ปัจจัย ๒๔
ก็แล ปัจจัย ๒๔ พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ คือ :
เหตุปัจจัย อารัมมณปัจจัย อธิปติปัจจัย อนันตรปัจจัย สมนันตรปัจจัย สหชาตปัจจัย อัญญมัญญปัจจัย นิสสยปัจจัย อุปนิสสยปัจจัย ปุเรชาตปัจจัย ปัจฉาชาตปัจจัย อาเสวนปัจจัย กัมมปัจจัย วิปากปัจจัย อาหารปัจจัย อินทรียปัจจัย ฌานปัจจัย มัคคปัจจัย สัมปยุตตปัจจัย วิปปยุตตปัจจัย อัตถิปัจจัย นัตถิปัจจัย วิคตปัจจัย อวิคตปัจจัย(1)
แก้เหตุปัจจัย
ในอุเทศบทเหล่านั้น ธรรมที่ได้ชื่อว่าเหตุปัจจัย เพราะธรรมนั้นเป็นเหตุด้วยเป็นปัจจัยด้วย คือ เป็นปัจจัยโดยเป็นเหตุ อธิบายว่า เป็นปัจจัยโดยความเป็นเหตุ นัยแม้ในอุเทศบทอื่นมีอารัมมณปัจจัยเป็นต้น ก็นัยเดียวกันนี้
แก้ศัพท์เหตุ
[๕๙๕] ในบทว่า "เหตุปัจจัย" นั้น คำว่า "เหตุ" เป็นคำเรียก วจนาวยวะ (อวัยวะแห่งคำ คือถ้อยคำที่ให้รู้ความแต่ละคำ) และการณะ (สิ่งที่ก่อผล) มูละ (สิ่งที่เป็นรากเหง้า) ก็วจนาวยวะ เรียกว่าเหตุในทางโลก เช่นในคำว่า "ปฏิญญาเหตุข้อปฏิญญา" แต่ในทางพระศาสนา การณะ เรียกว่าเหตุ เช่นในคำว่า "เย ธมฺมา เหตุปฺปภวา - ธรรมทั้งหลายใดมีเหตุ (คือการณะ) เป็นแดนเกิด"*(2) มูละ ก็เรียกว่าเหตุ เช่นในคำว่า "ตโย กุสลเหตู ตโย อกุสลเหตุ - เหตุ (คือมูล) แห่งกุศล ๓ เหตุ (คือมูล) แห่งอกุศล ๓"(3)" มูลนั้น (แหละ ประสงค์เอา (ว่าเหตุ) ในที่นี้
--------------------
(1) อภิ.ป. (ไทย) ๔๐/๑/๑-๒
(2) วิ.ม.(ไทย) ๔/๖๐/๗๓, ขุ.อป. (ไทย) ๓๒/๒๘๖/๔๕
(3) อภิ.สง. (ไทย) ๓๔/๑๐๕๙/๒๗๑
-------------------
น. ๘๙๐ คัมภีร์วิสุทธิมรรค
แก้ศัพท์ปัจจัย
ส่วนความ (ต่อไป) นี้ เป็นความหมายแห่งคำในคำว่า "ปัจจัย" นี้ ธรรม (ที่เป็นผล) อาศัยไปแต่ธรรม (ที่เป็นเหตุ) นั่น หมายความว่าไม่ปฏิเสธธรรม (ที่เป็นเหตุ) นั้นเป็นไป เหตุนี้ธรรม (ที่เป็นเหตุ) นั้นจึงชื่อว่าปัจจัย มีคำอธิบายว่า อันธรรม (ที่เป็นผล)ไปอาศัย คือไม่ปฏิเสธซึ่งธรรม (ที่เป็นเหตุ) ใด ตั้งอยู่หรือว่าเกิดขึ้นก็ดี ธรรม (ที่เป็นเหตุ) นั้นชื่อว่าเป็นปัจจัยแห่งธรรม (ที่เป็นผล)นั้น แต่ (เมื่อว่า) โดยลักษณะปัจจัยคือความอุดหนุนป็นลักษณะ ด้วยว่าธรรม (ที่เป็นเหตุ) ใด เป็นสภาพอุดหนุนเพื่อความตั้งอยู่หรือเพื่อความเกิดขึ้นแห่งธรรม (ที่เป็นผล) ใด ธรรม (ที่เป็นเหตุ) นั้นท่านเรียกว่าเป็นปัจจัยแห่งธรรม (ที่เป็นผล) นั้น
คำว่า "ปัจจัย เหตุ การณะ นิทานะ สัมภวะ ปภวะ" เป็นต้น โดยความก็อันเดียวกัน ต่างกันแต่โดยพยัญชนะ
ธรรมชื่อว่าเหตุ เพราะอรรถว่าเป็นมูล ชื่อว่าปัจจัย เพราะอรรถว่าเป็นสภาพอุดหนุน ดังกล่าวมาฉะนี้ เพราะเหตุนั้น เมื่อว่าโดยสังเขป ธรรมผู้อุดหนุนโดยความหมายว่าเป็นมูล ชื่อว่าเหตุปัจจัย
อธิบายของอาจารย์ทั้งหลายว่า "เหตุปัจจัยนั้นเป็นสภาพยังความเป็นกุศลเป็นต้นให้สำเร็จแก่ (สัมปยุต) ธรรมทั้งหลายมีกุศลธรรมเป็นอาทิ ดังพืชทั้งหลายมีพืชข้าวสาลีป็นต้น ยัง (ความเป็น) ธัญญชาติ มีข้าวสาลีเป็นอาทิให้สำเร็จ และดังสีของมณีเป็นต้นยังแสงของมณีเป็นอาทิให้สำเร็จ ฉะนั้น" ก็เมื่อเป็นอย่างนั้น ความเป็นเหตุปัจจัยก็ไม่สำเร็จไปถึงในรูปทั้งหลายที่มีเหตุนั้นเป็นสมุฏฐาน (ด้วยนะซิ) เพราะว่าเหตุปัจจัยนั้นหายังความเป็นกุศลเป็นต้นให้สำเร็จแก่รูปเหล่านั้นไม่ แต่ก็มิใช่ไม่เป็นปัจจัยสมพระบาลีว่า "เหตุเป็นปัจจัยโดยเป็นเหตุปัจจัยแห่งธรรมทั้งหลายที่สัมปยุตกับเหตุและแห่งรูปทั้งหลายที่มีเหตุนั้นเป็นสมุฏฐาน" ดังนี้*(1) อนึ่ง สำหรับอเหตุกจิตทั้งหลายความเป็นอัพยากฤต เว้นเหตุนั่นเสียก็สำเร็จได้ (เพราะอัพยากฤตเป็นอเหตุกะ) แม้สำหรับสเหตุกจิตทั้งหลายเล่า ความเป็นกุศลเป็นต้นก็เนื่องด้วยโยนิโสมนสิการเป็นต้น มิใช่เนื่องด้วยสัมปยุตเหตุ (คือประกอบด้วยเหตุ) และหากว่าความเป็นกุศลเป็นต้น
------------------
(1) อภิ.ป. (ไทย) ๔๐/๑/๒
-----------------
ปริจเฉทที่ ๑๗ ปัญญาภูมินิเทศ น. ๘๙๑
