สังขารเป็นปัจจัยแห่งวิญญาณ

       [๖๒๐]  (ต่อไปนี้เป็น) วิตถาร(ความพิสดาร)ในบท "สงฺขารปจฺจยา วิญฺณาณํ"

       คำว่า วิญญาณ ได้แก่ วิญญาณ ๖ มีจักขุวิญญาณเป็นต้น ในวิญญาณ ๖ นั้น จักขุวิญญาณ มี ๒ อย่าง คือ จักชุวิญญาณที่เป็นกุศลวิบากและที่เป็นอกุศลวิบาก โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ ก็อย่างนั้น มโนวิญญาณมี ๒๒ คือ มโนธาตุ ๒ ที่เป็นกุศลวิบากและอกุศลวิบาก มโนวิญญาณธาตุที่เป็นอเหตุกะ ๓ กามาวจรวิปากจิตเป็นสเหตุกะ ๘ รูปาวจจิต ๕ อรูปาวจรจิต ๔ ดังนี้ จึงเป็นอันรวมวิปากวิญญาณฝ่ายโลกิยะทางวิญญาณ ๖ นี้ ทั้งหมดด้วยกันได้ ๓๒ ส่วนวิญญาณฝ่ายโลกุตตระทั้งหลายใช้ไม่ได้ในกถาว่าด้วยวัฏฏะ เพราะฉะนั้นจึงไม่ถือเอา

       ในบทว่า วิญญาณมีเพราะปัจจัยคือสังขาร นั้น หากมีคำถามว่า "ก็ข้อนี้จะพึงทราบได้อย่างไรว่า วิญญาณมีประการดังกล่าวมานี้ ย่อมมีเพราะปัจจัยคือสังขาร" แก้ว่า"ทราบได้ เพราะเมื่อไม่มีกรรมที่ก่อไว้ วิบากก็ไม่มี" แท้จริง วิญญาณนั่นเป็นวิบาก อันวิบากในเมื่อไม่มีกรรมที่ก่อไว้ ย่อมไม่เกิดขึ้น  ผิว่า  มันจะพึงเกิดขึ้นได้ โดยไม่อาศัยกรรมไซร้ วิปากวิญญาณทุกอย่างก็จะพึงเกิดขึ้นแก่สัตว์ทุกจำพวกได้ (นะซิ)แต่มันไม่เกิดดอก (ในเมื่อไม่มีกรรมที่ก่อไว้)" เพราะเหตุนั้น จึงทราบข้อว่า วิญญาณนี้ย่อมมีเพราะปัจจัยคือสังขารนั้นได้

       หากมีถามว่า "วิญญาณไหนย่อมมีเพราะปัจจัยคือสังขารไหน" ดังนี้ไซร้ พึงตอบว่า "อันดับแรก วิญญาณ ๑๖ ดวง คือวิญญาณมีจักขุวิญญาณเป็นต้นที่เป็นกุศลวิบาก ๕ มโนธาตุ ๑ และมโนวิญญาณธาตุ ๒ (ที่มา) ในมโนวิญญาณ กามาวจรวิปากวิญญาณ ๘ ย่อมมี เพราะปัจจัยคือปุญญาภิสังขารฝ่ายกามาวจร ดังพระบาลีว่า "เพราะกรรมที่เป็นกุศลฝ่ายกามาวจร อันบุคคลทำไว้แล้ว ก่อไว้แล้ว จักขุวิญญาณโสตวิญญาณ มานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ ที่เป็นวิบากจึงเกิดขึ้น

----------------

ปริจเฉทที่ ๑๗ ปัญญาภูมินิเทศ  น. ๙๑๑


มโนธาตุที่เป็นวิบากจึงเกิดขึ้น มโนวิญญาณธาตุที่เป็นโสมนัสสสหรคตจึงเกิดขึ้น มโนวิญญาณธาตุที่เป็นอุเปกขาสหรคตจึงเกิดขึ้น มโนวิญญาณธาตุที่เป็นโสมนัสสสหรคตญาณสัมปยุตจึงเกิดขึ้น ...ที่เป็นโสมนัสสสหรคตญาณสัมปยุต เกิดพร้อมกับสังขารที่เป็นโสมนัสสสหรคตญาณวิปปยุตจึงเกิดขึ้น ...ที่เป็นโสมนัสสสหรคตญาณวิปปยุตเกิดขึ้นพร้อมสังขาร ..ที่เป็นอุเปกขาสหรคตญาณสัมปยุดจึงเกิดขึ้น ...ที่เป็นอุเปกขาสหรคตญาณสัมปยุตจึงเกิดขึ้นพร้อมกับสังขาร ที่เป็นอุเปกขาสหรคตญาณวิปปยุตจึงเกิดขึ้น ...ที่เป็นอุเปกขาสหรคตญาณวิปปยุตเกิดขึ้นพร้อมกับสังขาร ดังนี้

