ยกขึ้นสู่พระไตรลักษณ์ทางรูปสัตตกะ
[๗๐๖] โยคาวจรอีกท่านหนึ่งยกขึ้นสู่พระไตรลักษณ์แล้วกำหนดรู้สังขารทั้งหลาย (ด้วยสัมมสนญาณ) โดยทาง รูปสัตตกะ (คือ มนสิการโดยอาการ ๗ ในรูป) และทางอรูปสัตตกะ (คือ มนสิการโดยอาการ ๗ ในอรูป)
------------------
ปริจเฉทที่ ๒ มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธินิเทศ น. ๑๐๓๓
ในรูปสัตตกะและอรูปสัตตกะนั้น เมื่อโยคาวจรยกขึ้น (สู่พระไตรลักษณ์) แล้วกำหนดรู้โดยอาการเหล่านี้ คือ :
๑. โดยความยึดถือไว้และการปล่อยวาง
๒. โดยถึงความแตกดับของรูปที่เดิบโตขึ้นตามวัย
๓. โดยความเป็นรูปเกิดขึ้นจากอาหาร
๔. โดยความเป็นรูปเกิดขึ้นจากฤดู
๕. โดยความเป็นรูปเกิดจากกรรม
๖. โดยความเป็นรูปมีจิตเป็นสมุฏฐาน
๗. โดยความเป็นรูปธรรมดา
ดังนี้ชื่อว่ายกขึ้นกำหนดรู้โดยทาง รูปสัตตกะ เพราะฉะนั้น ท่านโบราณาจารย์ทั้งหลายจึงกล่าวไว้ว่า
อาทานนิกฺเขปโต วยวุทฺฒตฺถคามิโต
อาหารโต จ อุตุโต กมฺมโต จาปี จิตฺตโต
ธมฺมตารูปโต สตฺต วิตฺถาเรน วิปสฺสติ.
แปลความว่า
โยคาวจรรู้เห็นโดยพิสดาร โดยอาการ ๗ คือ โดยการ
ยึดถือไว้และการปล่อยวาง 1 โดยถึงความแตกดับของรูป
ที่เติบโตขึ้นตามวัย ๑ โดยอาหาร ๑ โดยฤดู ๑ โดยกรรม ๑
โดยจิต ๑ โดยรูปธรรมดา ๑
๑. โดยความยึดถือไว้และปล่อยวาง
ในอาการ ๗ นั้น คำว่า "การยึดถือไว้" หมายถึง ปฏิสนธิ คำว่า "ปล่อยวาง" หมายถึง จุติ โยคาวจรกำหนดแบ่ง ๑๐๐ ปี (ออกเป็น ๒ ตอน) โดยการยึดถือไว้(ปฏิสนธิ) และการปล่อยวาง (จุติ เหล่านี้ แล้วยกพระไตรลักษณ์เข้าในสังขารทั้งหลาย(ถาม) ยกพระไตรลักษณ์อย่างไร ? (ตอบ ในระหว่าง (การยึดถือไว้และการปล่อยวาง) นี้ สังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง (ถาม) เพราะเหตุไร ? (ตอบ) เพราะเป็นไปโดย
--------------------
น. ๑๐๓๔ คัมภีร์วิสุทธิมรรค
ความเกิดขึ้นและความเสื่อมไป ๑ เพราะความแปรผันไป ๑ เพราะเป็นไปชั่วกาล ๑ และเพราะขัดแย้งต่อความเที่ยง ๑ อนึ่ง เพราะเหตุที่สังขารทั้งหลายที่เกิดขึ้นมาแล้วก็ถึงความตั้งอยู่ ในขณะตั้งอยู่ก็สะบักสะบอมด้วยชรา ถึงชราแล้วก็จะแตกดับเป็นแน่แท้ เพราะฉะนั้นจึงเป็นทุกข์ เพราะมีการเบียดเบียนเฉพาะหน้าเนือง ๆ ๑ เพราะเป็นทุกข์ ๑ เพราะทนยาก ๑ เพราะเป็นที่ตั้งแห่งทุกข์ ๑ และเพราะขัดขวางความสุข ๑และเพราะเหตุที่ใครๆ ก็ไม่มีอำนาจเป็นไปได้ใน ๓ สถานเหล่านี้ คือ :
๑. สังขารทั้งหลายที่เกิดขึ้นแล้ว จงอย่าถึงความตั้งอยู่ (สถาน ๑)
๒. ที่ถึงความตั้งอยู่แล้ว จงอย่าแก่ชรา (สถาน ๑)
๓. ที่ถึงความแก่ชราแล้ว จงอย่าแตกดับ (สถาน ๑) ดังนี้
สังขารทั้งหลายว่างเปล่าจากอาการเป็นไปในอำนาจนั้นนั่นแล เพราะฉะนั้นจึงเป็นอนัตตา เพราะเป็นของว่างเปล่า ๑ เพราะไม่มีเจ้าของ ๑ เพราะไม่เป็นไปในอำนาจ ๑ และเพราะปฏิเสธอัตตา ๑ ฉะนี้แล
๒. โดยถึงความแตกดับของรูปที่เติบโตขึ้นตามวัย
[๗๐๗] ครั้นยกพระไตรลักษณ์เข้าในรูปที่กำหนด ๑๐๐ ปี โดยการยึดถือไว้และการปล่อยวางด้วยประการดังนั้นแล้ว ถัดจากนั้น โยคาวจรก็ยกขึ้นโดยถึงความแตกดับของรูปที่เติบโตขึ้นตามวัย
ในอาการ (ดังกล่าว) นั้น การถึงความแตกดับของรูปที่เติบโตขึ้น คือเจริญขึ้นแล้วตามวัย ชื่อว่าถึงความแตกดับของรูปที่เติบโตขึ้นตามวัย อธิบายว่า ยกขึ้นสู่พระไตรลักษณ์ โดยถึงความแตกดับของรูปที่เดิบโตขึ้นตามวัยนั้น(ถามว่า)ยกขึ้นอย่างไร ?