พึงมีโดยสภาวะแท้ในสัมปยุตเหตุทั้งหลายไซร้ ในสัมปยุตธรรมทั้งหลาย อโลภะ ซึ่งเนื่องด้วยเหตุ ก็พึ่งเป็นกุศลบ้าง เป็นอัพยากฤตบ้าง แต่เพราะเป็นได้ทั้งสองอย่างเหตุนั้นในสัมปยุตธรรมทั้งหลาย หาความเป็นกุศลเป็นต้น (ที่เนื่องด้วยเหตุ) มิใช่เป็นโดยสภาวะ ได้ฉันใด แม้ในเหตุทั้งหลาย ก็พึงหาความเป็นกุศลเป็นต้น (ที่เนื่องด้วย) ธรรมอื่น มิใช่เป็นโดยสภาวะ ได้ฉันนั้น
แต่อันที่จริง เมื่ออรรถว่าเป็นมูลแห่งเหตุทั้งหลาย บัณฑิตไม่ถือเอาโดยว่า เป็นเหตุยังความเป็นกุศลเป็นต้นให้สำเร็จ (แต่) ถือเอาโดยว่าเป็นเหตุยังความตั้งมั่นด้วยดี(แห่งธรรมทั้งหลาย) ให้สำเร็จ ก็ไม่ผิดอะไรเลย แท้จริง ธรรมทั้งหลายที่ได้เหตุปัจจัยแล้วย่อมเป็นธรรมมั่นคงตั้งลงด้วยดี ดังต้นไม้ทั้งหลายที่มีรากงอกงามแล้วก็ตั้งอยู่ได้ด้วยดีฉะนั้น (ส่วน) อเหตุกธรรมทั้งหลาย เป็นธรรมไม่ตั้งมั่นด้วยดี ดุจสาหร่ายทั้งหลายมีสาหร่ายชนิดติลพืชกะ (สาหร่ายเมล็ดงา) เป็นต้น ฉะนั้น เหตุปัจจัยเป็นธรรมอุดหนุนโดยความหมายว่าเป็นมูลดังนี้ เพราะเหตุนั้น ธรรมผู้อุดหนุนโดยยังความตั้งมั่นด้วยดี (แห่งสัมปยุตธรรม ให้สำเร็จ บัณฑิตพึงทราบว่า ชื่อว่าเหตุปัจจัย
แก้อารัมมณปัจจัย
[๕๙๖] ในอุเทศบทต่อแต่นั้นไป ธรรมผู้อุดหนุนโดยความเป็นอารมณ์ ชื่อว่าอารัมมณปัจจัย ธรรมอะไรๆ จะไม่เป็นอารัมมณปัจจัยนั้นไม่มี เพราะคำนิเทศ แม้ท่านจะขึ้นต้นว่า "รูปายตนะ เป็นปัจจัยโดยเป็นอารัมมณปัจจัยแห่งจักขุวิญญาณธาตุ" ดังนี้ เป็นต้น แต่ก็ลงท้ายว่า "ธรรมทั้งหลายใด ๆ เป็นจิตและเจตสิกธรรม ปรารภธรรมใดๆ เกิดขึ้น ธรรมทั้งหลาย (ที่ถูกปรารภ) นั้นๆ ย่อมเป็นปัจจัยโดยเป็นอารัมมณปัจจัยแห่งธรรม (ที่เกิดขึ้น) นั้นๆ"*(1) ฉะนี้ เปรียบเหมือนคนกำลังน้อยได้ยึดท่อนไม้หรือเชือกนั่นแหละ จึงลุกขึ้นและยืนอยู่ได้ฉันใด จิตและเจตสิกธรรมทั้งหลายก็ฉันนั้นปรารภอารมณ์มีรูปเป็นต้นเข้านั่นแหละจึงเกิดขึ้นและตั้งอยู่ได้ เพราะเหตุนั้น , ธรรมทั้งหลายอันเป็นอารมณ์แห่งจิตและเจตสิกทั้งหลายทั้งปวง บัณฑิตพึงทราบว่า ชื่อว่าอารัมมณปัจจัย
------------------
(1) อภิ.ป. (ไทย) ๔๐/๒/๓
-----------------
น. ๘๙๒ คัมภีร์วิสุทธิมรรค
[ แก้อธิปติปัจจัย ]
[๕๙๗] ธรรมผู้อุดหนุนโดยความเป็นใหญ่ ชื่อว่า อธิปติปัจจัย อธิปติปัจจัยนั้นมี ๒ อย่าง ด้วยอำนาจแห่งสหชาตธรรมและอารมณ์ ใน ๒ อย่างนั้น ธรรม ๔ ประการกล่าวคือ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา พึงทราบว่าชื่อว่าสหชาตาธิปติปัจจัย (เป็นอธิปติปัจจัยแห่งสหชาตธรรม โดยพระบาลีว่า "ฉันทาธิบดีเป็นปัจจัย โดยเป็นอธิปติปัจจัยแห่งธรรมทั้งหลายที่สัมปยุตกับฉันทะ และแห่งรูปทั้งหลายที่มีฉันทะนั้นเป็นสมุฏฐาน(1) ดังนี้เป็นต้น แต่ว่าธรรมทั้ นั้นมิได้เป็นอธิบดีร่วมกัน จริงอยู่ ในขณะใด จิตทำฉันทะให้เป็นธุระ ทำฉันทะให้เป็นใหญ่ป็นไป ในขณะนั้น ก็ฉันทะอย่างเดียวเป็นอธิบดี นอกนี้มิได้เป็น ในธรรมที่เหลือ (อีก ๓) ก็นัยนี้ ส่วนอรูปธรรมทั้งหลายทำธรรมใดให้เป็นที่หนัก (คือเป็นที่หน่วง) เป็นไป ธรรมนั้นเป็นอารัมมณาธิบดีแห่งอรูปธรรมทั้งหลายนั้น เหตุนั้น ท่านจึงกล่าวคำนิเทศไว้ว่า "ธรรมทั้งหลายใด ๆ เป็นจิตและเจตสิกธรรม ทำ (อารมณ์) ธรรมใด ๆ ให้เป็นที่หนักเกิดขึ้น ธรรม (อารมณ์)ทั้งหลายนั้น ๆ เป็นปัจจัยโดยเป็นอธิปติปัจจัยแห่งธรรม (จิตเจตสิก) ทั้งหลายนั้นๆ"(1) ดังนี้
แก้อนันตรปัจจัย สมนันตรปัจจัย
(๕๙๘] ธรรมผู้อุดหนุนโดยความเป็นธรรมไม่มีระหว่าง (คั่น) ชื่อว่า อนันตรปัจจัย ธรรมผู้อุดหนุนโดยความเป็นธรรมใกล้ที่สุด ชื่อว่า สมนันตรปัจจัย ก็แลอาจารย์ทั้งหลายอธิบายปัจจัยคู่นี้ไว้มากประการ แต่ความ (ต่อไป) นี้เป็นแก่นสารในปัจจัยคู่นี้
ก็จิตนิยม (ทางของจิต) เป็นต้นว่า "มโนธาตุมีในลำดับแห่งจักขุวิญญาณมโนวิญญาณธาตุมีในลำดับแห่งมโนธาตุ" ดังนี้นั้นใด จิตนิยมนั้นย่อมสำเร็จด้วยอำนาจแห่งจิตดวงก่อน ๆ เท่านั้น หาสำเร็จโดยประการอื่นไม่ เหตุใด เพราะเหตุนั้น ธรรมผู้สามารถในอันยังจิตตุปบาทที่คู่ควรกันให้เกิดขึ้นในลำดับแห่งตนๆ ชื่อว่าอนันตรปัจจัย เพราะฉะนั้นแล ท่านจึงกล่าวว่า "บทว่า อนันตรปัจจัย ความว่า จักขุ-
