ปฏิสนธิวิญญาณ
(๖๒๔) ความเป็นไปด้วยอำนาจปฏิสนธิแห่งวิญญาณทั้ง ๑๙ ดวงเป็นอันแสดงเพียงเท่านี้
วิญญาณทั้งสิ้นนี้นั้น ปฏิสนธิวิญญาณ เมื่อเป็นไปใน
ปฏิสนธิดังกล่าวมานั้น ย่อมเป็นไปด้วยกรรม ๒ แผนก และ
มีประเภทต่างๆ เช่นประเภท ๒ เป็นต้น โดย ประเภททั้ง
หลาย มีประเภทผสมเป็นอาทิ
ขยายความ
แท้จริง วิปากวิญญาณทั้ง ๑๙ ดวงนี้ เมื่อเป็นไปในปฏิสนธิย่อมเป็นไปด้วยกรรม ๒ แผนกด้วยกัน ด้วยว่า ชนกกรรมย่อมเป็นปัจจัย โดยเป็นกรรมปัจจัยอันเป็นไปใน
-----------------------
ปริจเฉทที่ ๑๗ ปัญญาภูมินิเทศ น. ๙๑๙
ขณะต่างๆ กัน ๑ โดยเป็นอุปนิสสยปัจจัย ๑ แก้วิปากวิญญาณนั้นตามที่เป็นของตนสมคำพระบาลีว่า "กุศลกรรมและอกุศลกรรมเป็นปัจจัยโดยเป็นอุปนิสสยปัจจัยแก่วิบาก"(1) ดังนี้
อนึ่ง พึงทราบประเภทมีประเภท ๒ เป็นต้น โดยประเภททั้งหลายมีประเภทผสมกัน เป็นอาทิแห่งวิปากวิญญาณนั้น ซึ่งเป็นไปอยู่อย่างนี้ คือ แท้จริง วิปากวิญญาณนี้แม้เป็นไปอยู่อย่างเดียวด้วยอำนาจปฏิสนธิ (แต่) เป็น ๒ โดยแยกเป็นประเภทผสมกับรูปและประเภทไม่ผสมกับรูป เป็น โดยแยกเป็นกามภพ รูปภพ อรูปภพ เป็น ๔ โดยกำเนิดอัณฑชะ ชลาพุชะ สังเสทชะ โอปปาติกะ เป็น ๕ โดยคติ เป็น ๗ โดยวิญญาณฐิติ เป็น ๘ โดยสัตตาวาส
วิญญาณผสม
(๖๒๙ ในวิญญาณผสมและไม่ผสมนั้นวิญญาณผสมเป็นไปโดย
ต่างแห่งภาวะ และในภาวะประเภทนั้นเล่า วิญญาณที่มี
ภาวะก็เป็น ๒ (รูปกลาป) ทสกะ ๒ หรือ ๆ บ้างเป็นอย่างต่ำ
ย่อมเกิดพร้อมกับวิญญาณประเภทต้น (คือ วิญญาณผสม)
ขยายความ
ข้อว่า วิญญาณผสมเป็น ๒ โดยต่างแห่งภาวะ นั้น ความว่า ก็ในวิญญาณผสมและไม่ผสมนี้ ปฏิสนธิวิญญาณที่ผสมกับรูปนั้นใดเกิดขึ้น (ในภพ) เว้นแต่อรูปภพ ปฏิสนธิวิญญาณผสมนั้นย่อมมีเป็น ๒ คือมีภาวะ (๑) ไม่มีภาวะ (๑) เพราะเกิดขึ้นเว้นจากภาวะ กล่าวคืออิตถินทรีย์และปุริสินทรีย์ในรูปภพ และเกิดขึ้นพร้อมกับภาวะในกามภพ เว้นแต่ปฏิสนธิของคนกะเทยโดยกำเนิด
ข้อว่า และในภาวะประเภทนั้นเล่า วิญญาณที่มีภาวะก็เป็น ๒ อธิบายและ แม้ในภาวะประเภทนั้นเล่า ปฏิสนธิวิญญาณใดมีภาวะ ปฏิสนธิวิญญาณนั้นก็เป็น ๒ เหมือนกัน เพราะเกิดขึ้นพร้อมกับอิตถีภาวะ หรือปุริสภาวะอย่างใดอย่างหนึ่ง
----------------
(1) อภิ.ป. (ไทย) ๔๐/๔๒๓/๒๗๑
---------------
น. ๙๒๐ คัมภีร์วิสุทธิมรรค
ข้อว่า (รูปกลาป) ๒ หรือ ๓ เป็นอย่างต่ำ ย่อมเกิดพร้อมกับวิญญาณประเภทต้น มีอรรถธิบายว่า ก็ (รูปกลาป) ทสกะ ๒ โดยเป็นวัตถุทสกะและกายทสกะ หรือทสกะ ๓ โดยเป็นวัตถุทสกะ กายทสกะและภาวทสกะบ้างเป็นอย่างต่ำ ย่อมเกิดขึ้นพร้อมกับปฏิสนธิวิญญาณที่ผสมกับรูป อันเป็นประเภทต้น ใน ๒ ประเภท คือผสม (และ) ไม่ผสมนั้น รูป (กลาป ลดลงไปยิ่งกว่านี้ไม่มี
ก็แล ปฏิสนธิวิญญาณที่มีปริมาณรูปกลาปอย่างต่ำดังกล่าวนี้นั้น เมื่อเกิดขึ้นย่อมเกิด เป็นสิ่งที่ได้ชื่อว่า "กลละ" อันมีประมาณเท่า (หยด) หัวเนยใสที่ใช้ขนแกะเส้นหนึ่ง (จุ่ม) ยกขึ้น ในกำเนิด ๒ ที่มีชื่อว่า อัณฑชะและชลาพุชะ ในกำเนิดและคติเหล่านั้น บัณฑิตพึงทราบความมีขึ้นแห่งกำเนิดทั้งหลายที่แตกต่างกันด้วยอำนาจคติ(ดังต่อไปนี้)
กำเนิด
[๖๓๐] ก็ในกำเนิดทั้งหลายนั้น กำเนิด ๓ ข้างต้น ย่อมไม่มีใน
นรกและในพวกเทพ เว้นภุมมเทพ กำเนิดทั้ง ๔ ย่อมมีใน
คติ ๓
ขยายความ
ในบทเหล่านั้นด้วย จ ศัพท์ในบทว่า "เทเวสุ จ" กำเนิด ๓ ข้างต้นพึงทราบว่าไม่มีในนรกและในพวกเทพเว้นภุมมัฏฐเทพ ฉันใด ก็ย่อมไม่มีในพวกนิชฌามตัณหิกเปรตด้วย ฉันนั้น เพราะพวกนิชฌามตัณหิกเปรตนั้น ก็เป็นโอปปาติกะเหมือนกัน ส่วนในคติ ๓ ที่เหลือ อันได้แก่ดิรัจฉานเปรตวิสัย มนุษย์และในพวกภุมมเทพที่เว้นไว้ก่อนด้วยย่อมมีกำเนิด (ครบ) ทั้ง ๔
รูปกลาป
ในคติและกำเนิดเหล่านั้น รูป ๓๐ และ ๙ ย่อมเกิดใน
พวกรูปพรหม อนึ่ง โดยกำหนดอย่างสูง รูป ๗๐ ย่อมเกิด
ในสัตว์จำพวกที่เกิดในกำเนิดสังเสทชะและโอปปาติกะ
อีกอย่างหนึ่ง โดยกำเนิดอย่างต่ำ รูป ๓๐ ย่อมเกิด
-----------------
ปริจเฉทที่ ๑๗ ปัญญาภูมินิเทศ น. ๙๒๑
ขยายความ
อันดับแรก รูป ๓๐ และ ๙ ด้วยอำนาจแห่งกลาป ๔ คือจักขุทสกะ โสตทสกะ วัตถุทสกะ และชีวิตนวกะ ย่อมเกิดขึ้นพร้อมกับปฏิสนธิวิญญาณ ในเหล่าสัตว์ผู้กำเนิดเป็นโอปปาติกะในจำพวกรูปพรหม ส่วนว่าโดยกำหนดอย่างสูง รูป ๗๐ ด้วยอำนาจแห่ง (กลาป ๗ คือ) จักขุทสกะ โสตทสกะ ฆานทสกะ ชิวหาทสกะ กายทสกะ วัตถุทสกะและภาวทสกะ ย่อมเกิดขึ้นพร้อมด้วยปฏิสนธิวิญญาณ ในเหล่าสัตว์ที่เกิดในกำเนิดสังเสทชะและโอปปาติกะ จำพวกอื่นเว้นจำพวกรูปพรหม อนึ่ง รูปทั้ง ๗๐ นั้นย่อมเกิดขึ้นในจำพวกเทพเป็นนิตย์
ในทสกะเหล่านั้น กลุ่มรูปมีปริมาณรูป ๑๐ นี้ คือ สี กลิ่น รส โอชา อีกธาตุ ๔ จักขุประสาท และชีวิต ชื่อว่าจักขุทสกะ (๑๐ ทั้งจักษุ) ทสกะที่เหลือก็พึงทราบโดยนัยดังนี้
ส่วนว่าโดยอย่างต่ำ รูป ๓๐ ด้วยอำนาจแห่ง (กลาป ๓ คือ) ชิวหาทสกะ กายทสกะ และวัตถุทสกะ ย่อมเกิดขึ้นแก่คนตาบอดแต่กำเนิด คนหูหนวกแต่กำเนิด คนจมูกด้วน (ไม่มี ฆานประสาท แต่กำเนิดและคนกะเทยแต่กำเนิด อนึ่ง พึงทราบการกำหนด (รูปกลาป) ในระหว่างปริมาณรูปอย่างสูงและรูปอย่างต่ำ (คือในระหว่างรูป ๗๐ และ ๓๐) ตามควรเถิด