จำแนก ๑๐๐ ปี โดย ๓ วัย
(ตอบว่า) โยคาวจรนั้นกำหนดจำแนก ๑๐๐ ปีนั้นนั่นแล โดย ๓ วัย คือ : โดยปฐมวัย - วัยต้น ๑ มัชฌิมวัย - วัยกลาง ๑ ปัจฉิมวัย - วัยสุดท้าย ๑ ใน ๓ วัยนั้น ๓๓ ปีข้างต้น ชื่อว่าปฐมวัย ๓๔ ปีจากนั้นไป ชื่อว่ามัชฌิมวัย ๓๓ ปี จากมัชฌิมวัยนั้นไป
---------------
ปริจเฉทที่ ๒๐ มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธินิเทศ น. ๑๐๓๕
ชื่อว่าปัจฉิมวัย"(1) ฉะนี้แล ครั้นกำหนดจำแนกโดย ๓ วัยเหล่านี้ด้วยประการฉะนี้แล้ว จึงยกขึ้นสู่พระไตรลักษณ์ว่า "รูปที่เป็นไปในปฐมวัย ไม่ทันถึงมัชฌิมวัย ก็ดับไปเสียในปฐมวัยนั่นเอง เพราะฉะนั้น รูปนั้นเป็นสิ่งไม่เที่ยง สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นไม่มีอัตตา แม้รูปที่เป็นไปในมัชฌิมวัย ไม่ทันถึงปัจฉิมวัย ก็ดับไปเสียในมัชฌิมวัยนั้นนั่นเอง เพราะฉะนั้น แม้รูปนั้นก็เป็นสิ่งไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ถึงแม้รูปที่เป็นไปตลอด ๓๓ ปีในปัจฉิมวัย ชื่อว่า สามารถดำเนินต่อไปได้ภายหลัง แต่ตายแล้วหามีไม่ เพราะฉะนั้น แม้รูปนั้นก็ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา" ดังนี้
จำแนก ๑๐๐ ปี โดยกำหนดช่วงละ ๑๐ ปี
[๗๐๘] ครั้นยกขึ้นสู่พระไตรลักษณ์โดยถึงความแตกดับของรูปที่เติบโตขึ้นตามวัย โดยทางวัยมีปฐมวัยเป็นต้น อย่างนั้นแล้ว โยคาวจรยกขึ้นสู่พระไตรลักษณ์โดยถึงความแตกดับของรูปที่เติบโตขึ้นตามวัยโดยช่วงละ ๑๐ ปี ๑๐ ช่วง เหล่านี้ ต่อไปอีกดังนี้ คือ
๑. มันททสกะ ช่วง ๑๐ ปีของเด็กอ่อน
๒. ขิฑฑาทสกะ ช่วง ๑๐ ปีของการเล่น
๓.วัณณทสกะ ช่วง ๑๐ ปีของผิวพรรณ
๔. พลทสกะ ช่วง ๑๐ ปีของกำลัง
๕. ปัญญาทสกะ ช่วง ๑๐ ปีของปัญญา
๖. หานิททสกะ ช่วง ๑๐ ปีของความเสื่อม
๗. ปัพภารทสกะ ช่วง ๑๐ ปีของความโค้ง
๘. วังกทสกะ ช่วง ๑๐ ปีของความงอ
๙. โมมูหทสกะ ช่วง ๑๐ ปีของความหลงลืม
๑๐. สยนทสกะ ช่วง ๑๐ ปีของการนอน
ในช่วงละ ๑๐ ปีเหล่านั้น ช่วง ๑๐ ปีแรกของบุคคลผู้มีอายุ ๑๐๐ ปี ชื่อว่าช่วง ๑๐ ปีของเด็กอ่อนก่อน เพราะว่าในช่วง (๑๐) นั้น บุคคลผู้นั้นยังเป็นเด็กอ่อน เด็กเล็กไม่อยู่นิ่ง อีก ๑๐ ปีต่อจากนั้น ชื่อว่าช่วง ๑๐ ปีของการเล่น เพราะในช่วง (๒๐) นั้น บุคคล
------------------
(1) ใน สัทธัมมัปปัชชติกา ภาค ๒ หน้า ๘- และ สัทธัมมปกาสินี หน้า ๑๕๙ แบ่งไว้เท่ากัน คือ วัยละ ๓๓ ปี กับ ๔ เดือน รวม ๓ วัย ครบ ๑๐๐ ปี
------------------
น. ๑๐๓๖ คัมภีร์วิสุทธิมรรค
ผู้นั้นเพลิดเพลินในการเล่นเสียเป็นส่วนมาก อีก ๑๐ ปีต่อจากนั้น ชื่อว่าช่วง ๑๐ ปีของผิวพรรณ เพราะช่วง (๓๐) นั้น อวัยวะทางผิวพรร ณของผู้นั้นถึงความงามไพบูลย์อีก ๑๐ ปีต่อจากนั้น ชื่อว่าช่วง ๑๐ ปีของกำลัง เพราะว่าในช่วง (๔๐) นั้น กำลังและเรี่ยวแรงของผู้นั้นถึงความไพบูลย์ อีก ๑๐ ปีต่อจากนั้น ชื่อว่าช่วง ๑๐ ปีของปัญญาเพราะในช่วง (๕๐ ) นั้น ปัญญาของผู้นั้นเป็นหลักฐานมั่นคงดี เขาว่าแม้คนที่ปัญญาทึบโดยปกติ ครั้นในช่วงนั้น ปัญญาก็เกิดขึ้นได้แม้นิดหน่อยเหมือนกัน อีก ๑๐ ปีต่อจากนั้น ชื่อว่าช่วง ๑๐ ปีของความเสื่อม เพราะว่าในช่วง (๖๐) นั้น ความยินดีในการเล่นก็ดี ผิวพรรณก็ดี กำลังก็ดี ปัญญาก็ดี ของผู้นั้นเสื่อมถอยไป อีก ๑๐ ปีต่อจากนั้น ชื่อว่าช่วง ๑๐ ปีของความโค้ง เพราะว่าในช่วง (๗๐) นั้น อัตภาพร่างกายของผู้นั้นโค้งไปข้างหน้า อีก ๑๐ ปีต่อจากนั้น ชื่อว่าช่วง ๑๐ ปีของความงอ เพราะว่าในช่วง (๘๐) นั้น อัตภาพร่างกายของผู้นั้นงอเหมือนหางไถ อีก ๑๐ ปีต่อจากนั้นชื่อว่าช่วง ๑๐ ปีของความหลงลืม เพราะว่าในช่วง (๙๐) นั้น บุคคลผู้นั้นเป็นคนหลงๆ ลืมๆ ลืมสิ่งที่ทำแล้ว (และ) ทำไปแล้ว อีก ๑๐ ปีต่อจากนั้น ชื่อว่าช่วง ๑๐ ปีของการนอน เพราะว่าผู้มีอายุ ๑๐๐ ปี ก็มีแต่การนอนเป็นส่วนมากเป็นธรรมดาเพื่อยกขึ้นสู่พระไตรลักษณ์ โดยถึงความแตกดับของรูปที่เดิบโตขึ้นตามวัย โดยทางช่วงละ ๑๐ ปีเหล่านั้นในรูปนั้น โยคีท่านนี้จึงใคร่ครวญอยู่ดังนี้ว่า "รูปที่เป็นไปใน ๑๐ ปีช่วงแรก ยังไม่ถึง ๑๐ ปีช่วงที่ ๒ ก็ดับไปเสีย ใน ๑๐ ปีช่วงแรกนั้นนั่นเองเพราะฉะนั้น รูปนั้นเป็นอนิจจัง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา รูปที่เป็นไปใน ๑๐ ปีช่วงที่ ๒ ฯลฯ .. ใน ๑๐ ปีช่วงที่ ๙ ยังไม่ถึง ๑๐ ปีช่วงที่ ๑๐ ก็ดับไปเสียใน ๑๐ ปีช่วงที่ ๙ นั้นนั่นเอง รูปที่เป็นไปใน ๑๐ ปี ช่วงที่ ๑๐ ยังไม่ถึงภพหน้า ก็ดับไปเสียใน ๑๐ ปีช่วงที่ ๑๐ นี้นี่เอง เพราะฉะนั้น ถึงแม้รูปนั้นก็เป็นอนิจจัง เป็นทุกขัง เป็นอนัตตา" ชื่อว่ายกขึ้นสู่พระไตรลักษณ์ ด้วยประการฉะนี้
จำแนก ๑๐๐ ปีเป็น ๒๐ ส่วน
[๗๐๙ ครั้นยกขึ้นสู่พระไตรลักษณ์โดยถึงความแตกดับของรูปที่เติบโตขึ้นตามวัย โดยกำหนดช่วงละ ๑๐ ปี ๑๐ ช่วงอย่างนั้นแล้ว โยคีนั้นจึงทำ ๑๐๐ ปีนั้นนั่นแหละให้เป็น ๒๐ ส่วน โดย (แบ่งเป็นส่วนละ) ๕ ปี - ๕ ปี แล้วยกขึ้นสู่พระไตรลักษณ์โดยถึงความแตกดับของรูปที่เดิบโตขึ้นตามวัยต่อไปอีก ยกขึ้นอย่างไร ? แท้จริง โยคีท่านนั้นใคร่ครวญอยู่ดังนี้ว่า "รูปที่เป็นไปในช่วง ๕ ปีแรก ยังไม่ทันถึงช่วง ๕ ปีที่ ๒
------------------
ปริจเฉทที่ ๒๐ มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธินิเทศ น. ๑๐๓๗
ก็ดับไปเสียในช่วง ๕ ปีแรกนั้นนั่นเอง เพราะฉะนั้น รูปนั้นจึงเป็นอนิจจัง เป็นทุกขังเป็นอนัตตา รูปที่เป็นไปในช่วง ๕ ปีที่ ๒ ยังไม่ทันถึงช่วง ๕ ปีที่ ๓ เป็นไปในช่วง ๕ ปีที่ ๑๙ ยังไม่ทันถึงช่วง ๕ ปีที่ ๒๐ ก็ดับไปเสียในช่วง ๕ ปีที่ ๑๙ นั้นนั่นเอง รูปที่เป็นไปในช่วง ๕ ปีที่ ๒๐ ชื่อว่าสามารถเลยไปเกินความตายหามีไม่เพราะฉะนั้น แม้รูปนั้นก็เป็นอนิจจัง เป็นทุกขัง เป็นอนัตตา" ดังนี้จำแนก ๑๐๐ ปีออกเป็น ๒๕, ๓๓, ๕๐ และ ๑๐๐ ส่วน
ครั้นยกขึ้นสู่พระไตรลักษณ์โดยถึงความแตกดับของรูปที่เติบโตขึ้นตามวัย โดยทาง (จำแนก) ๒๐ ส่วนอย่างนั้นแล้ว โยคีนั้นจึงทำ ๑๐๐ ปี นั้นให้เป็น ๒๕ ส่วน แล้วยกขึ้น โดย (แบ่งส่วนละ) ๔ ปี - ๔ ปี ต่อไปอีก อนึ่ง แล้วทำให้เป็น ๓๓ ส่วน ...โดย(แบ่งส่วนละ) ๓ ปี - ๓ ปี ...ทำให้เป็น ๕o ส่วน ...โดย (แบ่งส่วนละ) ๒ ปี - ๒ ปี ...ทำให้เป็น ๑๐๐ ส่วน ... โดย (แบ่งส่วนละ) ๑ ปี - ๑ ปี ...