       ส่วนรูปาวจรวิปากวิญญาณ ๕ ดวง มีเพราะปัจจัยคือปุญญาภิสังขารฝ่ายรูปาวจร ดังพระบาลีว่า "เพราะกรรมที่เป็นกุศลฝ่ายรูปาวจรนั้นนั่นแล อันบุคคลทำไว้แล้วก่อไว้แล้ว โยคาวจรบุคคล สงัดจากกามทั้งหลาย ฯลฯ เข้าถึงปฐมฌาน ฯลฯปัญจมฌานอันเป็นวิบากอยู่"(1) ดังนี้

       (รวม) วิญญาณ ๒, ดวง ย่อมมีเพราะปัจจัยคือปุญญาภิสังขาร ฉะนี้ ส่วนวิญญาณ " ดวง ดังนี้คือ วิญญาณมีจักชุวิญญาณเป็นตัน ที่เป็นอกุศลวิบาก ๕ มโนธาตุ 1 มโนวิญญาณธาตุ , ย่อมมีเพราะปัจจัยคืออปุญญาภิสังขารดังพระบาลีว่า "เพราะกรรมเป็นอกุศล อันบุคคลทำไว้แล้ว ก่อไว้แล้ว จักขุวิญญาณโสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณอันเป็นวิบากจึงเกิดขึ้น มโนธาตุที่เป็นวิปากมโนวิญญาณธาตุ ที่เป็นวิบากจึงเกิดขึ้น"*(2) ดังนี้

       ส่วนวิญญาณ ๔ ดวง ดังนี้คือ วิญญาณที่เป็นอรูปวิบาก ๔ ย่อมมีเพราะปัจจัยคืออเนญชาภิสังขาร ดังพระบาลีว่า "เพราะกรรมที่เป็นกุศลฝ่ายอรูปาวจรนั้นนั่นแลอันบุคคลทำไว้แล้ว ก่อไว้แล้ว เพราะก้าวล่วงรูปสัญญาทั้งหลายเสียได้โดยประการทั้งปวงจึงเข้าถึงวิญญาณอันสหรคตด้วยอากาสานัญจายตนสัญญา วิญญาณัญจายตนสัญญา อากิญจัญญายตนสัญญา เนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา ซึ่งเป็นวิบากอยู่ เพราะละสุขและทุกข์ได้จึงเข้าจตุตถฌานอยู่"(3)" ดังนี้

---------------

(1) อภิ.ส. (ไทย) ๓๔/๔๙๙/๑๓๗ 

(2) อภิ.สง. (ไทย) ๓๔/๕๕๖/๑๖๐

(3) อภิ.สง. (ไทย) ๓๔/๕0๑/๑๓๘

------------------------

น. ๙๑๒  คัมภีร์วิสุทธิมรรค


ความเป็นไปแห่งวิญญาณ

       [๖๒๑] วิญญาณใด ย่อมมีเพราะปัจจัยคือสังขารใดแล้ว บัดนี้ พึงทราบปวัตติ (ความเป็นไปเรื่องราว) แห่งวิญญาณนั้นดัง (ต่อไป) นี้

       ก็วิญญาณทั้งปวงนี้แหละ ย่อมเป็นไปโดยส่วน ๒ ด้วยอำนาจแห่งปวัตติ (ความเป็นไปส่วน ต่อแต่ปฏิสนธิไป และ (ส่วนตอน) ปฏิสนธิ ใน ๒ ส่วนนั้น วิญญาณ ๑๓ ดวงนี้ คือ ปัญจวิญญาณ ๒ (เป็น ๑๐) มโนธาตุ ๒ อเหตุกมโนวิญญาณธาตุที่เป็นโสมนัสสสหรคต (๑) ย่อมเป็นไปในส่วนปวัตติกาลในปัญจโวการภพเท่านั้น วิญญาณที่เหลือ ๑๙ ดวง เป็นไปทั้งในส่วนปวัตติกาลทั้งในส่วนปฏิสนธิกาลตามสมควรใน ๓ ภพ (คือปัญจโวการภพ จตุโวการภพ (และเอกโวการภพ-ได้เฉพาะปฏิสนธิกรรมชรูปเท่านั้น) )

       ปุจฉาว่าเป็นอย่างไร ?