จุติปฏิสนธิแปลกๆ
[๖๓๑] ครั้นทราบอย่างนี้แล้ว พึงกำหนดรู้ความแปลกแห่งความแตกต่างและไม่แตกต่างแห่งจุติและปฏิสนธิโดยขันธ์ อารมณ์ คติ เหตุ เวทนา ปีติ วิตกและวิจาร (ต่อไป) อีก
ขยายความ
ความแห่งคาถานั้นว่า "ก็ปฏิสนธิ ๒ อย่างโดยเป็นปฏิสนธิผสมและปฏิสนธิไม่ผสมนั้นใด และจุติอันมีในลำดับที่เป็นอดีตแห่งปฏิสนธินั้นใด พึงทราบความแปลกแห่งความแตกต่างและไม่แตกต่างแห่งปฏิสนธิและจุตินั้น โดยขันธ์เป็นต้นเหล่านี้" แปลกอย่างไร ? ก็บางทีปฏิสนธิอันมีขันธ์ ๔ ไม่แตกต่างกัน (กับจุติ) แม้โดยอารมณ์ มีขึ้น-
--------------
น. ๙๒๒ คัมภีร์วิสุทธิมรรค
ในลำดับแห่งอรูปจุติที่มี ขันธ์ ๔ (เหมือนกัน)ก็มี บางทีปฏิสนธิมีอารมณ์เป็นมหัคคตะและเป็นภายใน มีขึ้นในลำดับแห่งจุติที่มีอารมณ์ไม่เป็นมหัคคตะและเป็นภายนอกก็มี นี่เป็นนัยในพวกอรูปภูมิเท่านั้นก่อน
อนึ่ง บางทีกามาวจรปฏิสนธิอันมีขันธ์ (ครบ) ๕ มีในลำดับแห่งอรูปจุติที่มีขันธ์ ๔ (คือจุติจากอรูปภูมิมาปฏิสนธิในกามาวจรภูมิ) ก็มี บางทีอรูปปฏิสนธิที่มีขันธ์ ๔ มีในลำดับแห่งกามาวจรจุติอันมีขันธ์ ๕ บ้าง แห่งรูปาวจรจุติบ้าง (คือจุติจากกามาวจรภูมิบ้าง รูปาวจรภูมิบ้าง ไปปฏิสนธิในอรูปภูมิ) ก็มี อย่างนี้เป็นปฏิสนธิ มีอารมณ์เป็นปัจจุบัน มีในลำดับแห่งจุติมีอารมณ์เป็นอดีต
ทุคติปฏิสนธิบางอย่าง มีในลำดับแห่งสุคติจุติบางอย่าง (เช่นคนบางคนตายไปเกิดเป็นสัตว์บางชนิด) ก็มี สเหตุกปฏิสนธิมีในลำดับแห่งอเหตุกจุติ ติเหตุกปฏิสนธิมีในลำดับแห่งทุเหตุกจุติก็มี ปฏิสนธิเป็นโสมนัสสหรคตมีในลำดับแห่งจุติเป็นอุเปกขาสหรคตก็มี ปฏิสนธิประกอบด้วยปีติมีในลำดับแห่งจุติที่ไม่ประกอบด้วยปีติก็มี ปฏิสนธิมีวิตกมีในลำดับแห่งจุติ ที่ไม่มีวิตก ปฏิสนธิมีวิจารมีในลำดับแห่งจุติไม่มีวิจาร ปฏิสนธิที่มีทั้งวิตกวิจารมีในลำดับแห่งจุติที่ไม่มีทั้งวิตกและวิจารก็มีแล
อนึ่ง พึงประกอบ (คำ) เข้าตามที่ควรประกอบได้โดยคำตรงกันข้ามแห่งบทนั้นๆ เถิด
โดยปรมัตถ์
(๖๓๒] อันว่าวิญญาณที่ได้ปัจจัยดังกล่าวมาฉะนี้ นั่นก็เป็นแต่
ธรรมเข้าถึงภพอื่น ความเคลื่อนมาแต่ภพนั้นของมันก็ไม่มี
(แต่ว่า) เว้นเหตุแต่ภพนั้นเสียก็ไม่มี
ขยายความ
ก็วิญญาณที่ได้ปัจจัยดังกล่าวมาฉะนี้ นั่นก็เป็นแต่เพียงรูปธรรมและอรูปธรรมเมื่อเกิดขึ้นก็ (มีโวหาร) เรียกว่า เข้าถึงภพอื่น มิใช่สัตว์ มิใช่ชีวะ อีกทั้งความเคลื่อนจากอดีตภพมาในภพนี้ของมัน ก็ไม่มี แต่ว่าเว้นเหตุแต่อดีตภพนั้นเสีย ความปรากฏขึ้นในภพนี้ของมันก็ไม่มี
------------------
ปริจเฉทที่ ๑๗ ปัญญาภูมินิเทศ น. ๙๒๓
ข้าพเจ้าทั้งหลายจักประกาศความเป็นไปแห่งวิญญาณดังกล่าวนี้นั้น โดยทางสืบปฏิสนธิจากจุติแห่งมนุษย์ซึ่งเห็นได้ชัด
ก็ในอดีตภพ เมื่อบุคคลผู้จวนจะตายเพราะความสิ้นไปเอง หรือเพราะการกระทำ(ร้าย) ก็ตาม ไม่อาจทนความรุมเอาแห่งศัสตราคือมารณัตติกเวทนา (ความเจ็บชนิดถึงตาย) ทั้งหลาย ซึ่งเชือดเฉื่อนเส้นเอ็นทั่วอวัยวะใหญ่น้อยเหลือที่จะทน ครั้นร่างกายซูบซีดไปโดยลำดับ ดุจใบตาลสดที่เขาวางไว้ในแดดค่อยเหี่ยวแห้งไปฉะนั้น ครั้นอินทรีย์ทั้งหลายมีจักขุเป็นต้นดับ กายินทรีย์ มนินทรีย์และชีวิตินทรีย์คง (เหลือ) อยู่แต่ในหทยวัตถุ วิญญาณซึ่งอาศัยหทยวัตถุเท่าที่เหลืออยู่ในขณะนั้น ก็ปรารภเอาครุกรรม (กรรมหนัก) สมาเสวิตกกรรม (กรรมที่ทำเนื่องๆ) อาสันนกรรม (กรรมที่ทำเมื่อใกล้ตาย) ปุพเพกตกรรม (กรรมที่ทำไว้แต่ปางก่อน) อย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งได้แก่สังขารอันได้ปัจจัยที่เหลือ (มีอวิชชาเป็นต้น แล้วหรือปรารภเอา) วิสัย (คือวรรณรูปารมณ์) ซึ่งได้แก่กรรมนิมิต คตินิมิตอันเข้าไปปรากฏแก้วิญญาณนั้นเป็นไปตัณหาในวิสัยนั้นอันมีโทษที่อวิชชาปกปิดไว้ เพราะยังละตัณหาอวิชชาไม่ได้ ก็ชักเอาวิญญาณที่ป็นไปอยู่อย่างนี้นั้นไป สังขาร (คือเจตนา) ที่เกิดร่วมกันก็ (ช่วย) ซัด(วิญญาณนั้น) ไป วิญญาณที่ถูกตัณหาซัดไป ถูกสังขารทั้งหลายซัดไปด้วยอำนาจแห่งสันตติอยู่นั้น ก็ละทิ้งที่อาศัย (คือหทัยวัตถุ) เดิมด้วย ได้ที่อาศัยใหม่อันกรรมสร้างขึ้นบ้าง ไม่ได้บ้าง เป็นไปด้วยปัจจัยทั้งหลายมีอารมณ์เป็นต้นเท่านั้นด้วย ดุจคนหน่วงเชือกซึ่งผูกตันไม้ที่ผั่งในไว้ข้ามคลองไปฉะนั้นแล
ก็แล ในวิญญาณที่ป็นไปนี้ วิญญาณดวงก่อนเรียกว่าจุติวิญญาณเพราะเคลื่อนไป ดวงหลังเรียกว่าปฏิสนธิวิญญาณ เพราะสืบต่อมาแต่เบื้องต้นแห่งภพอื่น อันว่าวิญญาณนี้นั้น บัณฑิตพึงทราบเถิดว่า มันมา ณ ภพนี้จากภพก่อนหามิได้ อีกทั้งเวันเหตุมีกรรม สังขาร ตัณหาผู้ชักและวิสัยเป็นต้นจากภพก่อนนั้นเสีย มันก็ปรากฎมีขึ้นหาได้ไม่
นิทัศนะจุติปฏิสนธิ
[๖๓๓] ธรรมทั้งหลายมีเสียงสะท้อนเป็นต้น พึงเป็นนิทัศนะใน
ข้อนี้ได้ อนึ่ง เพราะความเนื่องกันในสันดาน (คือการสืบ
