ปฏิจจสมุปบาท

[อวิชชาเป็นปัจจัยแห่งสังขาร]


       (๖๑๖) ในปัจจัย ๒๔ ที่กล่าวมานี้ อวิชชานี้นับเป็นปัจจัยแห่ง

              อภิสังขารคือบุญทั้งหลาย โดยประการ  แต่มันเป็น

              ปัจจัยแห่งอภิสังขารข้อถัดไป (คืออปุญญาภิสังขาร) โดย

              หลายประการ เป็นปัจจัยแห่งอภิสังขารข้อสุดท้าย (คือ

              อเนญชาภิสังขาร) โดยประการเดียวแล

       ในคำเหล่านั้น คำว่า "เป็นปัจจัยแห่งอภิสังขารคือบุญทั้งหลายโดยประการ ๒"

       ความว่า อวิชชาป็นปัจจัย  (แห่งปุญญาภิสังขาร) โดยประการ ๒ คือโดยเป็นอารัมมณปัจจัย ๑ โดยเป็นอุปนิสสยปัจจัย ๑ อธิบายว่า อวิชชานั้นเป็นปัจจัยโดยเป็นอารัมมณปัจจัยแห่งปุญญาภิสังขารทั้งหลายฝ่ายกามาวจร ในกาลที่พิจารณาอวิชชาโดยความสิ้นไปเสื่อมไป เป็นอารัมมณปัจจัยแห่งปุญญาภิสังขารฝ่ายรูปาวจร ในกาลที่รู้จิตอันเป็นไปกับโมหะ (ทั้งของตนและคนอื่น) ด้วยอภิญญาจิต (มีเจโตปริยญาณเป็นต้น) แต่ว่าเมื่อบุคคลบำเพ็ญบุญกิริยาวัตถุฝ่ายกามาวจรทั้งหลายมีทานเป็นต้นก็ดียังรูปาวจรฌานทั้งหลายให้เกิดขึ้นก็ดี เพื่อประโยชน์แก่การก้าวล่วงเสียซึ่งอวิชชามันก็เป็นปัจจัยโดยเป็นอุปนิสสยปัจจัยแห่งปุญญาภิสังขารทั้งสองนั้น เมื่อบุคคลปรารถนาสมบัติในกามภพและรูปภพแล้วทำบุญ (ทั้งสอง) นั้นแหละอยู่ เพราะหลงไปด้วยความไม่รู้ ก็อย่างนั้น (คืออวิชชานั้นเป็นอุปนิสสยปัจจัยแห่งปุญญาภิสังขารทั้งสองนั้นเช่นเดียวกัน)

--------------------

ปริจเฉทที่ ๑๗ ปัญญาภูมินิเทศ  น. ๙๐๕


       คำว่า "แต่มันเป็นปัจจัยแห่งอภิสังขารข้อถัดไปโดยหลายประการ" ความว่า อวิชชาย่อมเป็นปัจจัยแห่งอปุญญาภิสังขารทั้งหลายโดยหลายประการ ปุจฉาว่า เป็นอย่างไร  วิสัชนาว่า ก็อวิชชานั่นย่อมเป็นปัจจัย (แห่งอปุญญาภิสังขาร) โดยหลายประการคือ ในกาลที่ราคะเป็นต้น ปรารภอวิชชาเกิดขึ้นมันก็เป็นปัจจัยโดยเป็นอารัมมณปัจจัย ในกาลที่ทำอวิชชาให้เป็นที่หนัก (คือน้ำหนักอยู่ที่อวิชชา) (เกิดความ)พอใจขึ้น มันก็เป็นปัจจัยโดยเป็น อารัมมณาธิบดีและอารัมมณูปนิสสยะ เมื่อบุคคลผู้หลงไปด้วยความไม่รู้ไม่เห็นโทษ (ในบาป) ทำบาปทั้งหลายมีปาณาติปาตเป็นต้นเข้ามันก็เป็นอุปนิสสยปัจจัย มันเป็นอนันตระ... สมนันตระ อนันตรูปนิสสยะ อาเสวนะ นัตถิและวิคตปัจจัยแห่งชวนจิตมีชวนะดวงที่ ๒ เป็นต้นไป เมื่อบุคคลทำอกุศลทุกอย่างมันก็เป็นเหตุ สหชาตะ อัญญมัญญะนิสสยะ สัมปยุตตะ  อัตถิและอวิคตปัจจัย