---------------------
(1) อภิ.ป. (ไทย) ๔๐/๓/๓
-------------------
ปริจเฉทที่ ๑๗ ปัญญาภูมินิเทศ น. ๘๙๓
วิญญาณธาตุและธรรมทั้งหลายที่สัมปยุตกับจักขุวิญญาณธาตุนั้น เป็นปัจจัยโดยเป็นอนันตรปัจจัย แห่งมโนธาตุและแห่งธรรมทั้งหลายอันสัมปยุตกับมโนธาตุนั้น" ดังนี้เป็นต้น อนันตรปัจจัยอันใด สมนันตรปัจจัยก็อันนั้นแหละ แท้จริง ความต่างกันในปัจจัยคู่นี้เป็นเพียงพยัญชนะเท่านั้น ดุจความต่างเพียงพยัญชนะในศัพท์อุปจยะ(เติบขึ้น) กับ สันตติ (สืบต่อ) และในศัพท์คู่คือ อธิวจนะ (คำเรียก) กับ นิรุตติ (คำกล่าว) ฉะนั้น แต่ความต่างโดยอรรถหามีไม่
สวนมติของอาจารย์ทั้งหลายว่า "ธรรมชื่อว่าอนันตรปัจจัยเพราะความเป็นธรรมไม่มีระหว่างโดยอรรถ (คือไม่มีความอื่นคั้น) ชื่อว่าสมนันตรปัจจัยเพราะความเป็นธรรมไม่มีระหว่างโดยกาล (คือไม่มีกาลคั่น)" ดังนี้ใด มตินั้นผิดจากพระบาลีว่า "เมื่อพระโยคาวจรออกจากนิโรธ เนวสัญญานาสัญญายตนกุศลย่อมเป็นปัจจัยโดยเป็นสมนันตรปัจจัยแห่งผลสมาบัติ"*(2) ดังนี้เป็นต้น
ในความที่ธรรมเป็นสมนันตรปัจจัย เพราะความเป็นธรรมไม่มีระหว่างโดยกาลนั้นอาจารย์ทั้งหลายกล่าวแม้คำใดว่า "ความมีธรรมนั้นเป็นธรรมสามารถในอันยังธรรมทั้งหลายให้ตั้งขึ้นมิได้เสื่อมไป แต่เพราะกำลังแห่งภาวนากั้นไว้ ธรรมทั้งหลายที่เป็นสมนันตระจึงยังเกิดขึ้นไม่ได้" ดังนี้ แม้คำนั้นก็ยังความไม่มีแห่งความเป็นกาลานันตระ(ไม่มีระหว่างโดยกาล) นั่นเองให้สำเร็จ (คือพิสูจน์ให้เห็นว่าความเป็นกาลานันตระไม่มีนั่นเอง) เพราะความเป็นกาลานันตระในธรรมนั้นไม่มีด้วยกำลังแห่งภาวนา
เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าทั้งหลายจึงยังคงยืนยันข้อนั้นแหละ (คือกาลานันตระไม่มี) ก็เหตุใดความเป็นกาลานันตระไม่มี เพราะเหตุนั้น ความที่ธรรมนั้นเป็นสมนันตรปัจจัยก็ใช้ไม่ได้ด้วย ด้วยว่าความเห็นของท่านทั้งหลายว่า "ธรรมชื่อว่าเป็นสมนันตรปัจจัยแห่งธรรมทั้งหลายนั้น เพราะความเป็นธรรมไม่มีระหว่างโดยกาล" (เช่นนั้นนี่)เพราะฉะนั้น ท่านทั้งหลายอย่าทำความยึดมั่น (ความเห็น) ไปเลย พึงเชื่อเถิด(ว่า) ความต่างกันในปัจจัยคู่นี้ ก็เพียงแต่โดยพยัญชนะเท่านั้น หาต่างกันโดยอรรถไม่มีต่างกันโดยพยัญชนะอย่างไร ? ต่างกันเท่านี้คือ
--------------------
(1) อภิ.ป. (ไทย) ๔๐/๔/๓
(2) อภิ.ป. (ไทย) ๔๐/๔๑๗/๒๖๔
------------------
น. ๘๙๔ คัมภีร์วิสุทธิมรรค
ระหว่างแห่งธรรมเหล่านั้นไม่มี เหตุนั้น ธรรมเหล่านั้นจึงชื่อว่า อนันตระ (ไม่มีระหว่าง) ธรรมเหล่านั้นชื่อว่าอนันตระอย่างดี เพราะไม่มีหยุดชะงัก เหตุนั้น ธรรมเหล่านั้นจึงชื่อว่า สมนันตระ (ไม่มีระหว่างอย่างดี
แก้สหชาตปัจจัย
[๕๙๙] ธรรมผู้อุดหนุนโดยความเป็นธรรมที่เมื่อเกิดขึ้น ก็ยังธรรมอื่นให้เกิดขึ้นพร้อมกันด้วย ชื่อว่า สหชาตปัจจัย ดุจประทีปป็นปัจจัยโดยยังแสงสว่างให้เกิดขึ้นพร้อมกันฉะนั้น สหชาตปัจจัยนั้นเป็น ๖ อย่าง ด้วยอำนาจแห่งอรูปขันธ์เป็นต้น ดังพระบาลีว่า "ขันธ์ ๔ ที่ไม่มีรูปเป็นสหชาตปัจจัยซึ่งกันและกัน มหาภูต ๔ เป็นปัจจัยโดยเป็นสหชาตปัจจัยซึ่งกันและกัน นามและรูปในขณะก้าวลง (สู่ครรภ์) เป็นปัจจัยโดยเป็นสหชาตปัจจัยซึ่งกันและกัน จิตและเจตสิกธรรมทั้งหลายเป็นปัจจัยโดยเป็นสหชาตปัจจัยแห่งรูปทั้งหลายที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน มหาภูตทั้งหลายเป็นปัจจัยโดยเป็นสหชาตปัจจัยแห่งอุปาทายรูปทั้งหลาย ธรรมมีรูปทั้งหลาย บางเหล่าเป็นปัจจัยโดยเป็นสหชาตปัจจัยแห่งธรรมที่ไม่มีรูปทั้งหลายในกาลบางครั้ง บางครั้งเป็นปัจจัยมิใช่โดยเป็นสหชาตปัจจัย"(1) คำหลัง (คือธรรมมีรูป) นี้ท่านกล่าวหมายเอา หทยวัตถุอย่างเดียว
แก้อัญญมัญญปัจจัย
[๖๐๐] ธรรมผู้อุดหนุนโดยความที่ยังกันและกันให้เกิดและสนับสนุนซึ่งกันและกัน ชื่อว่า อัญญมัญญปัจจัย ดุจไม้สามท่อน (ตั้งพิงกันอยู่) ค้ำกันและกันไว้ฉะนั้นอัญญมัญญปัจจัยนั้นเป็น ๓ อย่างด้วยอำนาจอรูปขันธ์เป็นตัน ดังพระบาลีว่า "ขันธ์ ๔ ที่ไม่มีรูปเป็นปัจจัยโดยเป็นอัญญมัญญปัจจัย มหาภูต ๔ ฯลฯ นามและรูปในขณะก้าวลง (สู่ครรภ์ เป็นปัจจัยโดยเป็นอัญญมัญญปัจจัย"(2)