ต่อ) ความเป็นอันเดียวกันจึงไม่มี ทั้งความต่างกันก็ไม่มีด้วย
------------------
น. ๙๒๔ คัมภีร์วิสุทธิมรรค
ขยายความ
แท้จริง ธรรมทั้งหลายมีประการคือเสียงสะท้อน ประทีป ตราและรูปสะท้อน (คือเงา) พึงเป็นนิทัศนะในข้อนี้ คือในความมิได้มา ณ ภพนี้ แต่ภพก่อน และในความเกิดขึ้นด้วยเหตุที่เนื่องมาแต่ภพอดีตแห่งวิญญาณนั้น เหมือนอย่างว่าเสียงสะท้อนประทีป ตรา และเงาย่อมมี เสียงป็นต้นเป็นเหตุจึงมี เว้นเสียงเป็นต้นเสีย ก็หาไปมิได้ฉันใด จิตนี่ก็ฉันนั้นเหมือนกัน
อนึ่ง ในข้อนี้ เพราะความเนื่องกันในสันดาน (คือการสืบต่อ) ความเป็นอันเดียวกันจึงไม่มี ทั้งความต่างกันก็ไม่มีด้วย จริงอยู่ ผิว่าเมื่อความเนื่องกันในสันดาน(คือการสืบต่อ) ความเป็นอันเดียวกันจึงไม่มี ทั้งความต่างกันก็ไม่มีด้วย จริงอยู่ ผิว่าเมื่อความเนื่องกันในสันดาน (คือการสืบต่อ) มีอยู่ ความเป็นอันเดียวกันอย่างเด็ดขาดจะพึงมีไซร้ นมส้มก็ไม่ใช่เป็นสิ่งเกิดมาแต้นมสดนะซิ แม้ความต่างกันอย่างเด็ดขาดจะพึงมีเล่า นมส้มก็ไม่ใช่เป็นสิ่งอาศัยนมสดนะซิ
นัยการประกอบความในสิ่งที่เป็นเหตุและที่เกิดแต่เหตุ (คือผล) ทั้งปวง ก็นัยนี้ เพราะเมื่อเป็นอย่างนั้น (คือเมื่อถือว่าเหตุกับผลเป็นอันเดียวกันหรือต่างกันเป็นคนละอันเด็ดขาดไปอย่างใดอย่างหนึ่งเช่นนั้น) การลบล้างโวหารของโลกทั้งปวงก็จะมีขึ้นแต่การลบล้างโวหารของโลกนั้น บัณฑิตไม่ปรารถนา เพราะเหตุนั้น ความเป็นอันเดียวกันหรือว่าความต่างกันเด็ดขาดในสิ่งที่เป็นเหตุและผลอันเนื่องกันในสันดานทั้งหลายนี่ บัณฑิตจึงไม่ควรข้องแวะ (คืออย่าใส่ใจ) แล
คำท้วง
[๖๓๔) ในข้อนี้ (มี) โจทกาจารย์ (ผู้ท้วง) กล่าวว่า "เมื่อเป็นความปรากฏ (เกิดขึ้นแห่งวิญญาณ) โดยมิได้เลื่อนมา (แต่ภพก่อน) อย่างนั้น เพราะขันธ์ทั้งหลายที่มีอยู่ในอัตภาพมนุษย์นี้ดับไป และเพราะกรรมที่ป็นปัจจัยแห่งผลไม่ไปในที่เกิดขึ้นแห่งผลนั้น ผลนั้นก็มิ (ไป) มีแก่ผู้อื่น และแต่กรรมอื่นหรือ อนึ่ง เมื่อผู้เสวย (ผล) ไม่มีผลบัดนั้นจะพึงมีแก๋ใครเล่า เพราะเหตุนั้น วิธาน (คือกฏเกณฑ์) อันนี้ไม่ดีดอก" ในคำท้วงนั้น ข้าพเจ้าจะเฉลยต่อไปนี้ :
------------------
ปริจเฉทที่ ๑๗ ปัญญาภูมินิเทศ น. ๙๒๕
สันดาน
ผล (แห่งกรรม) ที่มีในสันดาน (คือการสืบต่ออันหนึ่ง)
หา (ไป) มีแก่ผู้อื่นไม่ และหามีแต่กรรมอื่นไม่ อภิสังขาร
(สภาพที่ปรุงแต่ง) แห่งพืชทั้งหลาย เป็นสาธกแห่งความ
ข้อนี้ได้
ขยายความ
แท้จริง ผล (แห่งกรรม) เมื่อเกิดขึ้นในสันดานอันหนึ่ง (ถึงแม้) เพราะความเป็นอันเดียวกันและความต่างกันเด็ดขาดในสันดานอันหนึ่งนั้นถูกปฏิสนธิ ก็หา (กลาย)เป็นว่า (ไป) เกิดแก่ผู้อื่น หรือเป็นว่าเกิดแต่กรรมอื่น (ไป) ไม่ ก็อภิสังขาร (สภาพที่ปรุงแต่ง) แห่งพืชทั้งหลายเป็นสาธกความแห่งคำนี้ได้ จริงอยู่ เมื่ออภิสังขารทั้งหลายแห่งพืชทั้งหลายมีพืชมะม่วงเป็นต้น อันธรรมชาติทำให้แล้ว ผลต่างๆ เมื่อเกิดขึ้นในกาลอื่น (ภายหลัง) เพราะได้ปัจจัยในสันดานแห่งพืชนั้น ก็หาใช่เกิดขึ้นแก่พืชอื่นๆ ไม่ ทั้งหาใช่เกิดเพราะปัจจัยคือ อภิสังขารอื่นไม่ แต่ว่าพืชเหล่านั้นหรืออภิสังขารทั้งหลายก็หา (ไป) ถึงที่เกิดผลไม่ ข้ออุปไมย บัณฑิตก็พึงทราบฉันนั้น
อนึ่ง ความข้อนี้พึงทราบแม้โดยวิทยา ศิลปะ และโอสถเป็นต้นที่บุคคลประกอบเข้าไว้ในตัวเด็กแล้ว (ไป) ให้ผลในตัว (คนนั้น) ที่เติบโตขึ้นเป็นต้น ในกาลอื่น(ภายหลัง) ก็ได้
แม้คำใดที่โจทกาจารย์กล่าวว่า "อนึ่ง เมื่อผู้เสวย (ผล) ไม่มี ผลนั้นจะพึงมีแก่ใครเล่า" ดังนี้ ข้าพเจ้าจะเฉลยในคำนั้น (ต่อไป)
ผู้เสวย
ความสมมติว่า (มี) ผู้เสวย ย่อมเป็นอันสำเร็จได้ด้วย
ความเกิดขึ้นแห่งผล เปรียบเหมือนความสมมติว่า มีผล
เป็นอันสำเร็จได้ด้วยความเกิดขึ้นแห่งผลของต้นไม้ฉะนี้
---------------
น. ๙๒๖ คัมภีร์วิสุทธิมรรค
ขยายความ
เหมือนอย่างว่าต้นไม้ จะเรียกว่ามีผลหรือว่าเมล็ดผลก็ตาม ก็ด้วยความเกิดขึ้นแห่งผลไม้อันเป็นส่วนหนึ่งแห่งธรรมทั้งหลายที่เรียกว่าต้นไม้นั่นเอง ฉันใด เทวดาหรือมนุษย์ก็ดีจะเรียกว่าได้เสวย (ผล) หรือจะเรียกว่าผู้ได้รับความสุข ผู้ได้รับความทุกข์ก็ตาม ก็ด้วยความเกิดขึ้นแห่งผลคือสุขทุกข์ซึ่งนับเป็นอุปโภค (ของเสวย)เป็นส่วนหนึ่งแห่งขันธ์ทั้งหลายที่เรียกว่าเทวดาและมนุษย์ฉันนั้นเหมือนกัน เพราะเหตุนั้นความหมายอะไร ๆ ด้วยผู้เสวยอื่น (นอกไปจากขันธ์) ในข้อว่าด้วยผู้เสวย (ผล) นี้หามีไม่แล
[๖๓๕] แม้โจทกาจารย์ผู้ใดพึงกล่าวว่า "แม้เมื่อเป็นอย่างนั้น สังขารเหล่านั้นเมื่อมีอยู่ จึงเป็นปัจจัยแห่งผลหรือ หรือว่าไม่มีอยู่ก็เป็นปัจจัยแห่งผลได้เล่า ก็ถ้ามีอยู่จึงเป็นปัจจัยได้ไซร้วิบากของมันก็จะพึงมีแต่ในปวัตติขณะ (คือในขณะที่สังขารเป็นไปอยู่) เท่านั้น ถ้าแม้นไม่มีมันก็เป็นปัจจัยได้เล่า มันก็จะพึงนำผลมาให้ได้เป็นนิตย์ไปทั้งในขณะก่อนปวัตติ (คือในขณะทำกรรม ทั้งภายหลังปวัตติ (คือเมื่อให้ผลสำเร็จแล้ว) ละซิ" ดังนี้ โจทกาจารย์ผู้นั้น พึงได้รับเฉลยดังนี้ ..