       คำว่า "นับว่าเป็นปัจจัยแห่งอภิสังขารข้อสุดท้ายโดยประการเดียว" คืออวิชชา นับว่าเป็นปัจจัยโดยประการเดียวคือโดยเป็นอุปนิสสยปัจจัยเท่านั้นแห่งอเนญชาภิสังขารทั้งหลาย ก็แลความที่มันเป็นอุปนิสสยปัจจัยนั้นพึงทราบโดยนัยที่กล่าวแล้วในปุญญาภิสังขารนั่นเถิด


อวิชชาอย่างเดียวเป็นปัจจัยแห่งสังขาร

       (๖๑๗) ในบทว่า "สังขารทั้งหลายย่อมมีเพราะปัจจัยคืออวิชชา" นี้ โจทกาจารย์กล่าว (ทัก) ว่า "ก็อวิชชานี้อย่างเดียวเท่านั้นเป็นปัจจัยแห่งสังขารทั้งหลายหรือหรือว่าเป็นปัจจัยอื่น ๆ อีกก็มี" พระอาจารย์กล่าวเฉลยว่า "ก็ในข้อนี้จะพึงว่ากันอย่างไร (ดี) เล่า ผิว่าอวิชชาอย่างเดียว (เป็นปัจจัย) ไซร้ ก็ต้องเป็นพวกเอกการณวาทะ(กล่าวว่ามีเหตุอันเดียว) ซึ่งไม่ถูกต้อง หากว่า ปัจจัยอื่น ๆ อีกก็มีไซร้ เอกการณนิเทศ(คำพระบาลีที่แสดงเหตุไว้อันเดียว ว่า "อวิชชาปจฺจยา สงขารา - สังขารทั้งหลายมีเพราะปัจจัยคืออวิชชา" ก็ไม่เกิดประโยชน์ พะอาจารย์กล่าวต่อไปว่า "(แต่อันที่จริง)เอกการณนิเทศนั้นจะไม่เกิดประโยชน์หามิได้" เพราะอะไร เพราะ