ส่วนปวัตติ

       วิสัชนาว่า ในอรรถกถามัชฌิมนิกายกล่าวไว้ว่า "อันดับแรกวิญญาณ ๕ มีจักขุวิญญาณเป็นต้นฝ่ายกุศลวิบาก ปรารภอารมณ์มีรูปเป็นต้น ที่มาปรากฏทางทวารมีจักขุทวารเป็นต้น ของบุคคลผู้เกิดมาด้วยกุศลวิบาก หรือด้วยอกุศลวิบากก็ตาม ที่มีอินทรีย์เข้าถึงความแก่กล้าแล้วตามลำดับ เป็นอิฏฐารมณ์ก็ตาม อิฏฐมัชฌัตตารมณ์ก็ตาม อาศัยประสาทมีจักษุประสาทเป็นอาทิ ก็ยังกิจคือการเห็น การได้ยิน การดมการลิ้ม การสัมผัสให้สำเร็จเป็นไป วิญญาณ ๕ ฝ่ายอกุศลวิบากก็เป็นอย่างนั้น เป็นแต่อารมณ์ของอกุศลวิปากวิญญาณเหล่านั้น เป็นอนิฏฐารมณ์ (เท่า) นี้เองเป็นความแปลกกัน จริงอยู่ วิญญาณทั้ง ๑๐ นั่นก็มีทวาร อารมณ์วัตถุและฐานคงตัว และมีกิจตายตัวอยู่เท่านั้นเอง  ต่อนั้น มโนธาตุที่เป็นกุศลวิบากในลำดับแห่งวิญญาณทั้งหลาย มีจักขวิญญาณเป็นต้นที่เป็นกุศลวิบาก ปรารภอารมณ์ของวิญญาณเหล่านั้นแหละ อาศัยหทยวัตถุก็ยังสัมปฏิจฉนกิจให้สำเร็จเป็นไปมโนธาตุฝ่ายอกุศลวิบาก ในลำดับแห่งกุศลวิปากวิญญาณทั้งหลายก็เป็นไปอย่างนั้น ก็แต่ว่ามโนธาตุคู่นี้มีทวารและอารมณ์ไม่แน่ แต่มีวัตถุและฐานคงตัวและกิจก็ตายตัว ส่วนอเหตุกมโนวิญญาณธาตุ ที่ป็นโสมนัสสสหรคตในลำดับแห่งกุศลวิบากมโนธาตุ ก็ปรารภอารมณ์แห่งกุศลวิบากมโนธาตุนั้นแหละ อาศัยหทยวัตถุ ยังสันตีรณกิจให้สำเร็จ ตัดวิถีภวังค์ในที่สุด แห่งชวนะที่สัมปยุตด้วยโลภะโดยมาก แห่งเหล่าสัตว์จำพวก-

---------------------

ปริจเฉทที่ ๑๗ ปัญญาภูมินิเทศ  น. ๙๑๓


กามาวจร ในเมื่ออารมณ์นั้นเป็นอารมณ์มีกำลังในทวารทั้ง ๖ เป็นไปวาระเดียวบ้างสองวาระบ้าง ด้วยอำนาจแห่งตทารัมมณะในอารมณ์ที่ชวนะยึดไว้" ดังนี้ แต่ในอรรถกถาพระอภิธรรม วารจิตในตทารัมมณะมาเป็น ๒ (วาระเดียวไม่มี) ก็แล จิตดวงนี้มี ๒ ชื่อ คือ ชื่อว่าตทารัมมณะ และชื่อว่าปิฏฐิภวังค์ (มีภวังค์แอบหลัง) และเป็นจิต มีทวารและอารมณ์ไม่แน่ แต่มีวัตถุคงตัว มีฐานและกิจไม่ตายตัวแล

       วิญญาณ ๑๓ ดวง พึงทราบว่า เป็นไปในส่วนปวัตติในปัญจโวการภพเท่านั้นดังกล่าวมาฉะนี้ก่อน

       ในวิญญาณ ๑๙ ที่เหลือเล่า วิญญาณอะไรๆ ไม่เป็นไปโดยปฏิสนธิ (กิจ) อันควรแก่ตนก็หามิได้ แต่ในส่วนปวัตติ อันดับแรกอเหตุกมโนวิญญาณธาตุอันเป็นกุศลวิบากและอกุศลวิบากทั้ง ๒ ยังกิจ ๕ ให้สำเร็จ คือ ยังสันตีรณกิจในลำดับแห่งกุศลอกุศลวิบากมโนธาตุในปัญจทวารให้สำเร็จ ยังตทารัมมณกิจในทวาร ๖ โดยนัยที่กล่าวในตอนต้นให้สำเร็จ เมื่อจิตตุปบาทที่เข้าไปตัดภวังค์ไม่มี ก็ยังภวังคกิจเบื้องหน้าแต่ปฏิสนธิที่ตนให้แล้วให้สำเร็จ และยังจุติกิจในมั้นปลายให้สำเร็จ เป็นวิญญาณธาตุที่มีวัตถุคงตัว แต่มีทวาร อารมณ์ ฐานและกิจไม่คงตัวเป็นไป