ความเป็นปัจจัยแห่งสังขาร
สังขารทั้งหลายนั้นเป็นปัจจัย (แห่งผล) เพราะทำ (ผล)
ขึ้น แต่มันนำผลมาให้เป็นนิตย์หามิได้ กิริยามีการ
ประกันเป็นต้น พึงทราบว่า เป็นนิทัศนะในข้อนั้นได้
ขยายความ
แท้จริง สังขารทั้งหลายย่อมเป็นปัจจัยแห่งผลของตน เพราะทำ (ผล) ขึ้นเท่านั้น ไม่ใช่เพราะมันมีอยู่หรือมันไม่มี ดังพระบาลีว่า "จักขุวิญญาณนั้นป็นวิบาก ย่อมเป็นสิ่งเกิดขึ้นเพราะกุศลกรรมฝ่ายกามาวจรทำขึ้น ก่อขึ้น"(1) ดังนี้เป็นอาทิ และมันเป็นปัจจัยแห่งผลของตน ตามที่ควรแล้วก็ไม่เป็นปัจจัยนำผลมาให้อีก เพราะมันมีวิบากสุกแล้ว (คือให้ผลเสร็จแล้ว) กิริยามีการประกันเป็นต้น (ดังจะกล่าวต่อไป) นี้พึงทราบว่า
-------------------
(1) อภิ.สง. ๓๔/๔๓๑/๑๒๔
-------------------
ปริจเฉทที่ ๑๗ ปัญญาภูมินิเทศ น. ๙๒๗
เป็นนิทัศนะในการอธิบายความข้อนั้นได้ เหมือนอย่างในทางโลก คนผู้ใดเป็นนายประกันเพื่อส่งผลประโยชน์อะไรๆ (ให้เจ้าทรัพย์) หรือซื้อของก็ตาม กู้หนี้ก็ตาม ก็เพียงแต่การทำกิริยานั้น (คือประกันหรือซื้อหรือกู้) แห่งคนผู้นั้นเท่านั้น เป็นปัจจัยในการส่งผลประโยชน์ป็นต้น หาใช่ความมีอยู่หรือไม่มีแห่งกิริยา (เป็นปัจจัย) ไม่ และเบื้องหน้าแต่ส่งผลประโยชน์ให้ (แล้ว) เป็นต้นไป เขาก็ไม่เป็นลูกหนี้อีกเลย เพราะอะไรเพราะการส่ง(ผลประโยชน์) ให้เป็นต้น เขาได้ทำแล้วฉันใด แม้สังขารทั้งหลายก็เป็นปัจจัยแห่งผลของตน เพราะทำ (ผล) ขึ้นเท่านั้น และเบื้องหน้าแต่ให้ผลตามที่ควร(แล้ว) ไป มันก็ไม่เป็นปัจจัยนำผลมาให้อีกต่อไป ฉันนั้นแล
ความเป็นไปแห่งปฏิสนธิวิญญาณอันเป็นไปทั้งสองส่วน โดยเป็นวิญญาณผสมและไม่ผสม เพราะปัจจัยคือสังขารเป็นอันแสดงแล้วด้วยนิเทศกถาเพียงเท่านี้
[๖๓๖] บัดนี้ เพื่อกำจัดเสียซึ่งความเลือนหลงในวิปากวิญญาณ ๓๒ ทั้งหมดนั่น :
สังขารเป็นปัจจัยแห่งวิญญาณ
บัณฑิตพึงเข้าใจสังขาร ทั้งหลายนั่น (ว่า) เป็นปัจจัยแห่ง
วิปากวิญญาณเหล่าไรและอย่างไร ในแหล่งเกิดทั้งหลาย
มีภพเป็นต้น ด้วยอำนาจ (คือหลักบังคับ) แห่งปฏิสนธิและปวัตติ
ขยายความ
ความในคาถานั้นว่า แหล่งเกิดเหล่านี้คือ ภพ ๓ กำเนิด ๔ คติ ๕ วิญญาณฐิติ ๗ สัตตาวาส ๙ ชื่อว่าแหล่งเกิดภพเป็นต้น สังขารทั้งหลายนั้น ย่อมเป็นปัจจัยแห่งวิปากวิญญาณเหล่าใดใน (ตอน) ปฏิสนธิและในปวัตติกาล ในแหล่งเกิดทั้งหลายมีภพเป็นต้นเหล่านั้น และมันป็นปัจจัยด้วยประการใด บัณฑิตพึงทราบด้วยประการนั้นเถิด
พรรณนาความ
ในสังขารทั้งหลายนั้น พรรณนาในปุญญาภิสังขารก่อน ปุญญาภิสังขารประเภท (กุศล) เจตนา ๘ ฝ่ายกามาวจร (ว่า) โดยไม่แยก(ประเภท) กัน ย่อมเป็นปัจจัยโดยส่วนสอง คือโดยเป็นกรรมปัจจัยในขณะต่างๆ ด้วย
--------------------
น. ๙๒๘ คัมภีร์วิสุทธิมรรค
โดยเป็นอุปนิสสยปัจจัยด้วย แห่งวิปากวิญญาณ ๙ ในสุคติกามภพ ในปฏิสนธิ (กาล)ปุญญาภิสังขารประเภทกุศลเจตนา ๕ ฝ่าย รูปาวจรเป็นปัจจัยแก่วิปากวิญญาณ ๕ แม้ในรูปภพ เฉพาะในปฏิสนธิ อนึ่ง ปุญญาภิสังขารฝ่ายกามาวจรมีประเภทดังกล่าว เป็นปัจจัยโดยส่วนสองตามนัยที่กล่าวนั่นแล แห่งวิปากวิญญาณกามภูมิ ๗ เว้นอเหตุกมโนวิญาณธาตุที่สหรคตกับอุเบกขาในสุคติกามภพ ในปวัตติกาลไม่เป็นปัจจัยในปฏิสนธิ ปุญญาภิสังขารประเภทที่กล่าวนั้นแหละเป็นปัจจัยโดยส่วนสอง อย่างนั้นเหมือนกันแห่งวิปากวิญญาณ ในรูปภพ ในปวัตติกาล ไม่เป็นปัจจัยในปฏิสนธิ ส่วนในทุคติกามภพ ปุญญาภิสังขารฝ่ายกามาวจรที่กล่าวนั้นเป็นปัจจัยโดยส่วนสองอย่างนั้นเหมือนกัน แห่งวิปากวิญญาณกามภูมิทั้ง ๘ ในปวัตติกาลได้ (แต่)ไม่เป็นปัจจัยในปฏิสนธิ ในทุคติกามภพนั้นในนรก ปุญญาภิสังขารฝ่ายกามาวจรนั้นก็เป็นปัจจัยในการประสบอิฏฐารมณ์ได้ในคราวต่างๆ เช่นคราวจาริก (เยี่ยม) นรกแห่งพระมหาโมคคัลลานเถระเป็นต้น อนึ่ง อิฏฐารมณ์ย่อมมีได้ในพวกสัตว์ดิรัจฉานและในพวกเปรตที่มีฤทธิ์มากด้วยเหมือนกัน ปุญญาภิสังขารฝ่ายกามาวจรนั้นแหละเป็นปัจจัยโดยส่วนสองอย่างนั้นเหมือนกัน แห่งวิญญาณที่เป็นกุศลวิบากทั้ง ๑๖ ในสุคติกามภพ ทั้งในปวัดติกาลทั้งในปฏิสนธิ แต่ (ว่า) โดยไม่แยกกัน (คือรวมกามาวจรและรูปาวจรเข้าด้วยกัน) ปุญญาภิสังขารเป็นปัจจัยโดยส่วนสองอย่างนั้นเหมือนกันแห่งวิปากวิญญาณ ๑๐ ในรูปภพทั้งในปวัตติกาลและในปฏิสนธิด้วยอปุญญาภิสังขารประเภทอกุศลเจตนา ๑๒ เป็นปัจจัยโดยส่วนสองอย่างนั้นนั่นแลแห่งวิญญาณดวง ๑ (คือปฏิสนธิวิญญาณ) ในทุคติกามภพ ในปฏิสนธิไม่ป็นในปวัตติกาล เป็นปัจจัยแก่อกุศลวิปากวิญญาณ ๖ ในปวัตติกาลไม่เป็นในปฏิสนธิเป็นปัจจัยแก่อกุศลวิปากวิญญาณทั้ง ๗ ทั้งในปวัตติกาลและในปฏิสนธิ ส่วนในสุคติกามภพ อปุญญาภิสังขารก็เป็นปัจจัยโดยส่วนสองอย่างนั่นแหละแก่อกุศลวิปากวิญญาณทั้ง ๗ นั้นในปวัตติกาลได้เหมือนกัน (แต่) ไม่เป็นในปฏิสนธิ ในรูปภพมันก็เป็นปัจจัยโดยส่วนสองอย่างนั้นแหละ แห่งวิปากวิญญาณ ในปวัตติกาล (แต่)ไม่เป็นในปฏิสนธิ ก็แต่ว่าความที่อปุญญาภิสังขารเป็นปัจจัยในรูปภพนั้น เป็นโดยเห็นรูปที่ไม่น่าปรารถนาและได้ยินเสียงที่ไม่น่าปรารถนาในกามาวจรภพ เพราะว่าในพรหมโลก อันสิ่งที่ไม่น่าปรารถนาทั้งหลายมีรูปที่ไม่น่าปรารถนาเป็นต้นหามีไม่ แม้ในกามาวจรเทวโลกก็อย่างนั้น
-------------------
ปริจเฉทที่ ๑๗ ปัญญาภูมินิเทศ น. ๙๒๙
ส่วนอเนญชาภิสังขารเป็นปัจจัยโดยส่วนสองอย่างนั้นเหมือนกันแห่งวิปากวิญญาณ ๔ ในอรูปภพ ทั้งในปวัตติกาลและในปฏิสนธิกาล