จำแนก ๑ ปี ตาม ๓ ฤดู
จากนั้น ทำปีหนึ่งๆ ให้เป็น ๓ ส่วน แล้วยกพระไตรลักษณ์เข้าในรูปที่ถึงความแตกดับของรูปที่เดิบโตขึ้นตามวัยนั้น โดยฤดู ๓ ฤดู คือ ฤดูวัสสานะ ๑ ฤดูเหมันต์ ๑ ฤดูคิมหะ ๑ ตามแต่ละฤดู ๆ ยกเข้าอย่างไร ? โยคีท่านนั้นใคร่ครวญอยู่อย่างนี้ว่า "รูปที่เป็นไปตลอด ๔ เดือนในฤดูวัสสานะ (ฤดูฝน) ยังไม่ทันถึงฤดูเหมันต์ (ฤดูหนาว)ก็ดับเสียแล้วในฤดูวัสสานะนั้นนั่นเอง รูปที่เป็นไปในฤดูเหมันต์ ยังไม่ทันถึงฤดูคิมหะ(ฤดูร้อน) ก็ดับเสียแล้วในฤดูเหมันต์นั้นนั่นเอง รูปที่เป็นไปในฤดูคิมหะ ยังไม่ทันถึงฤดูวัสสานะใหม่ ก็ดับเสียแล้วในฤดูคิมหะนั้นนั่นเอง เพราะฉะนั้น รูปนั้นเป็นอนิจจังเป็นทุกขัง เป็นอนัตตา" ดังนี้
จำแนก ๑ ปี ตามฤดู ๖ "(1)
ครั้นยกขึ้น (โดย ๓ ฤดู อย่างนั้นแล้วจึงทำ ๑ ปี เป็น ๖ ส่วนต่อไปอีก แล้วยกพระไตรลักษณ์เข้าในรูปที่ถึงความแตกดับด้วยความเดิบโตขึ้นตามวัยนั้นอย่างนี้ว่า
----------------
(1) ฎีกา กำหนดฤดู ๖ ตามเตือน ดังนี้ (๑) วัสสานะ = เดือน ๙,๑๐ (๒) สรทะ = เดือน ๑๑, ๑๒ (๓) เหมันต์= เดือนอ้าย, ยี่ (๔) สิสิระ = เดือน ๓,๔ (๕) วัสสันต์ = เดือน ๕,๖ (๖) คิมหะ = เดือน ๗, ๘ คงแบ่งตามฤดูกาล ในบางท้องถิ่นบางภาค ในอินเดีย หรือในศรีลังกา
----------------------
น. ๑๐๓๘ คัมภีร์วิสุทธิมรรค
"รูปที่เป็นไปตลอด ๒ เดือน ในฤดูวัสสานะ (ฤดูฝน) ยังไม่ทันถึงฤดูสารท (ฤดูใบไม้ร่วง) ก็ดับเสียแล้วในฤดูวัสสานะนั้นนั่นเอง รูปที่เป็นไปในฤดูสารท ยังไม่ถึงฤดูเหมันต์(ฤดูหนาว) .. รูปที่เป็นไปในฤดูเหมันต์ ยังไม่ถึงฤดูสิสิระ (ฤดูเย็น .. รูปที่เป็นไปในฤดูสิสิระ ยังไม่ถึงฤดูวัสสันต์ (ฤดูใบไม้ผลิ ... รูปที่เป็นไปในฤดูวัสสันต์ ยังไม่ถึงฤดูคิมหะ (ฤดูร้อน) รูปที่เป็นไปในฤดูคิมหะ ยังไม่ถึงฤดูวัสสานะถัดไป ก็ดับเสียแล้วในฤดูคิมหะนั้นนั่นเอง เพราะฉะนั้น รูปนั้นจึงเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา" ดังนี้
จำแนก ๑ เดือน เป็น ๒ ปักษ์
ครั้นยกขึ้น (โดย ๖ ฤดู) อย่างนั้นแล้ว แต่นั้นโยคีก็ยกขึ้นสู่พระไตรลักษณ์ โดย (จำแนก ๑ เดือนเป็น) ข้างแรมและข้างขึ้นว่า "รูปที่เป็นไปในข้างแรม ยังไม่ทันถึงข้างขึ้น รูปที่เป็นไปในข้างขึ้น ยังไม่ทันถึงข้างแรม ก็ดับเสียแล้วในข้างขึ้นนั้นนั่นเองเพราะฉะนั้น รูปนั้นจึงเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา" ดังนี้
จำแนก ๑ วันเป็นกลางคืนและกลางวัน
แต่นั้น โยคีก็ยกขึ้นสู่พระไตรลักษณ์โดย (กำหนด) วันและคืนว่า "รูปที่เป็นไปในกลางคืน ยังไม่ทันถึงกลางวัน ก็ดับเสียแล้วในกลางคืนนั้นนั่นเอง แม้รูปที่เป็นไปในกลางวัน ยังไม่ทันถึงกลางคืน ก็ดับเสียแล้วในกลางวันนั้นนั่นเอง เพราะฉะนั้น รูปนั้นจึงเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา" ดังนี้
