สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ
คัมภีร์ธรรมบทเป็นไฉน?
มีเนื้อหาประสงค์แสดงธรรมประเภทไหน?
เหตุไรพระพุทธองค์จึงตรัสเป็นคาถาล้วนเล่า?
เป็นคัมภีร์ที่แสดงทาง(บท)แห่งธรรมที่ทรงตรัสรู้ด้วยสัพพัญญุตญาณอันเป็นพุทธวิสัย คือ เญยยธรรม 5 ประการ มี ธรรมที่นับเป็นจิตร 1, ธรรมที่นับเป็นเจตสิก 52, นิปผันรูป 18, ธรรมที่เป็นอาการวิการ 5 (กายวิญญัติ, วจีวิญญัติ, ลหุตา, มุทุตา, กัมมัญญตา), ลักษณะรูป 4 (อุปจย, สันตติ, ชรตา, อนิจจตา), นิพพาน คือ สภาวะที่ดับกิเลส และกองทุกข์, บัญญัติ คือ สมมุติที่ชาวโลกรู้กัน เช่น ต้นไม้, ภูเขา, แม่น้ำ, แผ่นดิน เป็นต้น ซึ่งลึกซึ้งสุขุมคัมภีรภาพยิ่งนัก
ด้วยพระมหากรุณาธิคุณที่จะโปรดเวไนยสัตว์ให้เข้าถึงได้ ทรงตรัสจำแนกเป็นอริยสัจจะ 4 ประเภท เพื่อให้ทราบถึงกิจที่พึงปฏิบัติ คือ คือ ทุกขสัจจะ(กามจิต 81, เจตสิกที่ประกอบ 51เว้นโลภะ, รูป 28 = ธรรม 160) คือ สัจจะที่มีกิจต้องกำหนดรู้ , สมุทัยสัจจะ (โลภะที่มีกำลัง คือ ตัณหา) มีกิจที่ต้องละ, นิโรธสัจจะ(นิพพาน) มีกิจที่ต้องทำให้แจ้ง, มรรคสัจจะ มีกิจต้องเจริญ (ส่วนที่เป็นฝักฝ่ายศีล คือ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ ส่วนที่เป็นฝักฝ่ายสมาธิ คือ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ ส่วนที่เป็นฝักฝ่ายปัญญา คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ) ซึ่งเมื่อผู้ปฏิบัติทำกิจกำหนดรู้ทุกขสัจจะ กิจละตัณหา กิจทำให้แจ้ง(เข้าถึง)นิพพาน กิจการเจริญมรรค ก็จะเป็นไปพร้อมกัน กล่าว คือ ขณะกำหนดรู้ทุกข์(ปริญญากิจ) ตัณหาก็เข้าอิงอาศัยการปฏิบัติไม่ได้ เนื่องจากเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน จึงเป็นการละตัณหาไปในเวลาเดียวกัน(ปหานกิจ) และเป็นการเจริญมรรคไปด้วย(ภาวนากิจ) ญาณเจริญกล้าแข็งสูงขึ้นได้ก็ด้วยการละทำลายตัณหานั่นเอง ระดับญาณยิ่งสูงก็ยิ่งเข้าใกล้การแจ้งนิพพานไปด้วย(สัจฉิกริยากิจ) ดังนั้นกิจของอริยสัจจ์ทั้ง 4 ประการ จึงมีปริญญากิจเป็นประธาน คือการกำหนดรู้ทุกข์อัน ได้แก่ นาม และ รูป(โลกิยธรรม160 ประเถท)นั้นเอง และเพราะกิจอริยสัจจะทั้ง 4 ประการเป็นไปพร้อมกันได้ จึงมีพลานุภาพ เป็นมัฌชิมาปฏิปทาได้(การปฏิบัติทางสายกลาง)ด้วยธรรมที่เป็นฝักฝ่ายปัญญา เว้นห่างจากอัตตกิลมถานุโยค(การปฏิบัติตนให้ยากลำบาก)ได้ด้วยธรรมที่เป็นฝักฝ่ายสมาธิ เว้นห่างจากกามสุขัลลิกานุโยค(การปฏิบัติตนให้จมปลักความติดสุขในกาม)ได้ด้วยธรรมที่เป็นฝักฝ่ายศีล ซึ่งก็คือ องค์มรรค 8 ในมรรคจิตรที่เป็นไปพร้อมกัน คือขณะเดียวกัน ไม่ใช่ต่างองค์ต่างขณะที่ปฏิบัตินอกมรรคจิตรนั้นนั่นแหละ