สังขารเหล่านั้นเป็นปัจจัยแก่วิปากวิญญาณหล่าใด ด้วยอำนาจแห่งปฏิสนธิและปวัตติในภพทั้งหลาย และมันเป็นปัจจัยด้วยประการใด พึงทราบด้วยประการนั้นดังกล่าวมาฉะนี้ก่อน แม้ในกำเนิดเป็นต้น ก็พึงทราบโดยนัยนั้นเหมือนกัน
[๖๓๗] (ต่อไป) นี้เป็นคำชี้แจงข้อสำคัญในกำเนิดเป็นต้นนั้นต่อไป ก็เพราะว่าในสังขารทั้งหลายนั้น อันดับแรก ปุญญาภิสังขารให้ปฏิสนธิในภพ ๒ (คือกามภพและรูปภพ) แล้วยังวิบากของตนทั้งปวงให้เกิด (อย่างใด) ก็ให้ปฏิสนธิในกำเนิด ๔ มีอัณฑชะเป็นต้น ในคติ ๒ กล่าวคือเทวดาและมนุษย์ ในวิญญาณฐิติ ๔ ได้แก่นานัตตกายนานัตตสัญญี (สัตว์เหล่าหนึ่งมีกายต่างกัน มีสัญญาต่างกัน) นานัตตกายเอกัตตสัญญี (สัตว์เหล่าหนึ่งมีกายต่างกันแต่มีสัญญาอย่างเดียวกัน)เอกัตตกายนานัตตสัญญี (สัตว์เหล่าหนึ่งมีกายอย่างเดียวกันแต่มีสัญญาต่างกัน)เอกัตตกายเอกัตตสัญญี (สัตว์เหล่าหนึ่งมีกายอย่างเดียวกันมีสัญญาอย่างเดียวกัน) (ไม่นับรวมในสัตตาวาส) เพราะว่าในอสัญญีสัตตาวาส ปุญญาภิสังขารนั้นปรุงแต่งแต่รูปอย่างเดียวเท่านั้น แล้วยังวิบากของตนทั้งปวงให้เกิดอย่างเดียวกันนั้น เพราะเหตุนั้น ปุญญาภิสังขารนั้นจึงเป็นปัจจัยโดยนัยที่กล่าวแล้ว (คือเป็นนานาขณิกกัมมปัจจัยและอุปนิสสยปัจจัย) นั่นแลแห่งวิปากวิญญาณ ๒๑ ในภพ ๒ กำเนิด ๔ คติ ๒ วิญญาณฐิติ ๔ และสัดตาวาส ๔ เหล่านั้น ทั้งในปฏิสนธิและในปวัตดิกาลตามที่มันเป็น
ส่วนอปุญญาภิสังขารย่อมให้ผลโดย (ให้) ปฏิสนธิในกามภพ ภพเดียวกันเท่านั้น ใน กำเนิด ๔ นอกนั้นก็ในคติ ๓ ในวิญญาณฐิติเดียว คือนานัตตกายเอกัตตสัญญีและในสัตตาวาสก็เช่นนั้นเหมือนกัน เหตุใด เพราะเหตุนั้น อปุญญาภิสังขารนั่นจึงเป็นปัจจัย โดยนัยที่กล่าวแล้วนั่นเหมือนกันแห่งวิปากวิญญาณ ๗ ในภพเดียว ในกำเนิด ๔ ในคติ ๓ ในวิญญาณฐิติเดียว และในสัตตาวาสเดียว (สัตตาวาส ๒ คือ นานาตตกาย ๑, เอกัตตสัญญี ๑) ทั้งในปฏิสนธิและในปวัตติกาล
ส่วนอเนญชาภิสังขารให้ผลโดย (ให้) ปฏิสนธิในอรูปภพ ภพเดียวเท่านั้น ในกำเนิด โอปปาติกะกำเนิดเดียว ในเทวคติคติเดียว ในวิญญาณฐิติ ๓ มีชั้นอากาสา-
----------------------
น. ๙๓๐ คัมภีร์วิสุทธิมรรค
นัญจายตนะเป็นต้น เหตุใด เพราะเหตุนั้น อเนญชาภิสังขารนั่นจึงเป็นปัจจัยโดยนัยที่กล่าวแล้วเหมือนกันแห่งวิญญาณ ๔ ในภพเดียว กำเนิดเดียว คติเดียว วิญญาณฐิติ ๓ สัตตาวาส ๔ ทั้งในปฏิสนธิและในปวัตติกาลแล
บัณฑิตพึงเข้าใจสังขารทั้งหลายนั่น (ว่า) เป็นปัจจัย
แก่วิปากวิญญาณเหล่าไรและอย่างไร ในแหล่งเกิดทั้งหลาย
มีภพเป็นต้น ด้วยอำนาจ (คือ หลักบังคับ) แห่งปฏิสนธิ
และปวัตติโดยนัยดังกล่าวมาฉะนี้ เทอญ
นี่เป็นกถาอย่างพิสดารในบทว่า "สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ" วิญญาณเป็นปัจจัยแก่นามรูป
(๖๓๘) ในบทว่า "วิญฺญาณปจฺจยา นามรูปํ" บัณฑิตพึงทราบวินิจฉัย โดยวิภาคแห่งนามรูปทั้งหลาย โดยความเป็นไป(แห่งนามรูป) ในแหล่งทั้งหลายมีภพเป็นต้นโดยสงเคราะห์(ย่อเข้า) โดยปัจจยนัย
วินิจฉัยโดยวิภาค
ก็ในข้อว่า "โดยวิภาคแห่งนามรูปทั้งหลาย" นั้น มีวินิจฉัยว่า ขันธ์ ๓ มีเวทนาเป็นต้น ชื่อว่า นาม เพราะน้อมไปมุ่งหน้าต่ออารมณ์ มหาภูต ๔ และอุปาทายรูป (รูปอาศัย) แห่งมหาภูต ๔ ชื่อว่า รูป วิภาค (คือประเภท) แห่งนามรูปทั้งหลายนั้น ได้กล่าวไว้ในขันธนิเทศแล้วแล
วินิจฉัยในบทว่า "วิญณาณปจฺจยา นามรูปํ" นั้น โดยวิภาคแห่งนามรูปทั้งหลายพึงทราบดังกล่าวมาฉะนี้ เป็นอันดับแรก
วินิจฉัยโดยความเป็นไป
ส่วนในข้อว่า "โดยความเป็นไป (แห่งนามรูป ในแหล่งทั้งหลายมีภพเป็นต้น" นี้ มีวินิจฉัยว่า นาม ย่อมเป็นไปในภพ กำเนิด คติ วิญญาณฐิติทั้งปวงและในสัตตาวาสที่เหลือ เว้นสัตตาวาสหนึ่ง (คืออสัญญสัตตาวาส) รูป ย่อมเป็นไปในภพ ๒ กำเนิด ๔ในคติ ในวิญญาณฐิติ ๔ ข้างต้น ในสัตตาวาส ๕ ข้างต้น (รวมอสัญญสัตตาวาส)
--------------------
ปริจเฉทที่ ๑๗ ปัญญาภูมินิเทศ น. ๙๓๑
ด้วย) ก็แล เมื่อนามรูปนั่นเป็นไปอยู่อย่างนั้น เหตุที่ในปฏิสนธิขณะแห่งเหล่าสัตว์ คัพภเสยยกะกำเนิดที่ยังไม่แสดงภาวะ (เพศ) และแห่งเหล่าสัตว์อัณฑชะกำเนิดที่ยังไม่แสดงภาวะ สันตติสีสะ (คือรูปกลาปซึ่งเป็นต้น เป็นมูลแห่งการสืบต่อ) ๒ โดยเป็นรูปด้วยอำนาจแห่งวัตถุทสกะ (หมวดรูป ๑๐ ทั้ง หทัย) และกายทสกะ (หมวดรูป ๑๐ ทั้งกายประสาท) กับอรูปขันธ์ ๓ ย่อมเกิดปรากฏขึ้น เหตุนั้น โดยกระจายรูปเหล่านั้นออกไป (ก็) ธรรม ๒๓ คือ (รูป) ธรรม ๒๐ โดยเป็นรูปรูป (คือรูปที่สำเร็จแล้ว) กับอรูปขันธ์ ๓ นั่น (แหละ) บัณฑิตพึงทราบว่าชื่อว่า นามรูป เกิดมีเพราะปัจจัยคือวิญญาณ แต่โดยถือเอาแต่รูปที่ยังไม่ได้ถือ (คือถือเอาแต่ที่ไม่ซ้ำกัน)ชักรูปธรรม ๙ จากสันตติสีสะหนึ่งออกเสียก็ (เหลือ) ๑๔ เพิ่มภาวทสกะ (หมวดรูป ๑๐ ทั้งภาวะ สำหรับสัตว์ที่มีภาวะ (แล้ว) เข้าก็เป็น ๓๓ โดยถือเอาแต่ที่ยังไม่ถือเอา ชักรูปธรรม ๑๘ จากสันตติสีสะ ๒ หมวดออกเสียอีกก็ (เหลือ) ๑๕ (ชื่อว่า วิญญาณปจฺจยา นามรูปํ สำหรับสัตว์ ๒ กำเนิดนั้น)
ส่วนในเหล่าสัตว์โอปปาติกะกำเนิด เหตุที่ในปฏิสนธิขณะแห่งรูปพรหม มีจำพวกพรหมกายิกะเป็นต้น สันตติสีสะ ๔ โดยเป็นรูปด้วยอำนาจแห่งจักขุทสกะ โสตทสกะ วัตถุทสกะและชีวิตินทรียนวกะกับอรูปขันธ์ ๓ ย่อมปรากฏ เหตุนั้น โดยกระจายรูปของรูปพรหมเหล่านั้นออกไป (ก็) ธรรม ๔๒ คือ (รูป) ธรรม ๓๙ โดยเป็นรูปรูป กับอรูปขันธ์ ๓ นั่นบัณฑิตพึงทราบว่า ชื่อว่า นามรูป อันมีเพราะปัจจัยคือวิญญาณ แต่โดยถือเอาที่ยังไม่ได้ถือเอา ชัก (รูป) ธรรม ๒๗ (ที่ซ้ำกัน) จากสันตติสีสะ ๓ หมวดออกเสีย ก็ (เหลือ) ๑๕