จำแนก ๑ วันเป็น ๖ ส่วน
แต่นั้น โยคีก็ทำ (จำแนก) คืนและวันนั้นนั่นแลออกเป็น ๖ โดยเวลามีตอนเช้าเป็นต้น แล้วยกขึ้นสู่พระไตรลักษณ์ว่า "รูปที่เป็นไปในตอนเช้า ยังไม่ทันถึงตอนกลางรูปที่เป็นไปในตอนกลางวัน ยังไม่ทันถึงตอนเย็น ... รูปที่เป็นไปในตอนเย็น ยังไม่ทันถึงปฐมยาม ... รูปที่เป็นไปในปฐมยาม ยังไม่ทันถึงมัชฌิมยาม ... รูปที่เป็นไปในมัชฌิมยาม ยังไม่ทันถึงปัจฉิมยาม ก็ดับเสียแล้วในมัชฌิมยามนั้นนั่นเอง รูปที่เป็นไปในปัจฉิมยาม ยังไม่ทันถึงตอนเข้าวันรุ่งขึ้น ก็ดับเสียแล้วในปัจฉิมยามนั้นนั่นเอง เพราะฉะนั้น รูปนั้นจึงเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา" ดังนี้ฯลฯ ... รูปที่
---------------
ปริจเฉทที่ ๒๐ มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธินิเทศ น. ๑๐๓๙
จำแนกโดยอาการ ๖
[๗๑๐] ครั้นโยคีนั้นยกขึ้น(สู่พระไตรลักษณ์)อย่างนั้นแล้ว ก็ยกขึ้นสู่พระไตรลักษณ์โดยการเดินไปข้างหน้า ถอยกลับ แลดู เหลียวดู การคู้ และเหยียดออก (ซึ่งมือและเท้า) ในรูปนั้นนั่นแหละ ต่อไปอีกว่า "รูปที่เป็นไปในการเดินไปข้างหน้า ยังไม่ทันถอยกลับ ก็ดับไปในการเดินไปข้างหน้านั้นนั่นเอง รูปที่เป็นไปในการถอยกลับยังไม่ทันถึงการแลดู ... รูปที่เป็นไปในการแลดู ยังไม่ทันถึงการเหลียวดู ... รูปที่เป็นไปในการเหลียวดู ยังไม่ทันถึงการคู้ รูปที่เป็นไปในการคู้ ยังไม่ทันถึงการเหยียดออกก็ดับไปในการคู้นั้นนั่นเอง เพราะฉะนั้น รูปนั้นจึงเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา" ดังนี้
จำแนกก้าวเท้า ๖ ระยะ
ครั้นแล้ว โยคีก็ทำระยะของก้าวเท้าก้าวหนึ่งออกเป็น ๖ ส่วน"(1) โดยแบ่งเป็น :
๑. อุทธรณะ ยก
๒. อติหรณะ ย่าง
๓. วีติหรณะ ย้าย
๔. โวสสัชชนะ - ลง
๕. สันนิกเขปนะ - เหยียบ
๖. สันนิรุมภนะ - กด"(2)
ใน ๖ ส่วนนั้น
-------------------------------
(1) ที.สื.อ. (บาลี) ๑/๒๑๔/๑๗๓-๑๗๔
สํ.ม.อ. (บาลี) ๓/๓๖๔/๒๖๑
อภิ.วิ.อ. (บาลี) ๑/๕๑๓/๓๘๐
(2) อาจเปรียบเทียบการเดินจงกรม ๖ ระยะ ในทางปฏิบัติ ตามหลักวิปัสสนา ดังนี้ :
๑. อทธรณะ (ยก) เทียบกับ ยกซ่นหนอ
๒. อติหรณะ (ย่าง) เทียบกับ ยกหนอ
๓. วีติหรณะ (ย้าย) เทียบกับ ย่างหนอ
๔.โวสสัชชนะ (ลง) เทียบกับ ลงหนอ
๕. สันนิกเขปนะ (เหยียบ) เทียบกับ ถูกหนอ
๖. สันนิรุมภนะ (กด) เทียบกับ กดหนอ
-------------------------------
น. ๑๐๔๐ คัมภีร์วิสุทธิมรรค
๑. การยกขึ้นจากพื้น เรียกว่า อุทธรณะ - ยก