              เอกผล (เกิด) แต่เอกเหตุไม่มี แม้อเนกผล (เกิด) แต่เอก

              เหตุก็ไม่มี เอกผลเล่า (เกิด) แต่อเนกเหตุก็ไม่มี แต่อรรถ

              (คือประโยชน์) ในการแสดงเอกเหตุเอกผล มีอยู่

----------------

น. ๙๐๖  คัมภีร์วิสุทธิมรรค


       จริงอยู่ ผลอย่างดียว (เกิด) แต่เหตุอันเดียวไม่มีสักอย่าง ในปัจจยาการนี้ ผลหลายอย่าง (เกิด) แต่เหตุอันเดียวก็ไม่มี ผลอย่างเดียว (เกิด) แต่เหตุหลายอันเล่าก็ไม่มี แต่ว่า ผลหลายอย่าง (เกิด) แต่เหตุหลายอันนั่นมี จริงอย่างนั้น ผลหลายอย่างได้แก่รูป กลิ่น รส เป็นต้นและหน่อ (ไม้) นั่นเกิดขึ้นแต่เหตุหลายอัน กล่าวคือฤดูดิน พืช (พันธุ์) และน้ำปรากฏอยู่ แต่การแสดงเหตุอันเดียวและผลอย่างเดียวที่พระผู้มีพระภาคทรงทำไว้ว่า "อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ" นั้นใดในการแสดงเหตุอันเดียวและผลอย่างเดียวนั้น อรรถมีอยู่ คือประโยชน์มีอยู่ แท้จริงพระผู้มีพระภาคทรงแสดงเอกเหตุบ้าง เอกผลบ้างเหมือนกัน โดยควรแก่พระเทศนาวิลาศและแก่ (อัชฌาสัยของ) เวไนยสัตว์ทั้งหลายบ้าง ในบางบท เพราะเป็นเหตุและผลประธาน บางบทเพราะเป็นเหตุปรากฏ (เป็นเด่นชัด) บางบทเพราะเป็นเหตุอสาธารณะ (เฉพาะ) ขยายความว่า พระผู้มีพระภาคตรัสเอกเหตุและเอกผลด้วยเพราะความเป็นเหตุประธานและผลประธานเช่นในบทว่า "ผสฺสปจฺจยา เวทนา" เหตุว่าผัสสะเป็นประธานแห่งเวทนา ตรัสเอกเหตุเพราะความปรากฏเช่นในคำว่า "เสมฺหสมุฏฺฐานา อาพาธา - อาพาธทั้งหลายที่มีเสมหะเป็นสมุฏฐาน"(1) เพราะว่าในอาพาธนี้ เสมหะเป็นเหตุที่ปรากฏ เหตุอื่นมีกรรมเป็นต้นไม่ปรากฏ ตรัสเอกเหตุ เพราะความเป็นเหตุ อสาธารณะ เช่นในช้อว่า "เย เกจิ ภิกฺขเว อกุสลา ธมฺมา สพฺเพ เต อโยนิโสมนสิการมูลกา ภิกษุทั้งหลาย อกุศลธรรมทั้งหลายเหล่าใดเหล่าหนึ่ง (บรรดามี) อกุศลธรรมทั้งหลายนั้นล้วนมีอโยนิโสมนสิการเป็นมูล" เพราะอโยนิโสมนสิการเป็นเหตุ อสาธารณะ เหตุอื่นๆ มีวัตถุและอารมณ์เป็นต้นเป็นเหตุสาธารณะแก่อกุศลทั้งหลายแล

       เพราะเหตุนั้น ในปัจจยาการนี้ อวิชชานี่ แม้เมื่อเหตุแห่งสังขารทั้งหลายอื่นมีวัตถุ อารมณ์และสหชาตธรรมเป็นต้นมีอยู่ ก็พึงทราบเถิดว่าพระผู้มีพระภาคทรงแสดง โดยความเป็นเหตุแห่งสังขารทั้งหลาย เพราะความที่อวิชชานั้นเป็นสังขารเหตุที่เป็นประธานแห่งสังขารเหตุอื่น ๆ มีตัณหาเป็นต้น โดยพระบาลีว่า "ตัณหาย่อมพอกพูนแก่บุคคลผู้คอยดูแต่ส่วนที่น่ายินดี (ในสังโยชนียธรรม)" เป็นต้น และโดยพระบาลีว่า "ความเกิดขึ้นแห่งอาสวะ ย่อมมีเพราะความเกิดขึ้นแห่งอวิชชา" เพราะเป็นเหตุปรากฏและเพราะเป็นเหตุอสาธารณะด้วย โดยพระบาลีว่า "ภิกษุทั้งหลาย

--------------------

(1) ดูเทียบ อง. ทสก. (ไทย) ๒๔/๖๐/๑๓๐

-------------------

ปริจเฉทที่ ๑๗ ปัญญาภูมินิเทศ  น. ๙๐๗


บุคคลผู้โง่เขลาตกอยู่ในอวิชชาย่อมสร้างปุญญาภิสังขารขึ้นบ้าง..." เป็นต้น ก็แล ประโยชน์ในการทรงแสดงเอกเหตุเอกผลในบททั้งปวง พึงทราบโดยคำเฉลยการทรงแสดงเอกเหตุเอกผล (ที่กล่าวมานั้นเทอญ)


อวิชชาเป็นเหตุแห่งสังขารฝ่ายดี

       [๖๑๘] ในบท อวิชฺชาปจุจยา สงฺขารา นี้ โจทกาจารย์กล่าวทัก(อีกประเด็นหนึ่ง) ว่า "ถึงเป็นอย่างกล่าวมานั้น (แต่) การที่อวิชชาซึ่งเป็นสิ่งมีโทษ มีผลอันไม่น่าปรารถาโดยส่วนเดียวมาเป็นปัจจัยแห่งปุญญาภิสังขารและอเนญชาภิสังขาร (ซึ่งมืผลน่าปรารถนา) จะใช้ได้ไฉน ? เพราะว่าอ้อยจะเกิดจากพืชสะเดาหาได้ไม่" พึงเฉลยว่า "ไฉนจักใช้ไม่ได้เล่า เพราะในโลกนี้