-------------------
(1) อภิ.ป. (ไทย) ๔๐/๖/๗
(2) อภิ.ป. (ไทย) ๔๐/๗/๗
-------------------
ปริจเฉทที่ ๑๗ ปัญญาภูมินิเทศ น. ๘๙๕
แก้นิสสยปัจจัย
[๖๐๑] ธรรมผู้อุดหนุนโดยอาการเป็นที่ตั้งและโดยอาการเป็นที่อาศัย ชื่อว่า นิสสยปัจจัย ดุจแผ่นดินและแผ่นผ้าเป็นต้นเป็นที่ตั้งและเป็นที่อาศัยแห่งต้นไม้และแห่งจิตรกรรมเป็นอาทิ ฉะนั้น นิสสยปัจจัยนั้นพึงทราบตามนัยที่กล่าวในสหชาตปัจจัยนั้นแหละว่า "ขันธ์ ๔ ที่ไม่มีรูปเป็นปัจจัยโดยเป็นนิสสยปัจจัยซึ่งกันและกัน"(1) ดังนี้เป็นต้นเถิด แต่โกฎฐาส (ส่วน) ที่ ๖ ในปัจจัยนี้ ท่านจำแนกไว้ดังนี้ว่า "จักขายตนะเป็นปัจจัยโดยเป็นนิสสยปัจจัยแห่ง จักขุวิญญาณธาตุ ฯลฯ โสตายตนะ ฆานายตนะชิวหายตนะ กายายตนะเป็นปัจจัย โดยเป็นนิสสยปัจจัยแห่งกายวิญญาณธาตุ และแห่งธรรมทั้งหลายที่สัมปยุตกับกายวิญญาณธาตุนั้น มโนธาตุและมโนวิญญาณธาตุอาศัยรูปใดเป็นไป รูปนั้นเป็นปัจจัยโดยเป็นนิสสยปัจจัยแห่งมโนธาตุ มโนวิญญาณธาตุและแห่งธรรมทั้งหลายที่สัมปยุตกับมโนวิญญาณธาตุนั้น(2)
แก้อุปนิสสยปัจจัย
[๖๐๒] ส่วนในบทว่า อุปนิสสยปัจจัย นี้ พึงทราบความหมายแห่งคำนี้ก่อน ธรรมอันผลแห่งตนอาศัย คือไม่ปฏิเสธ โดยที่มีความเป็นไปเนื่องด้วยธรรม (ที่เป็นเหตุ) นั้น เพราะเหตุนั้น ธรรม (ที่เป็นเหตุ) นั้นจึงชื่อว่า นิสสยะ (เป็นที่อันผลแห่งตนอาศัย) (อุป-ศัพท์ในบทว่าอุปนิสสยะนั้น มีอรรถว่า "ยิ่ง" ว่า "นัก") เหมือนอย่างว่าความคับแค้นใจนัก ชื่อว่าอุปายาส ฉันใด ธรรมเป็นที่อันผลแห่งตนอาศัยยิ่งนักก็ชื่อว่าอุปนิสสยะ ฉันนั้น คำว่า อุปนิสสยะ นั่นเป็นชื่อแห่งเหตุอันมีกำลัง (เหตุอันเรี่ยวแรง)เพราะเหตุนั้นธรรมผู้อุดหนุนโดยความเป็นเหตุมีกำลังพึงทราบว่าชื่อว่า อุปนิสสยปัจจัย, อุปนิสสยปัจจัยนั้นเป็น ๓ อย่าง คือ อารัมมณูปนิสสยะ อนันตรูปนิสสยะ และปกตูปนิสสยะ
อารัมมณูปนิสสยะ
ในอุปนิสสยปัจจัย ๓ นั้น อันดับแรก อารัมมณูปนิสสยะ ท่านจำแนกไว้ (โดย) ไม่ทำความต่างกับอารัมมณาธิบดี (ความมีอารมณ์เป็นใหญ่) เลย โดยนัยว่า "การก-
----------------------
(1) อภิ.ป. (ไทย) ๔๐/๘/๗
(2) อภิ.ป. (ไทย) ๔๐/๘/๗
-----------------
คัมภีร์วิสุทธิมรรค น. ๘๙๖
บุคคลให้ทาน สมาทานศีล ทำอุโบสถกรรมแล้ว ปัจจเวกขณะถึงกุศลกรรมที่กล่าวนั้น (โดย) ทำ (กุศลกรรมนั้น) ให้เป็นที่หนัก (คือเป็นใหญ่เป็นสำคัญ) ปัจจเวกขณะ (องค์)ฌาน (โดย) ทำ (ฌานนั้นให้เป็นที่หนัก พระเสกขบุคคลทั้งหลาย ปัจจเวกขณ์ โคตรภู (โดย) ทำ (โคตรภูนั้น) ให้เป็นที่หนัก ปัจจเวกขณะโวทาน (ความผ่องแผ่วแห่งจิต)(โดย) ทำ (โวทานนั้น ให้เป็นที่หนัก พระเสกขบุคคลทั้งหลายออกจากมรรค (ภวังค์)แล้ว ปัจจเวกขณะมรรค (โดย) ทำ (มรรคนั้น)ให้เป็นที่หนัก" ดังนี้เป็นต้น ในอารมณ์เหล่านั้น จิตและเจตสิกทั้งหลายทำอารมณ์ใดให้เป็นที่หนักเกิดขึ้น อารมณ์นั้นโดยนิยมก็นับเป็นอารมณ์มีกำลังในบรรดาอารมณ์เหล่านั้น ด้วยประการดังกล่าวมานี้ ความต่างกันแห่งอารมณ์เหล่านั้น พึงทราบดังนี้ว่า นับว่าเป็นอารัมมณาธิบดี โดยหมายว่าเป็นเพียงอารมณ์ที่พึงทำให้เป็นที่หนัก นับว่าเป็นอารัมมณูปนิสสยะโดยหมายว่าเป็นอารมณ์ที่เป็นเหตุมีกำลัง
อนันตรูปนิสสยะ
แม้อนันตรูปนิสสยะ ท่านก็จำแนกไว้โดยไม่ทำความต่างกับอนันตรปัจจัยเหมือนกัน โดยนัยว่า "ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นกุศลซึ่งเกิดก่อน ๆ ย่อมเป็นปัจจัยโดยเป็นอุปนิสสยปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นกุศลซึ่งเกิดหลัง ๆ"*(1) ดังนี้เป็นตัน แต่ในมาติกานิกเขป ความแปลกกันในนิกเขปแห่งจิตและเจตสิก (ที่เป็นอนันตรปัจจัยและอนันตรูปนิสสยปัจจัย) เหล่านั้นมีอยู่ เพราะอนันตรปัจจัยมาโดยนัยว่า "จักขุวิญญาณธาตุและธรรมทั้งหลายที่สัมปยุตกับจักขุวิญญาณธาตุนั้น เป็นปัจจัยโดยเป็นอนันตรปัจจัยแห่งมโนธาตุและแห่งธรรมทั้งหลายที่สัมปยุตกับมโนธาตุนั้น"(2) ดังนี้เป็นตัน (ส่วน)อุปนิสสยะมาโดยนัยว่า "ธรรมทั้งหลายที่เป็นกุศลซึ่งเกิดก่อน ๆ ย่อมเป็นปัจจัยโดยเป็นอุปนิสสยปัจจัยแก่ธรรมทั้งหลายที่เป็นกุศลซึ่งเกิดหลังๆ"(3)" ดังนี้เป็นต้น