       สเหตุกจิตฝ่ายกามาวจร ๘ ยังกิจ ๔ ให้สำเร็จ คือยังตทารัมมณกิจในทวาร ๖ โดยนัยที่กล่าวแล้วนั่นแหละให้สำเร็จ เมื่อจิตตุปบาทที่เข้าไปตัดภวังค์ไม่มี ก็ยังภวังคกิจเบื้องหน้าแต่ปฏิสนธิที่ตนให้แล้วให้สำเร็จ และยังจุติกิจในขั้นปลายให้สำเร็จ เป็นจิตนอกนี้มีวัตถุคงตัว แต่ทวาร อารมณ์ ฐานและกิจไม่คงตัวเป็นไป

       รูปาวจรวิญญาณ ๕ และอรูปาวจรวิญญาณ ๔ ยังกิจ ๓ ให้สำเร็จ คือเมื่อจิตตุปบาทที่เข้าไปตัดภวังค์ไม่มี ก็ยังภวังคกิจเบื้องหน้าแต่ปฏิสนธิที่ตนให้แล้วให้สำเร็จเป็นไป และยังจุติกิจในขั้นปลายให้สำเร็จเป็นไป ในจิต ๓ ประเภทนั้น รูปาวจรจิตทั้งหลายมีวัตถุทวารและอารมณ์คงตัว แต่ฐานและกิจไม่คงตัว ส่วนอรูปาวจรจิตทั้งหลายนอกนี้มีวัตถุคงตัว(วัตถุอะไร?!!!) อารมณ์คงตัว แต่ฐานและกิจไม่คงตัวเป็นไปแล

       วิญญาณทั้ง ๓๒ ดวง ย่อมเป็นไปเพราะสังขารเป็นปัจจัยในส่วนปวัตติ ดังกล่าวมาฉะนี้ก่อน สังขารนั้นๆ เป็นปัจจัยโดยเป็นกัมมปัจจัยและเป็นอุปนิสสยปัจจัยแก่วิปาก-วิญญาณ ๓๒ ดวงนั้นในปวัตดินั้น

-------------------

น. ๙๑๔  คัมภีร์วิสุทธิมรรค


ส่วนปฏิสนธิ

       (๖๒๒] ส่วนคำใดที่ข้าพเจ้ากล่าวไว้ว่า "ในวิญญาณ ๑๙ ที่เหลือเล่า วิญญาณอะไร ๆ ไม่เป็นไปโดยปฏิสนธิ (กิจ) อันควรแก่ตนก็หามิได้" คำนั้นยังรู้ได้ยาก เพราะเป็นคำสังเขปนัก เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจะกล่าวเพื่อแสดงวิตถารนัยแห่งปฏิสนธิวิญญาณนั้น (ต่อไป) โดยตั้งปัญหาว่า

       (๑) ปฏิสนธิมีกี่อย่าง ?

       (๒) ปฏิสนธิจิตมีเท่าไร ?

       (๓) ปฏิสนธิย่อมมีในภพไหนด้วยจิตอะไร ?

       (๔) อะไรเป็นอารมณ์ของปฏิสนธิ ?


คำตอบมีว่า

       (๑) ปฏิสนธิมี ๒๐ ทั้งปฏิสนธิของอสัญญีสัตว์ (คือโดยปฏิสนธิจิตก็มีเพียง ๑๙ แต่นับปฏิสนธิของพวกอสัญญีเข้าด้วยจึงเป็น ๒๐)