              ปัจจัยแห่ง (สภาวะ) ธรรมทั้งหลายที่ผิดกัน (กับผล) ก็ดี

              ไม่ผิดกันก็ดี ที่เหมือนกันและไม่เหมือนกัน (กับผล) ก็เช่นกัน

              ย่อมเป็นเหตุสำเร็จ (คือให้เกิดผล) ได้ แต่ธรรมเหล่านั้น

              มิได้เป็นวิบาก (แห่งปัจจัยเหล่านั้น) เลย"

       จริงอยู่ ปัจจัยที่ผิดกันโดยฐาน (ตำแหน่งที่และเวลา) สภาวะและกิจเป็นต้นแก่ (สภาวะ) ธรรมทั้งหลายก็ดี ไม่ผิดกันก็ดี ย่อมเป็นเหตุสำเร็จได้ในโลก ด้วยว่า จิตดวงก่อน ย่อมเป็นปัจจัยที่ผิดกันโดยฐานแห่งจิตดวงหลังได้ และการศึกษามีศึกษาศิลปะเป็นต้นก่อน ย่อมเป็นปัจจัยที่ผิดกันโดยฐานะแก่การทำงานมีประกอบศิลปะเป็นต้นอันเป็นไปในภายหลังก็ได้ กรรมป็นปัจจัยที่ผิดกันโดยสภาวะแห่งรูปได้ และนมสดเป็นต้น เป็นปัจจัยที่ผิดกันโดยสภาวะแห่งนมส้มเป็นต้นก็ได้ แสงสว่างเป็นปัจจัยที่ผิดกันโดยกิจแห่งจักขุวิญญาณก็ได้ และน้ำอ้อยงบเป็นต้นเป็นปัจจัยที่ผิดกันโดยกิจแห่งน้ำดอง (คือน้ำเมา) เป็นต้นก็ได้ ส่วนจักขุและรูปเป็นต้นเป็นปัจจัยที่ไม่ผิดกันโดยฐานแห่งจักขุวิญญาณเป็นต้น ชวนจิตดวงก่อนเป็นต้น เป็นปัจจัยที่ไม่ผิดกันโดยสภาวะและไม่ผิดกันโดยกิจแห่งชวนจิตดวงหลังเป็นต้น

       อนึ่ง ปัจจัยที่ผิดกันและไม่ผิดกัน (กับผล) เป็นเหตุสำเร็จได้ฉันใด แม้ปัจจัยที่เหมือนกันและไม่เหมือนกัน (กับผล) ก็เป็นเหตุสำเร็จได้ฉันนั้น จริงอยู่ รูปกล่าวคือฤดูและอาหาร ซึ่งเหมือนกันนั่นเองเป็นปัจจัยแห่งรูป พืชข้าวสาลีเป็นต้นซึ่งก็เหมือน-