ส่วนในกามภพ เหตุที่ในปฏิสนธิขณะแห่งเหล่าสัตว์โอปปาติกะกำเนิดที่เหลือก็ดี แห่งเหล่าสัตว์สังเสทชะกำเนิดก็ดี ที่มีภาวะและมีอายตนะครบ สันตติสีสะ ๗ โดยเป็นรูป และอรูปขันธ์ ๓ ย่อมปรากฏ เหตุนั้น โดยกระจายรูปเหล่านั้นออกไป (ก็)ธรรม ๗๓ คือ (รูป) ธรรม ๗๐ โดยเป็นรูปรูปกับอรูปขันธ์ ๓ นั่นบัณฑิตพึงทราบว่าชื่อว่า นามรูป อันมีเพราะปัจจัยคือวิญญาณ แต่โดยถือเอาเฉพาะที่ยังไม่ได้ถือเอา ชัก (รูป) ธรรม ๕๔ (ที่ซ้ำกัน) จากรูปสันตติสีสะ ๖ หมวดออกเสีย ก็ (เหลือ) ๑๙ นี่เป็นการนับอย่างสูง ส่วนอย่างต่ำ การนับนามรูปอันมีเพราะปัจจัยคือวิญญาณในปฏิสนธิแห่งเหล่าสัตว์ผู้มีรูปสันตติสีสะนั้น ๆ วิกล (บกพร่อง) ก็พึงทราบโดยลดย่นลงบ้าง ขยายออกบ้าง ตามเกณฑ์แห่งสันตติสีสะนั้นๆ เถิด
------------------
น. ๙๓๒ คัมภีร์วิสุทธิมรรค
ส่วนในปฏิสนธิแห่งอรูปพรหมทั้งหลาย ก็ปรากฎแต่อรูปขันธ์ ๓ (ไม่มีรูป) ในปฏิสนธิแห่งเหล่าอสัญญีพรหม ปรากฏแต่ชีวิตินทรียนวกะเป็นรูปเท่านั้นแล นี่เป็นนัยในปฏิสนธิก่อน
ส่วนในปวัตติกาล สุทธัฏฐกรูป (กลุ่มรูป ๘ ล้วน คืออวินิพโภครูป) อันมีอุตุเป็นสมุฏฐานโดยอุตุ (คือเตโชธาต) ที่เป็นไปพร้อมกับปฏิสนธิจิต ย่อมปรากฏขึ้นในฐิติขณะแห่งปฏิสนธิจิต ในทุกแหล่งที่เป็นไปแห่งรูป แต่ (ตัว) ปฏิสนธิจิตหายังรูปให้ตั้งขึ้นได้ไม่ แท้จริงปฏิสนธิจิตนั้นไม่อาจยังรูปให้ตั้งขึ้นได้ เพราะเป็นจิตมีกำลังน้อยเหตุที่ (หทัย) วัตถุ (เพิ่งเกิด) ยังมีกำลังอ่อน เปรียบเหมือนคนตกเหวไม่สามารถเป็นที่อาศัยแห่งคนอื่นได้ฉะนั้น จำเดิมแต่ภวังคจิตดวงแรกต่อแต่ปฏิสนธิจิตไปสุทธัฏฐกรูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐานจึงปรากฎขึ้นถึงกาลที่เสียงปรากฏ (คือถึงคราวจะเกิดเสียงได้) สัททนวกะ (กลุ่มรูป ๙ ทั้งเสียง) จึงปรากฏขึ้นแต่ฤดูอันเป็นไปต่อแต่ปฏิสนธิขณะนั่นแล และแต่จิตด้วย ส่วนสัตว์เหล่าใดเป็นคัพภไสยกสัตว์อาศัยกวฬิงการาหารเป็นอยู่ สุทธัฏฐกรูปอันมีอาหารเป็นสมุฏฐาน ย่อมปรากฏในสรีระของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งอาหารที่มารดากลืนกินลงไป ซึมซาบเข้าไป ตามพระบาลีว่า :
"ก็สัตว์ผู้กำบังตัวอยู่ในท้องของมารดา มารดาของเขา
บริโภคโภชนะอันใด เป็นข้าวก็ดี น้ำก็ดี (ลงไป) เขา
ยังชีพให้เป็นไปในท้องมารดานั้นด้วยโภชนะนั้น" ดังนี้"(1)
สำหรับโอปปาติกะสัตว์ทั้งหลาย สุทธัฏฐกรูปอันมีอาหารเป็นสมุฎฐาน ย่อมปรากฏในกาลที่กลืนเขฬะที่อยู่ในปากของตนลงไปเป็นครั้งแรก เพราะฉะนั้น โดยรวมกันเข้า ธรรม ๙๙ คือรูป ๙๖ อย่าง ได้แก่ รูป ๒๖ ด้วยอำนาจแห่งสุทธัฏฐกรูปมีอาหารเป็นสมุฏฐาน (๘) และแห่งนวกรูป ๒ อย่างสูง อันมีอุตุและจิตเป็นสมุฏฐาน(๑๘ ) และรูป ๗๐ อย่างที่มีกรรมเป็นสมุฏฐาน อันเกิดขึ้น ๓ วาระในขณะจิตหนึ่งๆ ซึ่งกล่าวมาก่อนแล้วกับอรูปขันธ์ ๓ (รวมเป็น๙๙) หรือว่าเหตุที่เสียงเป็นสิ่งไม่แน่นอนอย่าง (คือที่เป็นอุตุ เพราะปรากฏในบางคราวเท่านั้น เหตุนั้น ชักเสียงทั้งสมุฏฐานและจิตตสมุฏฐาน) นั้นออกเสีย ธรรมจำนวนนี้ก็เป็น ๙๙ บัณฑิตพึงทราบว่าชื่อว่า นามรูป อันมีเพราะปัจจัยคือวิญญาณแห่งสัตว์ทั้งปวงตามที่มันเป็น ด้วยว่าเมื่อ
-------------------
(1) สํ.ส. (ไทย) ๑๕/๒๓๕/๓๓๘
-----------------
ปริจเฉทที่ ๑๗ ปัญญาภูมินิเทศ น. ๙๓๓
สัตว์ทั้งปวงนั้น แม้หลับไป แม้มัวเมา แม้กินอยู่ แม้ดื่มอยู่ ธรรมอันมีวิญญาณเป็นปัจจัย เหล่านั้นก็คงเป็นไปทั้งกลางวันและกลางคืน ก็แลความที่ธรรมเหล่านั้นมีวิญญาณ เป็นปัจจัยนั้น ข้าพเจ้าทั้งหลายจักพรรณนาข้างหน้า
ส่วนว่าในรูปเหล่านั้น กัมมชรูป (รูปเกิดแต่กรรม มีกรรมเป็นสมุฏฐาน) นั้นใด กัมมชรูปนั้นแม้ตั้งขึ้นก่อนเพื่อนในภพ กำเนิด คติ (วิญญาณ)ฐิติ และสัตตาวาสทั้งหลาย (แต่หาก) รูป ๓ สมุฏฐาน (คือ อุตุ จิต อาหาร) ไม่ช่วยอุปถัมภ์แล้ว ก็หาอาจตั้งอยู่ทนไม่ แม้ รูป ๓ สมุฏฐานเล่า (หาก) กัมมชรูปนั้นไม่อุปถัมภ์ก็ไม่อาจตั้งอยู่ได้นาน (เหมือนกัน) ที่แท้นั้นรูปทั้ง ๔ สมุฏฐานนั้นต่างอุปถัมภ์กันและกันไว้นั่นแลจึงไม่ตกไปเสีย ตั้งอยู่ได้ปี ๑ ก็มี ๒ ปีก็มี ฯลฯ ถึง ๑๐๐ ปีก็มี เป็นไปตราบเท่าสิ้นอายุหรือสิ้นบุญแห่งสัตว์เหล่านั้น ดังกลุ่มไม้อ้อที่รากยึดไว้ทั้ง ๔ ทิศ แม้ถูกลมตีก็ตั้งอยู่ได้ และดังพวกคนเรือแตกที่ได้ที่พึ่งที่ไหนสักแห่งในมหาสมุทรแล้ว แม้ถูกกำลังคลื่นดีก็ทรงตัวอยู่ได้ฉะนั้นแล
การวินิจฉัยในบท วิญณาณปจฺจยา นามรูปํ นี้ โดยความเป็นไปในแหล่งทั้งหลายมีภพเป็นต้น บัณฑิตพึงทราบดังกล่าวมาฉะนี้ ประการหนึ่ง
วินิจฉัยโดยสงเคราะห์
[๖๓๙] ส่วนในข้อว่า "โดยสงเคราะห์" นั้นมีวินิจฉัยว่า นามอันมีเพราะปัจจัยคือวิญญาณ อย่างเดียว ทั้งในปวัตติกาลและปฏิสนธิกาล ในอรูปภพ และ (เฉพาะ) ในปวัตติกาล ในปัญจโวการภพอันใดก็ดี รูปอันมีเพราะปัจจัยคือวิญญาณอย่างเดียวในทุกกาลในพวกอสัญญสัตว์ และ (เฉพาะ ในปวัตติกาลในปัญจโวการภพอันใดก็ดี นามและรูปทั้งปวงนั้น บัณฑิตพึงสงเคราะห์เข้าโดยเอกเทสสรูเปกเสสนัย (นัยที่แสดงโดยการคงศัพท์ที่มีรูปเหมือนกันเพียงบางส่วนให้เหลือไว้เพียงศัพท์เดียว) ดังนี้ว่า "นามด้วย รูปด้วย ทั้งนามและรูปด้วย ชื่อว่า นามรูป" แล้วพึงทราบเถิดว่า นามรูปนั้นชื่อว่านามรูปอันมีเพราะปัจจัยคือวิญญาณ
หากมีคำท้วงว่า "คำวินิจฉัยนี้ไม่ชอบ เพราะในพวกอสัญญสัตว์ ไม่มีวิญญาณ" ดังนี้ไซร้ คำแก้พึงมีว่า "ไม่ชอบหามิได้ (เพราะเหตุดังต่อไปนี้) .