แม้ความแปลกกันในนิกเขปนั้น โดยใจความก็ถึงซึ่งความเป็นอันเดียวกันนั่นแล ถึงเป็นอย่างนั้น (ความแปลกกันก็มีอยู่คือ) ความเป็นอนันตรปัจจัย พึงทราบโดย
-----------------
(1) อภิ.ป. (ไทย) ๔๐/๔๒๓/๒๗๑
(2) อภิ.ป. (ไทย) ๔๐/๔๒๓/๒๗๑
(3) อภิ.ป. (ไทย) ๔o/๔/๔
-----------------
ปริจเฉทที่ ๑๗ ปัญญาภูมินิเทศ น. ๘๙๗
ความเป็นธรรมสามารถในอันยังจิตตุปบาทที่ควรแก่ลำดับของตน ๆ ให้เป็นไป (ส่วน) ความเป็นอนันตรูปนิสสยะ พึงทราบโดยความที่จิตดวงก่อนเป็นเหตุมีกำลังในอันยังจิตดวงหลังให้เกิดขึ้น เพราะในบรรดาเหตุปัจจยธรรมเป็นต้น จิตแม้จะเว้นธรรมบางประการ ก็ยังเกิดขึ้นได้ ฉันใด (แต่) เว้นอนันตรจิต จิตที่เกิดสืบต่อ ๆกัน) เสีย จิต(ดวงหลังๆ) ชื่อว่าจะเกิดขึ้น ฉันนั้น หาได้ไม่ เพราะเหตุนั้น อนันตรูปนิสสยะจึงเป็นปัจจัยมีกำลังด้วยประการดังกล่าวมานี้ ความต่างกันแห่งธรรม ๒ อย่างนั้นบัณฑิตพึงทราบดังนี้เถิดว่า "ธรรมเป็นอนันตรปัจจัยด้วยอำนาจแห่งความ(สามารถ) ยังจิตอันควรแก่ลำดับของตน ๆ ให้เกิดขึ้นเป็นอนันตรูปนิสสยะด้วยอำนาจแห่งความเป็นเหตุมีกำลัง"
ปกตูปนิสสยะ
ส่วนปกตูปนิสสยะ พึงทราบ (ดังต่อไปนี้) ว่า อุปนิสสยะที่ทำขึ้นอย่างดี ชื่อว่าปกตูปนิสสยะ ปัจจยธรรมที่บุคคลสร้างขึ้นในสันดานของตนก็ดี ปัจจัยภายนอกมีฤดูและโภชนะ เป็นต้น ที่บุคคลเสพด้วยอำนาจศรัทธาและศีลเป็นต้นก็ดี ชื่อว่าปกตะ(ทำขึ้นอย่างดี)
อีกนัยหนึ่ง อุปนิสสยะ โดยปกติ (คือโดยสภาวะของตน) นั่นเอง ชื่อว่าปกตูปนิสสยะ หมายความว่าไม่เจือปนด้วยอารัมมณูปนิสสยะและอนันตรูปนิสสยะประเภทโดยอเนกประการแห่งปกตูปนิสสยะนั้นพึงทราบโดยนัยว่า "ปกตูปนิสสยะคือ บุคคลอาศัยยิ่งนักซึ่งศรัทธาแล้ว ให้ทาน สมาทานศีล ทำอุโบสถกรรม ยังฌานให้เกิดขึ้น ยังวิปัสสนาให้เกิดขึ้น ยังมรรคให้เกิดขึ้น ยังอภิญญาให้เกิดขึ้น ยังสมาบัติให้เกิดขึ้น อาศัยยิ่งนักซึ่งศีล สุตะ จาคะ ปัญญาแล้ว ให้ทาน ฯลฯ ยังสมาบัติให้เกิดขึ้น ศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา เป็นปัจจัยโดยอุปนิสสยปัจจัยแห่งศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา"(1) ดังนี้เป็นต้น
ธรรมทั้งหลายมีศรัทธาเป็นต้นนี้ อันบุคคลทำขึ้นอย่างดีโดยเป็นอุปนิสสยะ ด้วยความหมายว่าเป็นเหตุมีกำลังด้วยดังกล่าวมาฉะนี้ เหตุนั้นจึงได้ชื่อว่าปกตูปนิสสยะ
-----------------
(1) อภิ.ป. (ไทย) ๔๐/๔๒๓/๒๗๑
-----------------
น. ๘๙๘ คัมภีร์วิสุทธิมรรค
ปุเรชาตปัจจัย
[๖๐๓] ธรรมผู้อุดหนุนโดยความเป็นสภาพเกิดขึ้นก่อนแล้วเป็นไปอยู่ ชื่อว่าปุเรชาตปัจจัย ปุเรชาตปัจจัยนั้นมี ๑๑ อย่าง โดยเป็นวัตถุและอารมณ์ในปัญจทวาร(เป็น ๑๐) และหทยวัตถุ (รวมเป็น ๑๑) ดังพระบาลีว่า "จักขายตนะเป็นปัจจัยโดยเป็นปุเรชาตปัจจัยแห่งจักชุวิญญาณธาตุ และแก่ธรรมทั้งหลายอันสัมปยุดกับจักขุวิญญาณธาตุนั้น โสตายตนะ ฆานายตนะ ชิวหายตนะ กายายตนะเป็นปัจจัยโดยเป็นปุเรชาตปัจจัยแห่งกายวิญญาณธาตุ และแก่ธรรมทั้งหลายอันสัมปยุตกับกายวิญญาณธาตุนั้น รูปายตนะเป็นปัจจัยโดยเป็นปุเรชาตปัจจัยแก่จักขุวิญญาณธาตุและแห่งธรรมทั้งหลายอันสัมปยุตกับจักขุวิญญาณธาตุนั้น สัททายตนะ คันธายตนะรสายตนะ โผฏฐัพพายตนะ เป็นปัจจัยโดยเป็นปุเรชาตปัจจัยแห่งกายวิญญาณธาตุและแก่ธรรมทั้งหลายอันสัมปยุตกับกายวิญญาณธาตุนั้น รูปายตนะ สัททายตนะ คันธายตนะ รสายตนะ โผฏฐัพพายตนะ เป็นปัจจัยโดยเป็นปุเรชาตปัจจัยแก่มโนธาตุ, มโนธาตุและมโนวิญญาณธาตุอาศัยรูปใดเป็นไป รูปนั้น (คือหทยวัตถุ) เป็นปัจจัยโดยเป็นปุเรชาตปัจจัยแห่งมโนธาตุและแห่งธรรมทั้งหลายอันสัมปยุตกับมโนธาตุนั้น (คือในปวัตติกาล) ไม่เป็นปัจจัย โดยเป็นปุเรชาตปัจจัยในกาลบางคราว (คือในจุติกาลและปฏิสนธิกาล)"(1)
ปัจฉาชาตปัจจัย