       (๒) ปฏิสนธิจิตมี ๑๙ ประการดังกล่าวแล้วนั่นแหละ

       (๓) ในปฏิสนธิจิต ๑๙ นั้น ปฏิสนธิในอบายทั้งหลายย่อมมีด้วยอเหตุกมโนวิญญาณธาตุที่เป็นอกุศลวิบาก ปฏิสนธิแห่งพวกคนบอดแต่กำเนิดคนหูหนวกแต่กำเนิด คนบ้าแต่กำเนิด คนใบ้แต่กำเนิด และคนกะเทยทั้งหลาย ในมนุษยโลก ย่อมมีด้วยอเหตุกมโนวิญญาณธาตุที่เป็นกุศลวิบาก ปฏิสนธิแห่งเหล่าสัตว์ผู้มีบุญในพวกเทพชั้นกามาวจรก็ดี ในพวกมนุษย์ก็ดี ย่อมมีด้วยสเหตุกกามาวจรวิปากจิต ๘ ปฏิสนธิในโลกรูปพรหม ย่อมมีด้วยรูปาวจรวิบาก ปฏิสนธิในโลกอรูปพรหมย่อมมีด้วยอรูปาวจรวิปากจิต ๔ ก็แล ปฏิสนธิย่อมมีในภพไร ด้วยจิตไรดังกล่าวมาฉะนี้ ปฏิสนธินั้นแล ชื่อว่า ปฏิสนธิอันควรแก่วิญญาณนั้น

       (๔) ส่วนอารมณ์ของปฏิสนธิ มี ๓ คือ อตีตารมณ์ ปัจจุปปันนารมณ์ และนวัตตัพพารมณ์ (คือ อารมณ์ที่ไม่ควรจะกล่าวได้ว่าเป็นอดีตหรือปัจจุบัน) (แต่) ปฏิสนธิของพวกอสัญญีเป็นอนารมณ์ (คือไม่มีอารมณ์) แล

--------------------

ปริจเฉทที่ ๑๗ ปัญญาภูมินิเทศ น. ๙๑๕


ในอารมณ์ ๓ นั้น อารมณ์ของปฏิสนธิแห่งสัตว์ชั้นวิญญาณัญจายตนะและชั้นเนวสัญญานาสัญญายตนะ เป็นอตีตารมณ์อย่างเดียว แห่งสัตว์ชั้นกามาวจร ๑๐ เป็นอดีตารมณ์บ้าง เป็นปัจจุปปันนารมณ์บ้าง แห่งสัตว์ที่เหลือเป็นนวัตตัพพารมณ์แท้

       อนึ่ง ปฏิสนธิที่เป็นไปในอารมณ์ ๓ อยู่ดังนี้ ก็ย่อมเป็นไปในลำดับแห่งจุติจิตซึ่งมีอารมณ์ป็นอตีตารมณ์บ้าง เป็นนวัตตัพพารมณ์บ้างเท่านั้น เพราะธรรมดาว่าจุติจิตเป็นปัจจุปปันนารมณ์หามีไม่ เหตุใด เพราะเหตุนั้น บัณฑิตจึงควรทราบอาการเป็นไปแห่งปฏิสนธิอันมีอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งในอารมณ์ ๓ ในอันดับแห่งจุติซึ่งมีอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งใน อารมณ์ - ด้วยอำนาจแห่งสุคติและทุคติ (ต่อไป) ข้อนี้เป็นฉันใด

       [๖๒๓] อันดับแรก บาปกรรมตามที่ตนสะสมไว้บ้าง กรรมนิมิตบ้าง ย่อมมาสู่คลองในมโนทวารของบุคคลผู้ตั้งอยู่ในสุคติชั้นกามาวจร (แต่) เป็นคนมีบาปกรรม ซึ่ง(เจ็บหนัก) นอนอยู่บนเตียงมรณะ (ทั้งนี้ โดยพระบาลี ว่า "ในสมัยนั้น กรรมทั้งหลาย(ที่ตนทำไว้ก่อน) นั้น ย่อมเกาะอยู่ (ในจิต) ของบุคคล (ผู้ใกล้ตาย) นั้น"(1) ดังนี้เป็นต้น จุติจิตทำอารมณ์แห่งภวังค์ ให้เป็นอารมณ์เกิดขึ้นในลำดับแห่งชวนวิถีอันปรารภกรรมหรือกรรมนิมิตนั้นเกิดขึ้น มีตทารัมมณะเป็นสุดท้าย ครั้นจุติจิตนั้นดับแล้วปฏิสนธิจิตอันกำลังแห่งกิเลสที่ยังตัดไม่ได้ ชักนำถลำเข้าไปทางทุคติ ก็ปรารภกรรมหรือกรรมนิมิตที่มาปรากฏ (มโนทวาร) นั้นและเกิดขึ้น นี่เป็นปฏิสนธิมีอารมณ์เป็นอดีต (เกิด) ในลำดับแห่งจุติซึ่งมีอารมณ์เป็นอดีต (ด้วยกัน)