------------------

น.  ๙๐๘ คัมภีร์วิสุทธิมรรค


กันนั่นแล เป็นปัจจัยแห่งเมล็ดข้าวสาลีเป็นต้น รูปซึ่งแม้ไม่มีเหมือนกัน  แต่เป็นปัจจัยแห่งอรูปได้ อรูปเล่าก็เป็นปัจจัยแห่งรูปได้ และขนโค ขนแกะ เขาสัตว์ นมส้ม งา  แป้งเป็นต้น ซึ่งไม่เหมือนกันก็เป็นปัจจัยแห่งหญ้าแพรกและตะไคร้เป็นต้นได้ แต่ปัจจยธรรมเหล่านั้นเป็นปัจจัยที่ผิดกันไม่ผิดกันและเหมือนกัน ไม่เหมือนกัน (ก็ดี)แห่งธรรมเหล่าใด ธรรมเหล่านั้นก็มิได้เป็นวิบากแห่ง (ปัจจัย) ธรรมเหล่านั้นเลย ด้วยประการดังนี้ อวิชชานี่ แม้ว่าโดยวิบาก เป็นสิ่งที่มีผลไม่น่าปรารถนาโดยส่วนเดียว และว่าโดยสภาวะก็เป็นสิ่งมีโทษ (แต่ก็) พึงทราบเถิดว่า มันเป็นปัจจัยแก่สังขารมีปุญญาภิสังขารเป็นต้นนั้นทั้งหมดได้ ด้วยสามารถเป็นปัจจัยที่ผิดกัน และไม่ผิดกันโดยฐานะ กิจ สภาวะและด้วยสามารถเป็นปัจจัยที่เหมือนกัน และไม่เหมือนกันตามควร ก็แลความที่มันเป็นปัจจัยนั้น ได้กล่าวแล้วโดยนัยว่า "ความไม่รู้ที่นับว่าอวิชชาในทุกข์เป็นต้น บุคคลใดยังละไม่ได้แล้ว บุคคลนั้นเพราะความไม่รู้ในทุกข์ก่อนและในวัตถุแห่งอวิชชาทั้งหลายมีขันธปัญจกะส่วนอดีตเป็นต้น จึงยึดเอาสังขารทุกข์ไว้โดยสำคัญว่า เป็นสุขแล้วย่อมริ (ทำ) สังขารทั้ง ๓ อย่างอันเป็นเหตุแห่งสังสารทุกข์นั้นขึ้น" ดังนี้เป็นต้นนั่นแล

       (๖๑๙)  (ต่อไป) นี้เป็นปริยายอื่นอีกปริยายหนึ่งว่า

              บุคคลใดหลงใน (เรื่อง) จุติ และอุปบาต (เรื่องสงสาร)

              ในลักษณะแห่งสังขารทั้งหลายและในปฏิจจสมุปปันน

              ธรรมทั้งหลาย บุคคลนั้นย่อมสร้างสังขารทั้ง ๓ นั้นขึ้น

       (ทั้งนี้ก็) เพราะเหตุที่อวิชชานี่เป็นปัจจัยแก่สังขารทั้งๆ นั้น หากมีคำถามว่า "ก็ไฉน บุคคลใดหลงในธรรมเหล่านั้น บุคคลนั้นจึงทำสังขารทั้งสามนั้นขึ้น" ดังนี้ไซร้ คำแก้พึ่งมีว่า "อันดับแรกบุคคลผู้หลงใน (เรื่อง) จุติ ไม่ถือเอาจุติ (โดยความจริง) ว่า "ความแตกแห่งขันธ์ทั้งหลายในภพทั้งปวง ชื่อว่ามรณะ(แต่) กำหนดใจไปว่า "สัตว์ตาย ความตายก็คือความก้าวไป (คือเคลื่อนไป) สู่ร่างอื่นแห่งสัตว์" ดังนี้เป็นต้น

       ผู้หลงในอุปบาต ไม่ถือเอาอุปบาต (โดยความจริง) ว่า "ความปรากฏขึ้นแห่งขันธ์ทั้งหลายในภพทั้งปวง ชื่อว่าชาติ" (แต่) กำหนดใจไปว่า "สัตว์เกิดขึ้น ความเกิดก็คือความปรากฏขึ้นแห่งร่างใหม่ของสัตว์" ดังนี้เป็นต้น

------------------

ปริจเฉทที่ ๑๗ ปัญญาภูมินิเทศ ๙๐๙


       ผู้หลงในสงสาร ไม่ถือเอาสงสารอย่างที่ท่านพรรณนาไว้ดังนี้ว่า :

              "ความสืบเนื่องกันแห่งขันธ์ ธาตุ และอายตนะทั้งหลาย

              เป็นไปอยู่ไม่ขาดสาย เรียกว่าสงสาร์"(1)