(๖๐๔] อรูปธรรมผู้อุดหนุนโดยความเป็นธรรมค้ำจุนรูปธรรมทั้งหลายที่เกิดก่อนไว้ชื่อว่า ปัจฉาชาตปัจจัย ดังเจตนาคือความหวังในอาหาร ค้ำจุนสรีระของลูกแร้งทั้งหลายไว้ฉะนั้น เหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ว่า "จิตและเจตสิกธรรมทั้งหลายอันเกิดภายหลัง เป็นปัจจัยโดยเป็นปัจฉาชาตปัจจัยแห่งกายนี้ ที่เกิดก่อน"(2)
อาเสวนปัจจัย
(๖๐๕] ธรรมผู้อุดหนุนโดยความหมายคืออาเสวนะ (เสพมากคือประพฤติจนคุ้น) เพื่อความคล่องแคล่วและมีกำลังแห่งอนันตรธรรม (ธรรมเป็นลำดับ) ทั้งหลาย
-------------------
(1) อภิ.ป. (ไทย) ๔๐/๑๐/๙
(2) อภิ.ป. (ไทย) ๔๐/๑๑/๑๐
------------------
ปริจเฉทที่ ๑๗ ปัญญาภูมินิเทศ น. ๘๙๙
ชื่อว่า อาเสวนปัจจัย ดุจอภิโยค (ความประกอบยิ่งคือความพากเพียร) ที่เกิดก่อนๆ ในการเรียนคัมภีร์เป็นต้น (เพื่อความคล่องแคล่วในการเรียนคัมภีร์ตอนหลังๆ) ฉะนั้นอาเสวนปัจจัยนั้น เป็น ๓ อย่างด้วยอำนาจแห่งชวนะที่เป็นกุศลอกุศลและกิริยา ดังพระบาลีว่า "กุศลธรรมทั้งหลายที่เกิดก่อน ๆ เป็นปัจจัยโดยเป็นอาเสวนปัจจัยแห่งกุศลธรรมทั้งหลายที่เกิดหลัง ๆ อกุศลธรรมทั้งหลายที่เกิดก่อน ๆ เป็นปัจจัยโดยเป็นอาเสวนปัจจัยแห่งอกุศลธรรมทั้งหลายที่เกิดหลังๆ กิริยาอัพยากตธรรมทั้งหลายที่เกิดก่อนๆ เป็นปัจจัย โดยเป็นอาเสวนปัจจัยแห่งกิริยาอัพยากตธรรมทั้งหลายที่เกิดหลังๆ"(1)
กัมมปัจจัย
[๖๐๖] ธรรมผู้อุดหนุนโดยความเป็นการกระทำที่ได้แก่จิตตปโยคะ (ความประกอบทางจิตคือเจตนา) ชื่อว่า กัมมปัจจัย กัมมปัจจัยนั้น เป็น ๒ ด้วยอำนาจแห่งกุศลเจตนาและอกุศลเจตนา เป็นไปในขณะต่างๆ และแห่งเจตนาทั้งปวงที่เป็นสหชาตะ ดังพระบาลีว่า "กุศลกรรมและอกุศลกรรม เป็นปัจจัยโดยเป็นกัมมปัจจัยแห่งวิบากขันธ์ทั้งหลายและแห่งกฏัตตารูป (รูปที่เกิดแต่กรรม) ทั้งหลายด้วย สหชาต-เจตนาเป็นปัจจัยโดยเป็นกัมมปัจจัยแห่งธรรม ทั้งหลายที่สัมปยุตกับเจตนาและแห่งรูปทั้งหลายที่มีเจตนานั้นเป็นสมุฏฐานด้วย"(2)
วิปากปัจจัย
[๖๐๗] วิบากธรรมผู้อุดหนุนโดยความเป็นธรรมสงบ (คือว่ากรรมทำมาเสร็จแล้ว หรือว่าละเอียดเพราะรู้ยาก) ไม่มีอุตสาหะ (คือไม่ต้องพยายามทำอะไรอีก)เพื่อความเป็นสภาพสงบไม่มีอุตสาหะ (คือต้องเป็นอย่างนั้น ไม่มีทางบ่ายเบี่ยง) ชื่อว่าวิปากปัจจัย วิบากธรรมนั้น ย่อมเป็นปัจจัยแห่งรูปทั้งหลายที่มีจิตเป็นสมุฏฐานในปวัตติกาล และแห่งกฏัตตารูปทั้งหลายในปฏิสนธิกาลและแห่งสัมปยุตธรรมทั้งหลายในกาลทั้งปวงด้วย ดังพระบาลีว่า "ขันธ์ ๑ ที่เป็นวิบากอัพยากฤต เป็นปัจจัยโดยเป็นวิปากปัจจัยแห่งขันธ์ ๓ และแห่งรูปทั้งหลายที่มีจิตปันสมุฏฐาน ฯลฯ ขันธ์ ๑ ที่เป็นวิบากอัพยากฤต เป็นปัจจัยโดยเป็นวิปากปัจจัยแห่งขันธ์ ๓ และแห่งกฏัตตารูป
-------------------
(1) อภิ.ป.(ไทย) ๔๐/๑๒/๑๐
(2) อภิ.ป. (ไทย) ๔๐/๑๑/๗
--------------------
น. ๙๐๐ คัมภีร์วิสุทธิมรรค
ทั้งหลายในปฏิสนธิขณะ ขันธ์ ๓ เป็นปัจจัยโดยเป็นวิปากปัจจัยแห่งขันธ์ ๑ ขันธ์ ๒ เป็นปัจจัยโดยเป็นวิปากปัจจัยแห่งขันธ์ ๒ และแห่งกฏัตตารูปทั้งหลาย ขันธ์ทั้งหลายเป็นปัจจัยโดยเป็นวิปากปัจจัยแห่งวัตถุ (คือหทยวัตถุ)(1)
อาหารปัจจัย
[๖๐๘] อาหาร ๔ ผู้อุดหนุนโดยความคือเป็นผู้ค้ำจุนรูปและอรูปทั้งหลายไว้ชื่อว่า อาหารปัจจัยดังพระบาลีว่า "กพฬิงการาหาร เป็นปัจจัยโดยเป็นอาหารปัจจัยแห่งกายนี้ อาหารทั้งหลายที่เป็นอรูป (คือผัสสะ มโนสัญเจตนาและวิญญาณ) เป็นปัจจัยโดยเป็นอาหารปัจจัยแห่งสัมปยุตธรรมทั้งหลายและแห่งรูปทั้งหลายอันมีอรูปาหาร(ทั้ง ๓) นั้นเป็นสมุฏฐาน"(2) แต่ในปัญหาวาระกล่าวไว้ว่า "ในปฏิสนธิขณะ อาหารทั้งหลายที่เป็นวิบากอัพยากฤตเป็นปัจจัย โดยเป็นวิปากปัจจัยแห่งขันธ์ทั้งหลายอันสัมปยุตกับอาหารนั้นและแห่งกฏัตตารูปทั้งหลาย ด้วย"(3)" ดังนี้อีกด้วย
อินทรียปัจจัย