       ในมรณสมัย (เวลาใกล้จะตาย) ทุคตินิมิตมีวรรณรูปแห่งเปลวเพลิงเป็นต้น ในทุคติทั้งหลายมีนรกเป็นอาทิ  ย่อมมาปรากฎในมโนทวารของบุคคลผู้มีบาปกรรมอีกคนหนึ่ง ด้วยอำนาจแห่งกรรมมีประการดังกล่าวแล้ว ครั้นภวังคจิตเกิดขึ้นแล้วดับไป ๒ วาระ วิถีจิต ๓ อย่าง คือ อาวัชชนะ ๑ ชวนะ (เพียง) ๕ เพราะเป็นจิตมีกำลังอ่อนด้วยความที่มรณะใกล้เข้ามา ตทารัมมณะ ๒ ปรารภอารมณ์นั้น เกิดขึ้นแก่ต่อนั้นจุติจิต ๑ ดวงทำอารมณ์ของภวังค์ให้เป็นอารมณ์เกิดขึ้น ขณะจิต ๑๑ (คือภวังค์ ๑ อาวัชชนะ ๑ ชวนะ ๕ ตทารัมมณะ ๒ จุติ ๑) เพียงนี้นับว่าเป็นอดีต ลำดับนั้น ปฏิสนธิจิตเกิดขึ้นแก่บุคคลนั้นในอารมณ์นั้นนั่นแหละ ซึ่งมีอายุชั่ว-

---------------

(1) ม.อุ. (ไทย) ๑๔/๒๔๘/๒๙๓

---------------

น. ๙๑๖ คัมภีร์วิสุทธิมรรค


๕ ขณะจิตที่เหลือ ปฏิสนธินี้เป็นปฏิสนธิมีอารมณ์ป็นปัจจุบัน ในลำดับแห่งจุติซึ่งมีอารมณ์เป็นอดีต

       ในมรณสมัย อารมณ์ทรามอันเป็นเหตุแห่งกิเลสมีราคะเป็นต้น มาสู่คลองในทวาร ๕ ทวารใดทวารหนึ่งของบุคคลอีกคนหนึ่ง ชวนะ(เพียง) ๕ เพราะเป็นจิต มีกำลังอ่อนด้วยความที่มรณะใกล้เข้ามา และตทารัมมณะ ๒ เกิดขึ้นแก่บุคคลนั้นในที่สุดแห่งโวฏฐัพพนะอันเกิดขึ้นตามลำดับ ต่อนั้น จุติจิต ๑ ดวง ทำอารมณ์ของภวังค์ให้เป็นอารมณ์เกิดขึ้น ก็แลขณะจิต ๑๕ คือ ภวังค์ ๒ อาวัชชนะ (๑) ทัสสนะ(เห็น ๑) สัมปฏิจฉนะ (๑) สันตีรณะ (๑) โวฏฐัพพนะ (๑) ชวนะ ๕ ตทารัมมณะ ๒ จุติจิต ๑ เพียงนั้นนับว่าเป็นอดีต ลำดับนั้น ปฏิสนธิจิตเกิดขึ้นในอารมณ์นั้นนั่นแหละซึ่งมีอายุชั่วขณะจิต ๑ ที่เหลือ แม้ปฏิสนธินี้ก็เป็นปฏิสนธิมีอารมณ์เป็นปัจจุบัน (เกิด)ในลำดับแห่งจุติซึ่งมีอารมณ์เป็นอดีต

       นี่เป็นอาการเป็นไปแห่งทุคติปฏิสนธิอันมีอารมณ์ป็นอดีตบ้าง ปัจจุบันบ้าง (เกิด)

       ในลำดับแห่งสุคติจุติ ซึ่งมีอารมณ์เป็นอดีตเท่านี้ก่อน

       สำหรับผู้ตั้งอยู่ในทุคติ (แต่ มีกรรมอันไม่มีโทษได้สั่งสมไว้ คำทั้งปวง 

       [๖๒๔] บัณฑิตก็พึงทราบโดยนัยก่อนนั้นแล โดยบรรจุคำฝ่ายขาวลง (แทน) ในคำฝ่ายคำเช่นว่า "กรรมไม่มีโทษนั้นบ้าง กรรมนิมิตบ้าง ย่อมมาปรากฏในมโนทวารเป็นต้นตามนัยก่อนเถิด นี่เป็นอาการเป็นไปแห่งสุคติและปฏิสนธิอันมีอารมณ์เป็นอดีตและปัจจุบัน(เกิด) ในลำดับแห่งทุคติจุติ ซึ่งมีอารมณ์เป็นอดีต"