-------------------
น. ๙๓๔ คัมภีร์วิสุทธิมรรค
คาถาสังเขป
วิญญาณที่เป็นเหตุแห่งนามรูปนี้ใด วิญญาณนั้น
ปราชญ์ทราบกันว่ามี ๒ ส่วน คือ วิปากวิญญาณ (วิญญาณ
ที่เป็นวิบาก และอวิปากวิญญาณ (วิญญาณ ที่ไม่ใช่วิบาก)
เพราะเหตุที่วิญญาณมี ๒ ส่วน (ดังนี้)คำวินิจฉัยนี้จึงชอบแท้
ขยายความ
จริงอยู่ วิญญาณใดเป็นเหตุแห่งนามรูป วิญญาณนั้นปราชญ์ทราบกันว่า มี ๒ ส่วน โดยแยกป็นวิปากวิญญาณ และอวิปากวิญญาณ ในพวกอสัญญสัตว์ก็วิญญาณนี้เองเป็นรูป อันมีเพราะปัจจัยคืออภิสังขารวิญญาณที่เป็นไปในปัญจโวการภพเพราะเป็นรูปที่มีกรรมเป็นสมุฏฐาน ในปวัตติกาลในปัญจโวการภพก็อย่างนั้น คือในขณะจิตมีกุศลจิตเป็นต้น รูปก็มีกรรมเป็นสมุฏฐาน (เช่นกัน) เพราะฉะนั้น คำวินิจฉัยนี้จึงชอบแล้ว
วินิจฉัยในบทว่า วิญญาณปจฺจยา นามรูปํ นี้โดยสงเคราะห์เข้า บัณฑิตพึงทราบดังกล่าวมาฉะนี้ ประการหนึ่ง
โดยปัจจยนัย
(๖๔๐] ส่วนในข้อว่า "โดยปัจจยนัย" นั้น มีวินิจฉัยว่า
วิปากวิญญาณเป็นปัจจัยแก่นาม ๙ อย่างแห่งวัตถุรูป
(คือ หทัย) ก็ ๙ อย่าง แห่งรูปที่เหลือ ๘ อย่าง อภิสังขาร
วิญญาณเป็นปัจจัยแก่รูปอย่างเดียว ส่วนวิญญาณ นอก
นั้นเป็นปัจจัยแก่นามรูปนั้นๆ ตามควร
ขยายความ
จริงอยู่ นามที่นับว่าเป็นวิบากในปฏิสนธิกาลหรือในปวัตติกาลก็ดีนั้นใด วิปากวิญญาณที่เป็นไปในปฏิสนธิกาลบ้าง อื่นบ้าง ย่อมเป็นปัจจัย ๙ อย่าง โดยเป็นสหชาตปัจจัย อัญญมัญญปัจจัย นิสสยปัจจัย สัมปยุตตปัจจัย วิปากปัจจัย อาหาร-
------------------
ปริจเฉทที่ ๑๗ ปัญญาภูมินิเทศ น. ๙๓๕
ปัจจัย อินทรียปัจจัย อัตถิปัจจัย และอวิคตปัจจัยแห่งนามนั้น อันผสมกับรูปหรือมิได้ผสมก็ตาม เป็นปัจจัย ๙ อย่างโดยเป็น สหชาตะ อัญญมัญญะ นิสสยะ วิปากะ อาหาระ อินทรียะ วิปปยุตตะ อัตถิ และอวิคตปัจจัยแห่งหทยวัตถุรูปในปฏิสนธิกาล แต่เป็นปัจจัยโดยปัจจัยใน ๙ นี้ ชักอัญญมัญญูปัจจัยออกเสีย เหลือ ๘ แห่งรูปที่เหลือเว้นหทยวัตถุรูป ส่วนอภิสังขารวิญญาณเป็นปัจจัยอย่างเดียว โดยเป็นอุปนิสสยปัจจัย(ปกตูปนิสสยปัจจัย)เท่านั้น แก่รูปอสัญญีสัตว์บ้าง แก่กรรมชรูปในปัญจโวการภพบ้าง (ทั้งนี้) โดยปริยายทางพระสูตร วิญญาณที่เหลือทั้งหมดนับแต่ภวังค์ดวงแรก พึงทราบว่าย่อมเป็นปัจจัยแก่ นามรูปนั้นๆ ตามควรอันจะแสดงปัจจยนัยแห่งนามรูปนั้นโดยพิสดาร ก็จำต้องขยาย ปัฏฐานกถาทั้งหมด(คัมภีร์) เพราะเหตุนี้ ข้าพเจ้าจึงไม่ริวิตถารนัยนั้น
ในความที่วิญญาณเป็นปัจจัยแก่นามรูปนั้น หากมีคำถามว่า ก็ข้อที่ว่านามรูปในปฏิสนธิย่อมมีเพราะปัจจัยคือวิญญาณนั่นจะพึ่งทราบได้อย่างไร ? ดังนี้ พึงแก้ว่า "ทราบได้โดยพระสูตรและโดยยุติ (คือข้ออนุมานที่ชอบด้วยเหตุ)"
จริงอยู่ ในพระสูตร ความที่นามธรรมทั้งหลายมีเวทนาเป็นต้นมีวิญญาณเป็นปัจจัยส่วนมาก เป็นอันสำเร็จได้โดยนัยในพระสูตรเช่นว่า "จิตฺตานุปริวตฺติโน ธมฺมา ธรรมทั้งหลายย่อมหมุนเวียนไปตามจิต" ดังนี้เป็นอาทิ ก็ว่าโดยส่วนยุติ
คาถาสังเขป
วิญญาณเป็นปัจจัยแก่รูปแม้ที่ (มอง) ไม่เห็น ย่อมสำเร็จ
ได้โดยจิตตชรูปที่ (มอง) เห็นได้ในโลกนี้
ขยายความ
ความว่า โดยนัยที่ว่า "เมื่อจิตผ่องใสหรือไม่ผ่องใส รูปอันเป็นไปตามจิตนั้น เมื่อเกิดขึ้นเป็นรูปที่ (มอง) เห็นได้ และการอนุมานถึงรูปที่ (มอง) ไม่เห็น ก็มีได้โดยรูปที่(มอง) เห็น" ดังนี้ ข้อว่า "วิญญาณเป็นปัจจัยแก่ปฏิสนธิรูปที่แม้ (มอง) ไม่เห็น" นั่นจึงทราบได้โดยจิตตซรูปที่ (มอง) เห็นได้ในโลกนี้ จริงอยู่ ความที่แม้รูปที่มีกรรมเป็นสมุฏฐาน ก็มีวิญญาณเป็นปัจจัยได้ดังรูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐานมาในคัมภีร์ปัฏฐานแล
----------------------
น. ๙๓๖ คัมภีร์วิสุทธิมรรค
วินิจฉัยในบทว่า "วิญณาณปจุจยา นามรูปํ" นี้ โดยปัจจยนัย บัณฑิตพึงทราบดังกล่าวมาฉะนี้ประการหนึ่ง แล
นี่เป็นกถาอย่างพิสดารในบทว่า "วิญญาณปจฺจยา นามรูปํ"
นามรูปเป็นปัจจัยแห่งสฬายตนะ
(๖๔๑] ในบทว่า "นามรูปปจฺจยา สฬายตนํ"
นาม ได้แก่ขันธ์ ๓ รูป ได้แก่รูปมีภูตรูป และวัตถุรูป
(หทยวัตถุ) เป็นต้น นามรูปนั้นอันทำให้เป็นเอกเสส
เป็นปัจจัยแก่สหายตนะนั้นอันทำให้เป็นเอกเสสเช่นนั้น
เหมือนกัน
ขยายความ
ความว่า นามรูปอันเป็นปัจจัยแก่สพายตนะนั้นใด ในนามรูปนั้น พึงทราบว่าขันธ์ ๓ มีเวทนาเป็นต้น ชื่อว่านาม ส่วนรูปเป็นของเนื่องด้วยสิ่งที่มีสันตติ โดยเฉพาะได้แก่รูปมีภูตรูป และวัตถุรูปเป็นต้น อย่างนี้คือ ภูตรูป ๔ วัตถุรูป ๖ ชีวิตินทรียรูป (๑) ก็แลนามรูปนั้นอันทำให้เป็นเอกเสสว่า "นามด้วย รูปด้วย ทั้งนามและรูปด้วย ชื่อว่านามรูป" ดังนี้ พึงทราบว่า ย่อมเป็นปัจจัยแก่สพายตนะอันทำให้เป็นเอกเสสเหมือนกันดังนี้ว่า "ฉัฏฐายตนะ (อายตนะ ที่ ๖) ด้วย สฬายตนะ (อายตนะ ๖) ด้วย ชื่อว่าสฬายตนะ ถามว่า - เพราะเหตุไร (จึงทำเอกเสสอย่างนั้น) ตอบว่า - เพราะในอรูปภพนามอย่างเดียวเป็นปัจจัย และนามนั้นก็เป็นปัจจัยแก่อายตนะที่ ๖ เท่านั้น หาเป็นปัจจัยแก่อายตนะอื่นไม่ สมคำในวิภังค์ว่า "นามปจฺจยา ฉฏฺฐายตนํ อายตนะที่ ๖ ย่อมมีเพราะปัจจัยคือนาม"*(1) ดังนี้
ในบท (นี้) นั้น หากมีคำถามว่า ก็ข้อที่ว่า "นามรูปเป็นปัจจัยแก่สฬายตนะ" นั่น จะพึงทราบได้อย่างไร ? คำแก้พึงมีว่า "ทราบได้โดยที่มันมีในเมื่อนามรูปมี" จริงอยู่เพราะมีนาม และรูปนั้น ๆ อายตนะนั้น ๆ จึงมี มันหามีโดยประการอื่นไม่ ก็แล ความที่อายตนะมีเพราะนามรูปนั้นมีนั้น จักมีแจ้งในปัจจยนัยทีเดียว (ต่อไปนี้)
-----------------
(1) อภิ.วิ. (ไทย) ๓๕/๓๒๑/๒๘๘
-------------------
ปริจเฉทที่ ๑๗ ปัญญาภูมินิเทศ น. ๙๓๗
เพราะฉะนั้น ในปฏิสนธิกาล หรือในปวัตติกาลก็ดี นาม
ใดและรูปใดเป็นปัจจัยแก่อายตนะใด และเป็นปัจจัยโดย
ประการใด ปราชญ์พึงนำพโดยประการนั้น เทอญ
(ต่อไป) นี้เป็นคำขยายความในคาถา (ปัจจัยนัย) นั้น
คาถาสังเขป
นามเป็นปัจจัยในอรูปภพ
ความว่า ในอรูปภพ นามอย่างเดียวเป็นปัจจัย ๗ อย่าง
(และ) ๖ อย่าง ในปฏิสนธิกาลและปวัตติกาล นั่น (ว่า)
โดยอย่างต่ำ