[๖๐๙] อินทรีย์ ๒๐ เว้นอิตถินทรีย์และปุริสินทรีย์ ผู้อุดหนุนโดยความเป็นใหญ่ ชื่อว่า อินทรียปัจจัย ก็แลในอินทรีย์ ๒๐ นั้น อินทรีย์ ๕ มีจักขุนทรีย์เป็นต้นเป็นปัจจัยแห่งอรูปธรรมทั้งหลายอย่างเดียว อินทรีย์ที่เหลือ (๑๕) เป็นปัจจัยทั้งแห่งรูปธรรมและอรูปธรรม ดังพระบาลีว่า "จักขุนทรีย์เป็นปัจจัยโดยเป็นอินทรียปัจจัยแห่งจักขวิญญาณธาตุ และแห่งธรรมทั้งหลายอันสัมปยุตกับจักขวิญญาณธาตุนั้น ฯลฯ โสตินทรีย์ ฆานินทรี่ย์ ชิวหินทรีย์ กายินทรีย์ เป็นปัจจัยโดยเป็นอินทรียปัจจัยแห่งกายวิญญาณธาตุและแห่งธรรมทั้งหลาย อันสัมปยุตกับกายวิญญาณธาตุนั้นรูปชีวิตินทรีย์เป็นปัจจัยโดยเป็นอินทรียปัจจัยแห่งกฏตตารูปทั้งหลาย อินทรีย์ทั้งหลายที่เป็นอรูป (๑๔) เป็นปัจจัยโดยเป็นอินทรียปัจจัยแห่งสัมปยุตธรมทั้งหลายและแห่งรูปทั้งหลายที่มีอรูปินทรีย์นั้นเป็นสมุฎฐานด้วย"*(4) แต่ในปัญหาวาระกล่าวไว้ว่า "ในปฏิสนธิขณะ อินทรีย์ทั้งหลายที่เป็นวิบากอัพยากฤตเป็นปัจจัย โดยเป็นอินทรียปัจจัยแห่งส้มปยุตขันธ์ทั้งหลายและแห่งกฏัตตารูปทั้งหลาย"*(5) ดังนี้อีกด้วย
--------------------
(1) อภิ.ป. (ไทย) ๔๐/๔๒๘/๒๘๒
(2) อภิ.ป. (ไทย) ๔o/๑๕/๑๐
(3) อภิ.ป. (ไทย) ๔๐/๔๒๙/๒๘๓
(4) อภิ.ป. (ไทย) ๔๐/๑๖/๑๐
(5) อภิ.ป. (ไทย) ๔๐/๔๓๐/๒๘๓
----------------------
ปริจเฉทที่ ๑๗ ปัญญาภูมินิเทศ น. ๙๐๑
ฌานปัจจัย
[๖๑๐] องค์ฌาน ๗ (คือวิตก วิจาร ปีติ เอกัคคตา โสมนัส โทมนัส อุเบกขา) อันต่างโดยเป็นกุศลฌานเป็นต้นทั้งปวง ยกเว้นเวทนา ๒ คือ สุขทุกข์ในทวิปัญจวิญญาณ ผู้อุดหนุนโดยความคือเข้าไปเพ่ง (อารมณ์และลักษณะ) ชื่อว่า ฌานปัจจัยดังพระบาสีว่า "องค์ฌานทั้งหลาย เป็นปัจจัยโดยเป็นฌานปัจจัยแห่งธรรมทั้งหลายที่สัมปยุตกับฌานและแห่งรูปทั้งหลายที่มีฌานนั้นป็นสมุฏฐานด้วย"(1) แต่ในปัญหาวาระกล่าวไว้ว่า "ในปฏิสนธิขณะ องค์ฌานทั้งหลายอันเป็นวิบากอัพยากฤต เป็นปัจจัยโดยเป็นฌานปัจจัยแห่งสัมปยุตขันธ์ทั้งหลายและแห่งกตัฏตารูปทั้งหลายด้วย"(2) ดังนี้อีกบ้าง
มัคคปัจจัย
[๖๑๑] องค์มรรค ๑๒ อันต่างโดยเป็นกุศลมรรค (คือเป็นสัมมัตตะ) เป็นต้นผู้อุดหนุนโดยความคือนำออกไปจากสิ่งใดก็แล้วแต่ (คือจากผิดหรือชอบก็แล้วแต่มรรค) ชื่อว่า มัคคปัจจัย ดังพระบาลีว่า "องค์มรรคทั้งหลายเป็นปัจจัยโดยเป็นมัคคปัจจัยแห่งธรรมทั้งหลาย ที่สัมปยุตกับมรรคและแห่งรูปทั้งหลายที่มีมรรคนั้นเป็นสมุฏฐานด้วย"(3)" แต่ในปัญหาวาระกล่าวไว้ว่า "ในปฏิสนธิขณะ องค์มรรคทั้งหลายอันเป็นวิบากอัพยากฤตเป็นปัจจัยโดยเป็นมัคคปัจจัยแห่งสัมปยุตขันธ์ทั้งหลายและแห่งกฏัตตารูปทั้งหลายด้วย"*(4) ดังนี้อีกบ้าง
แต่ว่าฌานปัจจัยและมัคคปัจจัยทั้ง ๒ นี้ พึงทราบว่า ย่อมไม่มีในทวิปัญจวิญญาณและอเหตุกจิตทั้งหลาย
สัมปยุตตปัจจัย
[๖๑๒] อรูปธรรมทั้งหลายผู้อุดหนุนโดยความเป็นธรรมประกอบกันกล่าวคือมีวัตถุเดียวกัน มีอารมณ์เดียวกัน และเกิดด้วยกัน ดับด้วยกัน ชื่อว่า สัมปยุตตปัจจัยดังพระบาลีว่า "ขันธ์ ๔ ที่ไม่มีรูปเป็นปัจจัย โดยเป็นสัมปยุตปัจจัยซึ่งกันและกัน"(5)
-----------------
(1) อภิ.ป. (ไทย) ๔๐/๑๗/๑๑
(2) อภิ.ป. (ไทย) ๔๐/๔๓๑/๒๘๕
(3) อภิ.ป. (ไทย) ๔๐/๑๘/๑๑
(4) อภิ.ป. (ไทย) ๔๐/๔๓๒/๒๘๕๕
(5) อภิ.ป. (ไทย) ๔๐/๑๙/๑๑
---------------
น. ๙๐๒ คัมภีร์วิสุทธิมรรค
วิปปยุตตปัจจัย
[๖๑๓] รูปธรรมทั้งหลายผู้อุดหนุนโดยไม่เข้าถึง (คือไม่เกี่ยวกับ) ความเป็นธรรมมีวัตถุเดียวกันเป็นต้น เป็นวิปปยุตตปัจจัยแห่งอรูปธรรมทั้งหลาย แม้อรูปธรรมทั้งหลายเล่า ก็เป็นวิปปยุตตปัจจัยแห่งรูปธรรมทั้งหลาย (เหมือนกัน) วิปปยุตตปัจจัยนั้นเป็น ๓ โดยแยกเป็น สหชาตะ (เกิดพร้อมกัน) ปัจฉาชาตะ (เกิดทีหลัง) และปุเรชาตะ (เกิดก่อน) สมดังพระบาลีว่า "กุศลขันธ์ทั้งหลายที่เป็นสหชาตะ เป็นปัจจัยโดยเป็นวิปปยุตตปัจจัยแห่งรูปทั้งหลายที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน กุศลขันธ์ทั้งหลายที่เป็นปัจฉาชาตะ เป็นปัจจัยโดยเป็นวิปปยุตตปัจจัยแห่งกายนี้ซึ่งเป็นปุเรชาตะ"(1) แต่ในสชาตวิภังค์แห่งบทอัพยากฤตกล่าวไว้ว่า "ในปฏิสนธิขณะ ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นวิบากอัพยากฤตเป็นปัจจัยโดยเป็นวิปปยุตตปัจจัยแห่งกฏัตตารูปทั้งหลาย ขันธ์ทั้งหลายเป็นปัจจัยโดยเป็นวิปปยุตตปัจจัยแห่ง (หทัย) วัตถุ (หทย) วัตถุเป็นปัจจัยโดยเป็นวิปปยุตตปัจจัยแห่งขันธ์ทั้งหลาย" ดังนี้บ้าง(1) ส่วนที่เป็นปุเรชาตะ พึงทราบด้วยอำนาจแห่งวัตถุมีจักขุนทรีย์เป็นต้นเท่านั้น ดังพระบาลีว่า "จักขายตนะที่เป็นปุเรชาตะเป็นปัจจัยโดยเป็นวิปปยุตปัจจัยแห่งจักขุวิญญาณ ฯลฯ กายายตนะที่เป็นปุเรชาตะเป็นปัจจัยโดยเป็นวิปปยุตตปัจจัยแห่งกายวิญญาณ (หทย) วัตถุเป็นปัจจัยโดยเป็นวิปปยุตตปัจจัยแห่งขันธ์ทั้งหลายที่เป็นวิบากอัพยากฤต ที่เป็นกิริยาอัพยากฤต ฯลฯ วัตถุเป็นปัจจัยโดยเป็นวิปปยุตตปัจจัยแห่งกุศลขันธ์ทั้งหลาย ฯลฯ วัตถุเป็นปัจจัยโดยเป็นวิปปยุตตปัจจัยแห่งอกุศลขันธ์ทั้งหลาย"(2)