๒. การยื่นเท้าไปข้างหน้า เรียกว่า อติหรณะ - ย่าง
๓. ครั้นเห็นตอ เห็นหนาม (หรือ) เห็นทีฆชาติ (งู) เป็นต้น อย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วก้าวเท้า (เลี่ยง ไปข้างโน้นและข้างนี้ เรียกว่า วีติหรณะ - ย้าย
๔. การหย่อนเท้าต่ำลง เรียกว่า โวสสัชชนะ - ลง
๕. การวางเท้าลงบนพื้นดิน เรียกว่า สันนิกเขปนะ - เหยียบ
๖. การกดเท้าลงกับพื้นในเวลาจะยกเท้าอีกข้างหนึ่งขึ้น เรียกว่า สันนิรุมภนะ - กด
ใน ๖ ส่วนนั้น ในการยก (เท้าขึ้น) ธาตุทั้ง ๒ คือ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ มีประมาณต่ำ อ่อน ส่วนอีก ๒ ธาตุ (คือ เตโซธาตุ วาโยธาตุ มีประมาณมาก มีกำลังในการย่างเท้าและในการย้ายเท้าก็เหมือนกัน ในการหย่อนเท้าลง ธาตุ ๒ คือ เตโซธาตุวาโยธาตุ มีประมาณต่ำ อ่อน ส่วนอีก ๒ ธาตุ (คือ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ มีประมาณมากมีกำลัง ในการเหยียบและกดก็เหมือนกัน
ครั้นโยคีทำ (ระยะของก้าวเท้าก้าวหนึ่ง) ให้เป็น ๖ ส่วนอย่างนี้แล้ว จึงยกพระไตรลักษณ์เข้าในรูปที่ถึงความแตกดับด้วยความเติบโตขึ้นตามวัยนั้นโดยส่วนทั้งหลาย ๖ (ของก้าวเท้า) ก้าวหนึ่ง เหล่านั้น ยกขึ้นอย่างไร ? โยคีท่านนั้นพิจารณาเห็นอยู่ดังนี้ว่า "ธาตุทั้งหลายในที่เป็นไป ในการยกเท้าขึ้นก็ดี รูปทั้งหลายใดอาศัยธาตุนั้นก็ดี สิ่งเหล่านั้นทั้งหมดยังไม่ทันถึงการย่างเท้า ก็ดับไปในการยกเท้าขึ้นนี้นี่เอง สิ่งเหล่านั้นทั้งหมดจึงเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อนึ่ง สิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่เป็นไปในเพราะการย่างเท้ายังไม่ทันถึงการย้ายเท้า...ที่ป็นไปในการย้ายเท้ายังไม่ทันถึงการหย่อนเท้าลง ที่ป็นไปในการหย่อนเท้าลง ยังไม่ทันถึงการเหยียบ ที่เป็นไปในการเหยียบ ยังไม่ทันถึงการกด ก็ดับไปในการเหยียบนี้นั่นเอง สังขารทั้งหลายที่เกิดขึ้นแล้วในนั้นๆ (มีการยกเท้าขึ้นเป็นต้น) ยังไม่ทันถึงส่วนนอกนี้ (และ) นอกนี้ ก็ทำเสียงตฏะตฎะแตกไปเป็นปล้องๆ เป็นข้อๆ เป็นท่อนๆ ณ ที่นั้นๆ นั่นเอง เหมือนเมล็ดงาที่เขาวางลงบนแผ่นกระเบื้องอันร้อน ทำเสียงตฏะตฏะ (เปรี้ยะๆ) แตกไป ฉะนั้น เพราะฉะนั้นสังขารทั้งหลายจึงเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา" ฉะนี้แล
การกำหนดรู้รูปของโยคีท่านนั้นผู้เห็นแจ้งสังขารทั้งหลายเป็นปล้องๆ อย่างนี้เป็นการกำหนดรู้ที่ละเอียดอ่อน
------------------------
ปริจเฉทที่ ๒๐ มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธินิเทศ น. ๑๐๔๑
[๗๑๑] ก็แล ในความละเอียดอ่อนของการกำหนดรู้รูปนั้นมีอุปมาดังนี้.