ทรงตรัสจำแนกเป็นวิปัสสนาภูมิ 6 เพื่อให้ทราบถึงธรรมที่เป็นอารมณ์ของวิปัสสนากรรมฐานที่เหมาะสมกับจริตอัธยาศัยที่เหล่าเวไนยสัตว์ได้อบรมบ่มเพาะเป็นอุปนิสัยมา จักบรรลุธรรมได้สะดวก เช่น พระปัญจวรรคคีทรงแสดงขันธ์ 5 โปรด พระชฏิล 3 พี่น้องพร้อมบริวารทรงแสดง อายตนะ 16 โปรด พระยส ทรงแสดงอริยสัจจะ 4 โปรด เป็นต้น
ทรงตรัสจำแนกเป็นฐานที่ตั้งสติ(สติปัฏฐาน)ในการเจริญสติปัฏฐานว่ามีจริต 2 คือ ตัณหาจริตกับทิฏฐิจริต โดยกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน เหมาะแก่บุคคลมีตัณหามากปัญญาน้อย เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐานเหมาะแก่บุคคลมีตัณหาน้อยปัญญามาก จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐานเหมาะแก่บุคคลมีทิฏฐิมากปัญญาน้อย ธรรมานุป้สสนาสติปัฏฐานเหมาะแก่บุคคลมีทิฏฐิน้อยปัญญามาก
ทรงตรัสแสดงเป็นพฤติกรรม ซึ่งจะกระชับรัดกุมชัดเจนต้องแสดงเป็นคาถา ในคัมภีร์ธรรมบท มี 423 คาถา จัดเป็นหมวดหมู่ตามลักษณะเนื้อหาได้ 26 วรรค โดยทุกคัมภีร์ที่ทุกสูตรแสดงเป็นคาถาล้วน ในแต่ละสูตรจะมีสาสนปัฏฐาน(รูปแบบคำสอน) ทั้งฝ่ายรับทราบความประสงค์จากชื่อองค์ประกอบในคาถานั้นๆ 16 ชื่อรูปแบบ ที่พระอรรถกถาจารย์ ฏีกาจารย์ นิสสยาจารย์ อาศัยนำมาขยายความ และทั้งฝ่ายบอกกล่าวใจความ ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงใช้แสดง 28 ชื่อรูปแบบ
ชื่อที่สูตรที่มาในอรรถกถา ฏีกา นิสสยะ มี 16 รูปแบบ ดังนี้
เอกก มี 4 คือ สํ, วา, นิ, อ
ทุก มี 6 คือ สํวา, สํนิ, สํอ, วานิ, วาอ, นิอ
ติก มี 4 คือ สํวานิ, สํวาอ, สํนิอ, วานิอ
จตุกฺก มี 2 คือ สพฺพภาคิยสุตฺต, อสพฺพภาคิยสุตฺต
ชื่อสูตรที่มาในบาลี(พุทธพจน์) มี 28 รูปแบบ ดังนี้
1. โลกิยสุตฺต, โลกุตฺตรสุตฺต, โลกิยโลกุตฺตรสุตฺต 3
2. สตฺตาธิฏฺฐานสุตฺต, ธมฺมาธิฏฺฐานสุตฺต, สตฺตธมฺมาธิฏฺฐานสุตฺต 3
3. ญาณสุตฺต เญยฺยสุตฺต, ญาณเญยฺยสุตฺต 3
4. ทสฺสนสุตฺต, ภาวนาสุตฺต, ทสฺสนภาวนาสุตฺต 3
5. สกวจนสุตฺต, ปรวจนสุตฺต, สกปรวจนสุตฺต 3
6. วิสชฺชนียสุตฺต, อวิสชฺชนียสุตฺต, วิสชฺชนียาวิสชฺชนียสุตฺต 3
7. กมฺมสุตต, วิปากสุตฺต, กมฺมวิปากสุตฺต 3
8. กุสลสุตฺต, อกุสลสุตฺต, กุสลากุสลสุตฺต 3
9. อนุญฺญาตสุตฺต, ปฏิกฺขิตฺตสุตฺต, อนุญฺญาตปฏิกฺขิตฺตสุตฺต 3
10. ถวสุตฺต 1
(โปรดดูรายละเอียดสาสนปัฏฐานในคัมภึร์เนตติปกรณ์เถิด)
[full-post]
แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