อัตถิปัจจัย
[๖๑๔] ธรรมผู้อุดหนุน โดยความเป็นธรรมค้ำจุนธรรมที่เป็นเช่นเดียวกัน ด้วยความที่มีอยู่อันมีลักษณะเป็นปัจจุบัน ชื่อว่า อัตปัจจัย มาติกาแห่งอัตถิปัจจัยนั้นท่านวางไว้ ๗ ประการ ด้วยอำนาจแห่งอรูปขันธ์ มหาภูต นามรูป จิต เจตสิกมหาภูตรูป อายตนะและวัตถุ ดังพระบาลีว่า "ขันธ์ ๔ ที่ไม่มีรูปเป็นปัจจัยโดยเป็นอัตถิปัจจัยซึ่งกันและกัน มหาภูต (คือธาตุ) ๙ เป็นอัตถิปัจจัยซึ่งกันและกัน นามรูปเป็นอัตถิปัจจัยซึ่งกันและกันในโอกกันติขณะ (ขณะลงสู่ครรภ์) จิตและเจตสิก
-------------------
(1) อภิ.ป. (ไทย) ๔๐/๔๓๔/๒๘๖
(2) อภิ.ป. (ไทย) ๔๐/๔๓๔/๒๘๗
------------------
ปริจเฉทที่ ๑๗ ปัญญาภูมินิเทศ น. ๙๐๓
ธรรมทั้งหลายเป็นอัตถิปัจจัยแห่งรูปทั้งหลายที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน มหาภูตรูปเป็นอัตถิปัจจัยแห่งอุปาทายรูป จักขายตนะเป็นอัตถิปัจจัยแห่งจักขุวิญญาณธาตุ ฯลฯ รูปายตนะ ฯลฯ โผฎฐัพพายตนะเป็นอัตถิปัจจัยแห่งกายวิญญาณธาตุ และแห่งธรรมทั้งหลายที่สัมปยุตกับกายวิญญาณธาตุนั้น รูปายตนะ ฯลฯ โผฎฐัพพายตนะเป็นอัตถิปัจจัยแห่งมโนธาตุและแห่งธรรมทั้งหลายที่สัมปยุตกับมโนธาตุนั้น มโนธาตุและมโนวิญญาณธาตุอาศัยรูป (คือหทยวัตถุ) ใดเป็นไป รูปนั้นเป็นอัตถิปัจจัยแห่งมโนธาตุและมโนวิญญาณธาตุ และแห่งธรรมทั้งหลายที่สัมปยุตกับมโนวิญญาณธาตุนั้น"*(1) แต่ในปัญหาวาระวางมาติกาเพิ่มไว้อีก คือ "สหชาตะ ปเรซาตะ ปัจฉาซาตะอาหาร อินทรีย์" แล้วทำนิเทศ (คืออธิบาย) ในสหชาตะก่อน โดยนัยว่า "ขันธ์ ๑เป็นอัตถิปัจจัยแห่งขันธ์ ๓ และแห่งรูปอันมีขันธ์ ๓ นั้นเป็นสมุฏฐาน" ดังนี้เป็นต้น"(2)ส่วนในปุเรซาตะ ทำนิเทศด้วยอำนาจแห่งอายตนะมีจักษุเป็นต้น ซึ่งเป็นปุเรชาตธรรมในปัจฉาชาตะทำนิเทศด้วยอำนาจแห่งกายนี้อันเป็นปุเรชาตะเป็นปัจจัยแห่งจิตและเจตสิกทั้งหลายอันเป็นปัจฉาชาตะ ในอาหารและอินทรีย์ ทำนิเทศฉะนี้ว่า "กพฬิงการาหาร เป็นอัตถิปัจจัยแห่งกายนี้ รูปชีวิตินทรีย์เป็นอัตถิปัจจัยแห่งกฏัตตารูปทั้งหลาย" ดังนี้"(3)
นัตถิปัจจัย
(๖๑๕] อรูปธรรมทั้งหลายที่ดับไปเร็ว ผู้อุดหนุนโดยให้โอกาสเพื่อความเป็นไปแห่งอรูปธรรมทั้งหลายที่เกิดขึ้นในลำดับแห่งตนชื่อว่า นัตถิปัจจัย ดังพระบาลีว่า "จิตและเจตสิกธรรม ทั้งหลายที่ดับไปเร็วเป็นนัตถิปัจจัยแห่งจิตและเจตสิกธรรมทั้งหลายซึ่งเป็นปัจจุบัน"(4)
วิคตปัจจัย
นัตถิปัจจยธรรมเหล่านั้นแหละซื่อว่า วิคตปัจจัย เพราะเป็นธรรมผู้อุดหนุนโดยความเป็นธรรมที่ปราศจากไปแล้ว (คือไม่มีแล้ว) ดังพระบาลีว่า "จิตและเจตสิกธรรมทั้งหลายที่ดับไปเร็วเป็นวิคตปัจจัยแห่งจิตและเจตสิกธรรมทั้งหลายที่เป็นปัจจุบัน"(5)
---------------
(1) อภิ.ป. (ไทย)๔0/๒๑/๑๑-๑๒
(2) อภิ.ป. (ไทย) ๔0/๔๓๕/๒๘๘
(3) อภิ.ป. (ไทย) ๔๐/๔๓๕/๒๙๑
(4) อภิ.ป. (ไทย) ๔0/๒๒/๑๒
(5) อภิ.ป. (ไทย) ๔๐/๒๓/๑๓
-----------------
น. ๙๐๔ คัมภีร์วิสุทธิมรรค
อวิคตปัจจัย
อนึ่ง อัตถิปัจจยธรรมทั้งหลายนั่นแหละพึงทราบว่า ชื่อว่า อวิคตปัจจัย เพราะเป็นธรรม ผู้อุดหนุนโดยความเป็นธรรมที่ยังไม่ปราศไป (คือยังมีอยู่)
ก็แล ทุกะนี้ (คือปัจจัยคู่นี้) ตรัสด้วยเทศนาวิลาส (ความงดงามแห่งเทศนา)หรือด้วยอำนาจแห่งเวไนยที่จะพึงฝึกสอนได้ด้วยเทศนาวิธีนี้ดุจเหตุวิปปยุตตทุกะแม้ตรัส อเหตุกะแล้วก็ยังตรัส (อีก) ฉะนั้นแล
-----------------///----------------
[full-post]
แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