อุปมาในความละเอียดอ่อนของการกำหนดรู้รูป
สมมติว่า ชายผู้อยู่ปลายแดนคนหนึ่ง มีความเคยชินที่ทำมาแต่ในเรื่องใช้ได้ที่ทำด้วยไม้และหญ้าเป็นต้น ไม่เคยเห็นดวงประทีป (ตะเกียง) ครั้นมาถึงนครหลวงได้เห็นดวงประทีปที่เขาจุดไว้ในย่านการค้า จึงถามบุรุษผู้หนึ่ง (คนที่ ๑) ว่า "ท่านผู้เจริญนี่เขาเรียกว่าอะไร ? น่าชอบใจจริง" บุรุษผู้นั้นจึงบอกกะชายชาวปลายแดนผู้นั้นว่า "ชอบใจในสิ่งนี้หรือ ? นี่เขาเรียกว่าดวงประทีป ครั้นหมดน้ำมันและลิ้นไส้ แม้แต่ทางไปของมันก็จักไม่ปรากฏ (ให้เห็น)" บุรุษอีกผู้หนึ่ง (คนที่๒) บอกกะชายชาวปลายแดนคนนั้นว่า "การที่ดวงประทีปไม่ปรากฏ เพราะหมดน้ำมันและสิ้นไส้นี้ เป็นเรื่องหยาบ ความจริง เมื่อไส้ (ตะเกียง) นี้ถูกเผาไป ๆ โดยลำดับ เปลวไฟจักดับไปในส่วนที่ ๓ (และ) ส่วนที่ ๓ ยังไม่ทันถึงส่วนนอกนี้ (และ) นอกนี้แน่แท้" บุรุษอีกผู้หนึ่ง(ที่ ๓) บอกกะเขาอย่างนี้ว่า "ถึงแม้เรื่องนี้ก็ยังหยาบเหมือนกัน เพราะว่าเปลวไฟจักดับไปในระหว่างองคุลีทุกองคลี...ในระหว่างครึ่งองคุลี ทุกครึ่งองคลี...ในเส้นด้ายทุกเส้นด้าย...ในใยด้ายทุกใยด้ายของไส้ (ตะเกียง) นี้ ไม่ทันถึงใยด้ายนอกนี้ (และ) นอกนี้แน่แท้ แต่พ้น (ปราศจาก) ใยด้ายแล้ว ไม่สามารถทำเปลวไฟให้ปรากฎได้" ฉะนั้นแลอุปมาอุปไมย
ในอุปมานั้น การที่โยคียกพระไตรลักษณ์เข้าในรูปซึ่งกำหนดโดย ๑๐๐ ปี ตั้งแต่การยึดถือไว้ (ปฏิสนธิ) จนถึงการปล่อยวาง (จุติ) เปรียบเหมือนความรู้ของบุรุษ(คนที่ ๑) รู้ว่า "ครั้นหมดน้ำมันและสิ้นไส้ แม้แต่ทางไปของดวงประทีปก็จักไม่ปรากฏ" การที่โยคียกพระไตรลักษณ์เข้าในรูปที่ถึงความแตกดับด้วยการเติบโตขึ้นตามวัย ซึ่งจำแนก ๑๐๐ ปีออกเป็นส่วนที่ ๓ และที่ ๓ (๓ ส่วน ๆ) เปรียบเหมือนความรู้ของบุรุษ(คนที่ ๒) รู้ว่า "เปลวไฟจักดับไปในส่วนที่ ๓ (และ) ส่วนที่ ๓ ของไส้ ยังไม่ทันถึงส่วนนอกนี้ (และ นอกนี้" การที่โยคียกพระไตรลักษณ์เข้าในรูปซึ่งจำแนกโดยช่วงละ๑๐ ปี ๕ ปี ๔ ปี ๓ ปี ๒ ปี และ ๑ ปี เปรียบเหมือนความรู้ของบุรุษ (คนที่ ๓) รู้ว่า "เปลวไฟจักดับไปในระหว่างองคลีทุกองคลี ยังไม่ทันถึงระหว่างนอกนี้ (และ) นอกนี้" การที่โยคียกพระไตรลักษณ์เข้าในรูปซึ่งแบ่ง ๑ ปี ออกเป็น ๓ ส่วนและ ๖ ส่วน ตามฤดู
----------------
น. ๑๐๔๒ คัมภีร์วิสุทธิมรรค
หนึ่งๆ แล้วจำแนกเป็น ๔ เดือน และ ๒ เดือน เปรียบเหมือนความรู้ของบุรุษที่ว่า "เปลวไฟจักดับไปในระหว่างครึ่งองคลีทุกครึ่งองคลีๆ ไม่ทันถึงครึ่งองคลีนอกนี้ (และ)นอกนี้เป็นแน่" การที่โยคียกพระไตรลักษณ์เข้ในรูปซึ่งจำแนกโดยข้างแรมและข้างขึ้นและโดยกลางคืนและกลางวัน และทำคืนและวันหนึ่งเป็น - ส่วนแล้วกำหนดจำแนกโดยเวลามีตอนเช้าเป็นต้น เปรียบเหมือนความรู้ของบุรุษ (ที่รู้ ว่า "เปลวไฟจักดับไปในเส้นด้ายทุกเส้นด้าย ไม่ทันถึงเส้นด้ายนอกนี้ (และ) นอกนี้เป็นแน่" การที่โยคียกพระไตรลักษณ์ข้าในรูปซึ่งจำแนกโดยอาการมีการเดินไปข้างหน้าเป็นต้น และโดยส่วนหนึ่งๆ ในระยะของก้าวเท้าก้าวหนึ่งมีการยกเท้าขึ้นเป็นต้น เปรียบเหมือนความรู้ของบุรุษ (ที่รู้) ว่า "เปลวไฟจักดับไปในใยด้ายทุกใยด้าย ไม่ทันถึงใยด้ายนอกนี้ (และ)นอกนี้แน่แท้" ฉะนี้แล
จำแนกรูปเป็น ๔ ส่วน