เป็นอย่างร ? (ว่า) ในปฏิสนธิกาลก่อน โดยอย่างต่ำ นามย่อมเป็นปัจจัยแก่ฉัฏฐายตนะ ๗ อย่าง โดยเป็นสหชาตะ อัญญมัญญะ นิสสยะ สัมปยุตตะ วิปากะ อัตถิและอวิคตปัจจัย อนึ่ง ในปฏิสนธิกาลนี้ นามเป็นปัจจัยโดยประการอื่นบ้างก็มีดังนี้ คือนามบางอย่างเป็นปัจจัยโดยเหตุปัจจัย บางอย่างเป็นปัจจัยโดยอาหารปัจจัย ส่วนอย่างสูงและอย่างต่ำพึงทราบโดยอำนาจเหตุปัจจัยเป็นต้นนั้น แม้ในปวัตดิกาล นามที่เป็นวิบากก็เป็นปัจจัยโดยนัยที่กล่าวแล้วเหมือนกัน แต่ในปัจจัยมีประการดังกล่าวโดยอย่างต่ำ (นั้น) นาม นอกนี้ (คือนามที่ไม่ใช่วิบาก) ย่อมเป็นปัจจัยโดยปัจจัย ๖ ยกเว้นวิปากปัจจัย อนึ่ง ในปวัตติกาลนี้ อวิปากนามเป็นปัจจัยโดยประการอื่นบ้างก็มีดังนี้ คือนามบางอย่างเป็นปัจจัยโดยเหตุปัจจัย บางอย่างเป็นปัจจัยโดยอาหารปัจจัยส่วนอย่างสูงและอย่างต่ำ พึงทราบโดยอำนาจแห่งเหตุปัจจัยเป็นต้นนั้น
คาถาสังเขป
นามเป็นปัจจัยในภพอื่น
แม้ในภพอื่นนามก็เป็นปัจจัยแก่อายตนะที่ ๖ ในปฏิสนธิ
อย่างนั้น (คือ ๗ อย่าง) เหมือนกัน (แต่) มันเป็นปัจจัย
แห่งอายตนะนอกนี้ โดยอาการ ๖
--------------
น. ๙๓๘ คัมภีร์วิสุทธิมรรค
ขยายความ
ความว่า แม้ในภพอื่นจากอรูปภพ คือในปัญจโวการภพ วิปากนามนั้นเป็นสหาย (คือร่วมกับ) หทยวัตถุเป็นปัจจัยแก่อายตนะที่ ๖ คือมนายตนะ อย่างต่ำก็ ๗ อย่างเช่นที่กล่าวใน (ตอน) อรูปภพเหมือนกัน แต่มันเป็นสหาย (คือร่วมกับ) มหาภูตเป็นปัจจัยแก่อายตนะ ๕ นอกนี้ มีจักขายตนะเป็นต้น โดยอาการ ๖ โดยเป็นสหชาตะ นิสสยะ วิปากะ วิปปยุตตะ อัตถิ และอวิคตปัจจัย อนึ่งในปฏิสนธิกาลนี้วิปากนาม เป็นปัจจัยโดยประการอื่นบ้าง ก็มีดังนี้คือ นามบางอย่างเป็นปัจจัยโดยเหตุปัจจัย บางอย่างเป็นปัจจัยโดยอาหารปัจจัย ส่วนอย่างสูงและอย่างต่ำ พึงทราบโดยอำนาจแห่งเหตุปัจจัยเป็นต้นนั้น
คาถาสังเขป
นามเป็นปัจจัยแก่ฉัฏฐายตนะ
แม้ในปวัตติกาล วิปากนามก็เป็นปัจจัยแก่อายตนะที่ ๖
อันเป็นวิบากอย่างนั้น (คือ ๗ อย่าง) (ส่วน) อวิปากนาม
เป็นปัจจัยแก่อายตนะที่ ๖ ที่มิใช่วิบาก ๖ อย่าง
ขยายความ
ความว่า แม้ในปวัตติกาลในปัญจโวการภพ วิปากนามก็เป็นปัจจัยแก่อายตนะที่ ๖ ที่เป็นวิบาก อย่างต่ำก็ ๗ อย่างดังในปฏิสนธิกาลเช่นกัน ส่วนอวิปากนามเป็นปัจจัยแก่อายตนะที่ ๖ ที่ไม่ใช่วิบาก อย่างต่ำ ๖ อย่างเท่านั้น โดยชักวิปากปัจจัยออกเสียจากปัจจัย ๗ นั้น ส่วนอย่างสูงและอย่างต่ำในปัจจัยตอนนี้ ก็พึงทราบโดยนัยที่กล่าวแล้วนั่นแล
คาถาสังเขป
นามเป็นปัจจัยแก่อายตนะที่เหลือ
ในปวัตติกาลนั้นแหละ วิปากนามเป็นปัจจัยแก่อายตนะ
ที่เหลือ ๔ อย่าง แม้อวิปากนาม ท่านก็ประกาศไว้
เหมือนอย่างนั้น
-------------------------
ปริจเฉทที่ ๑๗ ปัญญาภูมินิเทศ น. ๙๓๙
ขยายความ
ความว่า ในปวัตติกาลนั้นนั่นแหละ วิปากนามที่เป็นวัตถุแห่งประสาทมีจักขุประสาทเป็นตันก็ดี นอกนั้นก็ดี ย่อมเป็นปัจจัย ๔ อย่างแห่งอายตนะที่เหลือ ๕ มีจักขายตนะ เป็นอาทิ โดยเป็นปัจฉาชาตะ วิปปยุตตะ อัตถิ และอวิคตปัจจัย ก็แลวิปากนามเป็นปัจจัยอย่างใด แม้อวิปากนาม ท่านก็ประกาศไว้ (ว่าเป็นปัจจัย) อย่างนั้นเหมือนกัน เพราะเหตุนั้น พึงทราบว่า นามแม้แตกต่างกันโดยเป็นกุศลเป็นต้น ก็เป็นปัจจัยแก่อายตนะ ๕ นั้น ๔ อย่าง
นามอย่างเดียวเป็นปัจจัยแก่อายตนะใด และเป็นปัจจัยด้วยประการใดๆ ใน ปฏิสนธิกาล หรือในปวัตติกาลก็ดี บัณฑิตพึงทราบโดยประการนั้น ดังกล่าวมาฉะนี้เป็นอันดับแรก
คาถาสังเขป
รูปนามเป็นปัจจัยแก่อายตนะในขันธภพ
ส่วนรูปไม่เป็นปัจจัยแก่อายตนะ แม้อย่างเดียวในอรูป
ภพนั้น แต่ในปัญจขันธภพ ในปฏิสนธิทางรูป วัตถุรูป
เป็นปัจจัยแก่ฉัฏฐายตนะ ๖ อย่าง ภูตรูปทั้งหลาย เป็น
ปัจจัยแก่อายตนะ ๕ โดยไม่แปลกกัน ๔ อย่าง
ขยายความ
ความว่าในปฏิสนธิทางรูป วัตถุรูปย่อมเป็นปัจจัยแก่อายตนะที่ ๖ คือมนายตนะ ๖ อย่าง โดยเป็นสหชาตะ อัญญมัญญะ นิสสยะ วิปปยุตตะ อัตถิ และอวิคตปัจจัยส่วนภูตรูป ๔ เป็นปัจจัย ๔ อย่างแก่อายตนะทั้ง ๕ มีจักขายตนะเป็นตัน สุดแต่อายตนะไหนจะเกิดขึ้นโดยเป็นสหชาตะ นิสสยะ อัตถิ และอวิคตปัจจัย ทั้งในปฏิสนธิกาลและในปวัตติกาลโดยไม่แปลกกัน
ชีวิตรูปและอาหารรูป เป็นปัจจัยแก่อายตนะ ๕ นั้น (ฝ่าย
ละ) ๓ อย่าง ในปวัตติกาล อายตนะ ๕ นั้นเล่า ก็
เป็นปัจจัยแก่ฉัฏฐายตนะ อย่าง วัตถุรูปก็เป็นปัจจัย
แก่ฉัฏฐายตนะนั้นเหมือนกัน ๕ อย่าง
-----------------------
น. ๙๔๐ คัมภีร์วิสุทธิมรรค
ส่วนรูปชีวิตเป็นปัจจัย ๓ อย่าง โดยเป็นอัตถิ อวิคตะ และอินทรียปัจจัยแก่อายตนะ ๕ นั้น มีจักขายตนะเป็นต้น ในปฏิสนธิกาลและในปวัตติกาลด้วย และอาหารก็เป็นปัจจัย ๓ อย่าง โดยเป็นอัตถิ อวิคตะ และอาหารปัจจัย แต่อาหารนั้นย่อมเป็นปัจจัยแต่ในกายที่ซาบ (รส) อาหาร ได้ของสัตว์เหล่าที่อาศัยอาหารเป็นอยู่ในปวัตติกาลเท่านั้น หาเป็นปัจจัยในปฏิสนธิกาลไม่ ส่วนอายตนะ ๕ มีจักขายตนะเป็นต้นนั้น เป็นปัจจัยแก่ฉัฏฐายตนะ คือมนายตนะ อันได้แก่ จักขุ โสตะ ฆานะ ชิวหากายวิญญาณ ๖ อย่าง โดยเป็นนิสสยะ ปุเรชาตะ อินทรียะ วิปปยุตตะ อัตถิ และอวิคตปัจจัย ในปวัตติกาล ไม่เป็นในปฏิสนธิกาล อนึ่ง วัตถุรูป เป็นปัจจัยแก่มนายตนะนั้นแหละเว้นวิญญาณ ๕ คือมนายตนะที่เหลือ (ได้แก่มโนวิญญาณ) ๕ อย่างใดเป็นนิสสยะ ปุเรชาตะ วิปปยุตตะ อัตถิ และอวิคตปัจจัย เฉพาะในปวัตติกาล ไม่เป็นในปฏิสนธิกาล
รูปอย่างเดียวเป็นปัจจัยแก่อายตนะใด ๆ ในปฏิสนธิกาลหรือในปวัตติกาลก็ดีและรูปนั้นเป็นปัจจัยโดยประการใด บัณฑิตพึงทราบโดยประการนั้น ดังกล่าวมาฉะนี้
คาถาสรุปปัจจัยของรูปนาม
ก็นามและรูปทั้งสองใด เป็นปัจจัยแก่อายตนะไร และเป็น
โดยประการไร แม้นามและรูปนั้น ปราชญ์ก็พึงทราบโดย
ประการทั้งปวงเถิด
ข้อนี้เช่นอย่างไร ? เช่นว่า "(ชั้นแรกว่า) ในปฏิสนธิก่อน นามและรูปกล่าวคือ ขันธ์ ๓ และวัตถุรูป ย่อมเป็นปัจจัยโดยเป็นสหชาตะ อัญญมัญญะ นิสสยะ วิปากะสัมปยุตตะ วิปปยุตตะ อัตถิ และอวิคตปัจจัยเป็นต้น แก่ฉัฏฐายตนะในปัญจโวการภพ" ดังนี้เป็นตัน นี่เป็นเพียงมุข (หนึ่ง) ในข้อนี้ แต่ปราชญ์อาจประกอบความได้ทุกอย่างพิสดารในข้อนี้แล
นี่เป็นกถาอย่างพิสดารในบทว่า "นามรูปปจฺจยา สฬายตนํ"
----------------///----------------
[full-post]
แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