       [๖๒๕] ข้างฝ่ายผู้ตั้งอยู่ในสุคติมีกรรมอันไม่มีโทษได้สั่งสมไว้ (เจ็บหนัก) นอนอยู่บนเตียง มรณกรรมไม่มีโทษตามที่ได้สั่งสมไว้บ้าง กรรมนิมิตบ้าง ย่อมมาปรากฏในมโนทวาร (ทั้งนี้) โดยพระบาลี (กล่าวไว้) ว่า "ในสมัยนั้น อนวัชชกรรมทั้งหลาย(ที่ตนสั่งสมไว้ก่อน) นั้นย่อมเกาะอยู่ (ในจิต) ของบุคคล (ผู้ใกล้ตาย) นั้น"(1) ดังนี้เป็นตัน ก็แต่ว่า ข้อที่ไม่กำหนดแน่ว่า อนวัชชกรรมหรือกรรมนิมิตจะมาปรากฏทางมโนทวารนั้น สำหรับผู้สั่งสมอนวัชชกรรมฝ่ายกามาวจรไว้เท่านั้น ส่วนผู้สั่งสมมหัคคตกรรมไว้ มีแต่กรรมนิมิตอย่างเดียวมาปรากฏทาง (มโนทวาร) จุติจิตทำอารมณ์แห่งภวังค์ให้เป็นอารมณ์เกิดขึ้นในลำดับแห่งชวนวิถีมีตทารัมมณะเป็น-

-----------------

(1) ดูเทียบ ม. อุ, (ไทย) ๑๔/๒๕๕/๓๐๑

---------------

ปริจเฉทที่ ๑๗ ปัญญาภูมินิเทศ น. ๙๑๗


สุดท้าย หรือชวนวิถีล้วน (ไม่มีตทารัมมณะ ซึ่งปรารภกรรมหรือกรรมนิมิตนั้นเกิดขึ้น ครั้นจุติจิตนั้นดับไปแล้ว ปฏิสนธิจิตอันกำลังแห่งกิเลสที่ยังตัดไมได้ชักนำเข้าไปทางสุคติ ก็ปรารภกรรมหรือกรรมนิมิตที่มาปรากฏทาง (มโนทวาร) นั้นแลเกิดขึ้นนี่เป็นปฏิสนธิเป็นอตีตารมณ์บ้าง เป็นนวัตตัพพารมณ์บ้าง (เกิด ในลำดับแห่งจุติซึ่งมีอารมณ์เป็นอดีต

       บุคคลมีอนวัชชกรรมได้สั่งสมไว้อีกผู้หนึ่ง ในมรณสมัย มีสุคตินิมิตได้แก่วรรณรูปแห่งท้องมารดาในมนุษยโลกบ้าง ได้แก่วรรณรูปแห่งอุทยาน วิมานและกัลปพฤกษ์เป็นต้นในเทวโลกบ้าง มาปรากฏทางในมโนทวาร ด้วยอำนาจแห่งอนวัชชกรรม กามาวจรปฏิสนธิจิตเกิดแก่บุคคลนั้นในลำดับแห่งจุติจิตตามลำดับจิตที่แสดงมาแล้วใน (ตอนว่าด้วย) ทุคตินิมิตนั่นแล นี่เป็นปฏิสนธิที่เป็นปัจจุบันอารมณ์ (เกิด)ในลำดับแห่งจุติซึ่งเป็นอดีตารมณ์

       อีกผู้หนึ่ง ในมรณสมัย พวกญาติย่อมทำอารมณ์ในปัญจทวารบอกว่า "นี่แนะพ่อพุทธบูชาเราทำเพื่อประโยชน์แก่ท่าน ท่านจงยังจิตให้เสื่อมใสเถิด" ดังนี้บ้าง รูปารมณ์โดยเป็นเครื่องบูชา คือ มีช่อดอกไม้ และธงไชย ธงแผ่นผ้า เป็นต้น สัททารมณ์โดยเป็นการฟังธรรมและการบูชาด้วยเสียงดนตรีเป็นต้นบ้าง คันธารมณ์โดยเป็นกลิ่นธูปและเครื่องอบเป็นต้นบ้าง รสารมณ์โดยเป็นเครื่องลิ้มมีน้ำผึ้งและน้ำอ้อยเป็นต้น (โดย)บอกว่า "แน่ะพ่อ เชิญท่านชิมนี่ดู เป็นไทยธรรม ที่เราจะพึงให้เพื่อประโยชน์แก่ท่าน" ดังนี้บ้าง โผฏฐัพพารมณ์ โดยเป็นผ้ามีผ้าเมืองนอกและผ้าเมืองแขกเป็นต้น (โดย)บอกว่า "แน่ะพ่อ เชิญแตะนี่ดู เป็นไทยธรรมที่เราจะพึงให้เพื่อประโยชน์แก่ท่าน" ดังนี้บ้าง น้อมเข้าไปให้ ด้วยความที่มรณะใกล้เข้ามา ชวนะ ๕ และตทารัมมณะ ๒ เกิดขึ้นแก่บุคคลนั้นในที่สุดแห่งโวฏฐัพพนะที่เกิดขึ้นตามลำดับในอารมณ์มีรูปเป็นต้น ที่มาปรากฏทางทวารนั้น เพราะภาวะที่ตนมีกำลังอ่อน ต่อนั้นจุติจิตดวง ๑ ทำอารมณ์แห่งภวังค์ให้เป็นอารมณ์เกิดขึ้น ในที่สุดแห่งจุติจิตนั้น ปฏิสนธิจิตก็เกิดขึ้นในอารมณ์นั้นแหละซึ่งตั้งอยู่ชั่วขณะจิตเดียว แม้ปฏิสนธินี้ก็เป็นปฏิสนธิเป็นปัจจุบันอารมณ์ (เกิด) ในลำดับแห่งจุติซึ่งเป็นอตีตารมณ์