       (แต่)  กำหนดใจไปว่า "สัตว์ผู้นี้ไปสู่โลกอื่นจากโลกนี้ มาสูโลกนี้จากโลกอื่น" ดังนี้เป็นต้น

       ผู้หลงในลักษณะแห่งสังขารทั้งหลาย ไม่ถือเอาสภาวลักษณะ (มีรู้จักเสื่อมเป็นต้น) และสามัญญลักษณะ (มีไม่เที่ยงเป็นต้น) แห่งสังขารทั้งหลาย (แต่) กำหนดใจเอาสังขารทั้งหลาย โดยความเป็นตน โดยความเป็นของตน โดยความเป็นของยั่งยืน โดยความเป็นสุขและโดยความเป็นของงาม

       ผู้หลงในปฏิจจสมุปปันนธรรมทั้งหลาย ไม่ถือความหมุนไปแห่งปัจจุบันธรรมทั้งหลาย มีสังขารเป็นต้น เพราะปัจจยธรรมมีอวิชชาเป็นอาทิ (แต่) กำหนดใจไปว่า "อัตตาย่อมรู้บ้าง ไม่รู้บ้าง อัตตานั่นแลทำ (เอง) และใช้ (ผู้อื่น) ให้ทำด้วย ในปฏิสนธิก็อัตตานั่นแลเกิดขึ้น ผู้บันดาลมีอณุและพระอิศวรเป็นต้นจัดแจงร่างให้อัตตานั้นโดย (แต่งให้) เป็นกลละเป็นต้น (จน) ทำอินทรีย์ทั้งหลายให้ครบครัน อัตตานั้นมีอินทรีย์ครบครันแล้วจึงสัมผัสได้ รู้ (อารมณ์) ได้ อยากเป็น ยึดถือเป็น พยายามเป็นนั้นย่อมมีในภพอื่นอีก" ดังนี้บ้าง ว่า "สัตว์ทั้งปวงแปรเปลี่ยนไปตามวาระ คือความเป็นไปตามโชคเคราะห์"*(2) ดังนี้บ้าง

       บุคคลนั้นอันอวิชชาทำให้เป็นคนบอดแล้วกำหนดใจไปอย่างนั้นอยู่ ก็ย่อมก่อสังขารเป็นบุญบ้าง ไม่เป็นบุญบ้าง เป็นอเนญชาบ้างขึ้น เปรียบเหมือนคนตาบอดเที่ยวไปบนแผ่นดิน ก็ย่อมเดินไปถูกทางบ้าง ผิดทางบ้าง ที่ดอนบ้าง ที่ลุ่มบ้าง ที่ราบบ้างที่ขรุขระบ้าง ฉะนั้น เพราะเหตุนั้น พระอาจารย์จึงกล่าวคำเป็นคาถานี้ไว้ (ความ) ว่า :

              เปรียบเหมือนคนตาบอดแต่กำเนิด ไม่มีคนจูง บางทีก็

              เดินไปตามทาง บางทีก็เดินไปนอกทางบ้าง ฉันใดก็ดี

              คนเขลาผู้ท่องเที่ยวอยู่ในสงสารไม่มีผู้ชักนำ บางคราวก็

              ทำบุญ บางคราวก็ทำกรรมที่ไม่ใช่บุญบ้าง ฉันนั้น ต่อเมื่อ

--------------------

(1) ที.ม.อ. (บาลี) ๒/๙๕/๙๔ 

(2) ที่.สี. (ไทย) ๙/๑๖๘/๕๕. สํข. (ไทย) ๑๗/๒๑๒/๒๙๐

------------------

น. ๙๑๐ คัมภีร์วิสุทธิมรรค


              ใดเขาจักรู้ธรรมแล้วตรัสรู้สัจจะได้ เมื่อนั้น เพราะอวิชชา

              สงบไป เขาจึงจักเป็นอุปสันตบุคคลไปได้ นี่เป็นวิตถารกถา

              ในบทว่า "อวิชชาปจฺจยา สงขารา"

--------------///------------------

[full-post]

คัมภีร์วิสุทธิมรรค,วิสุทธิมรรค,ปฏิจจสมุปบาท,อวิชชา,

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.