูปทั้งหลายมาสู่คลองจักษุ เพราะดวงจักษุมิได้แตกทำลายไป จักขุวิญญาณอาศัยแสงสว่างมีมนสิการเป็นเหตุ จึงเกิดขึ้นพร้อมกับสัมปยุตตธรรมทั้งหลาย เพราะว่า ในฐิติขณะแห่งจักษุประสาท รูปที่ถึงความตั้งอยู่นั่นเองก็กระทบจักษุ ครั้นจักษุนั้นถูกรูปกระทบ ภวังค์ก็เกิดขึ้นดับไป ๒ครั้ง จากนั้น กิริยามโนธาตุก็เกิดขึ้น ทำอาวัชชนกิจ (การรำพึงนึก) ให้สำเร็จในอารมณ์นั้นนั่นเอง ในลำดับนั้น จักขุวิญญาณที่เป็นกุศลวิบาก หรือเป็นอกุศลวิบากก็เกิดขึ้นเห็นรูปอันเดียวกันนั้น จากนั้น วิปากมโนธาตุก็เกิดขึ้นรับรูปเดียวกันนั้น(สัมปฏิจฉนะ) ครั้นแล้ววิปากอเหตุกมโนวิญญาณธาตุก็เกิดขึ้น พิจารณา (สันตีรณะ)รูปเดียวกันนั้นนั่นเอง จากนั้น กิริยาเหตุก้มโนวิญญาณธาตุประกอบด้วยอุเบกขาก็และกิริยาจิต ที่เป็นกามาวจรทั้ เกิดขึ้นกำหนด(โวฏฐัพพนะ)รูปอันเดียวกันนั้น ต่อจากนั้น บรรดากุศลจิต อกุศลจิตทั้งหลาย อเหตุกจิตประกอบด้วยอุเบกขา ๑ ดวง หรือชวนะ ๕ หรือ ๗ ก็เกิดขึ้น จากนั้นในบรรดาตทาลัมพนจิต ๑๑ ดวงของกามาวจรจิตทั้งหลาย ตทาลัมพนจิตดวงใดดวงหนึ่งซึ่งสมควรแก่ชวนะก็เกิดขึ้นด้วยประการฉะนี้
แม้ในทวารนอกนี้ (มีโสตทวารเป็นต้น) ก็มีนัยดังกล่าวมานี้ แต่ในมโนทวาร แม้มหัคคตจิตทั้งหลายก็เกิดขึ้นฉะนี้แล
พึงเห็นความเกิดขึ้นของอรูปในทวารทั้งหลาย ๖ ด้วยประการดังกล่าวนี้ความจริง เมื่อโยคาวจรเห็นอยู่ซึ่งความเกิดของอรูป ด้วยอาการดังกล่าวนี้ ชื่อว่า กำหนดรู้อรูปตามกาล (คือในเวลาหนึ่ง)
โยคาวจรท่านหนึ่ง แม้กำหนดรู้รูปตามกาล (ในเวลาหนึ่ง) และกำหนดรู้อรูปตามกาล (ในอีกเวลาหนึ่ง (ด้วยสัมมสนญาณ) โดยอาการดังกล่าวนี้แล้ว ยกขึ้นสู่พระไตรลักษณ์ ปฏิบัติอยู่โดยลำดับ (จนบรรลุอุทยพยญาณขึ้นไป) ก็ทำปัญญาภาวนาให้ถึงพร้อมได้
-----------///----------
[full-post]
แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