       [๖๒๖] ส่วนอีกผู้หนึ่ง สถิตอยู่ในสุคติสำหรับบุคคลผู้ได้มหัคคตวิบากด้วยอำนาจฌานมีปฐวีกสิณฌานเป็นอาทิ ในมรณสมัย กามาวจรกุศลกรรม กรรมนิมิตคตินิมิตอย่างใดอย่างหนึ่งบ้าง นิมิตมีปฐวีกสิณเป็นต้น หรือมหัคคตจิต มาปรากฏในมโนทวาร หรือมิฉะนั้นอารมณ์ประณีตอันเป็นเหตุเกิดกุศลมาปรากฏในจักขุทวาร-

------------------

น. ๙๑๘ คัมภีร์วิสุทธิมรรค


หรือโสตทวารอันใดอันหนึ่ง ชวนะ (เพียง) เพราะเป็นจิตมีกำลังอ่อนด้วยความที่มรณะใกล้เข้ามา เกิดขึ้นแก่บุคคลผู้นั้น ในที่สุดแห่งโวฏฐัพพนะที่เกิดขึ้นตามลำดับเพราะตทารัมมณะย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้เข้าถึงคติมหัคคตทั้งหลาย เหตุนั้น จุดิจิตดวง ๑ จึงทำอารมณ์แห่งภวังค์ให้เป็นอารมณ์เกิดขึ้นในลำดับแห่งชวนะนั่นเอง ในที่สุดจุติจิตนั้น ปฏิสนธิจิตมีอารมณ์ตามที่เข้ามาปรากฏอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นอารมณ์หยั่งเข้าในสุคติเป็นกามาวจรหรือมหัคคตะ สถานใดสถานหนึ่งแล้วก็เกิดขึ้น

       นี่เป็นปฏิสนธิเป็นอตีตารมณ์ ปัจจุบันอารมณ์ และนวัตตัพพารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง (เกิด) ในลำดับแห่งสุคติจุติซึ่งเป็นนวัตตัพพารมณ์ โดยทำนองนี้ พึงทราบแม้ปฏิสนธิ (เกิด) ในลำดับแห่งอารุปปจุติ นี้เป็นปวัตตนาวารแห่งปฏิสนธิเป็นอตีตารมณ์นวัตตัพพารมณ์ ปัจจุบันอารมณ์ (เกิด) ในลำดับแห่งสุคติจุติซึ่งเป็นอตีตารมณ์นวัตตัพพารมณ์

       (๖๒๗] ฝ่ายผู้มีบาปกรรมอยู่ในทุคติ (ในมรณสมัย) ย่อมมีกรรม (ที่ทำไว้) นั้นบ้าง กรรมนิมิตบ้าง คตินิมิตบ้าง มาปรากฏในมโนทวาร หรือมิฉะนั้น อารมณ์ที่เป็นเหตุเกิดอกุศลมาปรากฏในปัญจทวาร โดยนัยที่กล่าวแล้วนั่นแล ต่อนั้น ในที่สุดแห่งจุติจิตตามลำดับ ปฏิสนธิจิตมีอารมณ์เหล่านั้นอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นอารมณ์ ตกไปทางทุคติก็เกิดขึ้นแก่เขา นี่เป็นอาการเป็นไปแห่งปฏิสนธิที่เป็นอดีตารมณ์ ปัจจุบันอารมณ์ (เกิด) ในลำดับแห่งทุคติจุติซึ่งเป็นอตีตารมณ์แล

----------------///----------------

[full-post]

คัมภีร์วิสุทธิมรรค,วิสุทธิมรรค,ปฏิจจสมุปบาท,สังขาร,

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.