[๗๑๒] ครั้นโยคียกพระไตรลักษณ์เข้าในรูปที่ถึงความแตกดับด้วยการเติบโตขึ้นตามวัยโดยอาการต่างๆ อย่างนี้แล้ว จึงจำแนกรูปนั้นนั่นแหละ ทำให้เป็น ๔ ส่วนโดยรูปมีรูปเกิดด้วยอาหารเป็นต้น แล้วยกพระไตรลักษณ์เข้าในแต่ละส่วนต่อไปอีกยกพระไตรลักษณ์เข้าในรูปเกิดด้วยอาหาร
ใน ๔ ส่วนนั้น รูปที่เกิดด้วยอาหารเป็นรูปปรากฎชัดแก่โยคีนั้น ด้วยความหิวโหยและความอิ่มเอิบ ความจริง รูปที่ตั้งขึ้นในเวลาหิวโหยเป็นรูปซูบซีด อิดโรย ผิวพรรณเศร้าหมอง ทรวดทรงเสียส่วน เหมือนตอไม้ที่ถูกไฟไหม้ และเหมือนนกกาที่ซุกซ่อนในตะกร้าถ่าน รูปที่ตั้งขึ้นในเวลาอิ่มเอิบ ก็เป็นรูปสดชื่น เปล่งปลั่ง นิ่มนวลละเอียดอ่อน น่าแตะต้อง
โยคีนั้น ครั้นกำหนดรู้รูปเกิดด้วยอาหารนั้นแล้ว จึงยกพระไตรลักษณ์ข้าในรูปนั้นอย่างนี้ว่า "รูปที่เป็นไปในเวลาหิวโหย ยังไม่ทันถึงเวลาอิ่มเอิบก็ดับเสียในเวลาหิวโหยนี้นั่นเอง ถึงแม้รูปที่ตั้งขึ้นในเวลาอิ่มเอิบ ยังไม่ทันถึงเวลาหิวโหย ก็ดับเสียใน
--------------------
ปริจเฉทที่ ๒๐ มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธินิเทศ น. ๑๐๔๓
เวลาอิ่มเอิบนี้นั่นเอง เพราะฉะนั้น แม้รูปที่เกิดด้วยอาหารนั้น ก็เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา" ดังนี้
ยกพระไตรลักษณ์ข้าในรูปเกิดด้วยฤดู
[๗๑๓] รูปที่เกิดด้วยฤดู เป็นรูปปรากฎชัดด้วยความเย็นและความร้อน เพราะว่า รูปที่ตั้งขึ้นในฤดูกาลร้อน เป็นรูปซีดเซียว อิดโรย ผิวพรรณเศร้าหมอง รูปที่ตั้งขึ้นด้วยฤดูหนาว เป็นรูปสดชื่น เปล่งปลั่ง ละเอียดอ่อน โยคีนั้นกำหนดรู้รูปที่เกิดด้วยฤดูนั้น แล้วยกพระไตลักษณ์ข้าในรูปนั้นอย่างนี้ว่า "รูปที่เป็นไปในเวลาร้อน ยังไม่ทันถึงเวลาเย็น ก็ดับเสียในเวลาร้อนนี้นั่นเอง รูปที่เป็นไปในเวลาเย็น ยังไม่ทันถึงเวลาร้อน ก็ดับเสียในเวลาเย็นนี้นั่นเอง เพราะฉะนั้น รูปที่เกิดด้วยฤดูนั้นจึงเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา" ดังนี้
ยกพระไตรลักษณ์เข้าในรูปเกิดจากกรรม
[๗๑๔] รูปที่เกิดจากกรรม เป็นรูปปรากฏชัดโดยทางทวารคืออายตนะ เพราะว่าในจักขุทวารมีรูปอยู่ ๕๔ คือ รูปเกิดจากกรรม ๓ ได้แก่ จักขุทสกะ (๑๐) กายทสกะ(๑๐) ภาวทสกะ (๑๐) และอุปัตถัมภกรูปของรูปที่เกิดจากรูปเหล่านั้น ซึ่งมีฤดูเป็นสมุฏฐาน มีจิตเป็นสมุฏฐาน และมีอาหารเป็นสมุฏฐาน อีก ๒๔ ในโสตทวารฆานทวารและชิวหาทวาร ก็ (กำหนดจำนวน) อย่างนั้น ในกายทวารมี ๔๔ ได้แก่กายทสกะ (๑๐) ภาวทสกะ (๑๐) และรูปซึ่งมีฤดูเป็นสมุฏฐานเป็นตัน (อีก ๒๔) ในมโนทวารก็มี ๕๔ เช่นกัน ได้แก่ หทยวัตถุทสกะ (๑๐) กายทสกะ (๑๐) และภาวทสกะ(๑๐) และรูปมีรูปซึ่งมีฤดูเป็นสมุฏฐานเป็นต้น (อีก ๒๔)
โยคีนั้นครั้นกำหนดรู้รูปแม้ทั้งหมดนั้นแล้วจึงยกพระไตรลักษณ์ข้าในรูปทั้งหลายนั้นอย่างนี้ว่า "รูปที่เป็นไปในจักขุทวาร ยังไม่ทันถึงโสตทวาร ก็ดับเสียในจักขุทวารนี้นั่นแล รูปที่เป็นไปในโสตทวารยังไม่ทันถึงฆานทวาร .... รูปที่เป็นไปในมานทวารยังไม่ทันถึงชิวหาทวาร ... รูปที่เป็นไปในชิวหาทวารยังไม่ทันถึงกายทวาร ... รูปที่เป็นไปในกายทวารยังไม่ทันถึงมโนทวาร ก็ดับเสียในกายทวารนี้นั่นแล เพราะฉะนั้น รูปนั้นจึงเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัดตา" ดังนี้
==========================
[full-post]
แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