สฬายตนะเป็นปัจจัยแก่ผัสสะ

       [๖๔๒] โดยสังเขป ผัสสะก็มี ๖ เท่านั้น มีจักขุสัมผัสเป็นต้น (แต่) 

              โดยพิสดาร มีถึง ๓๒ ดุจวิญญาณ

------------------

ปริจเฉทที่ ๑๗ ปัญญาภูมินิเทศ  น. ๙๔๑


ขยายความ

       ความว่า โดยสังเขป ผัสสะ ในบทว่า "สฬายตนปจฺจยา ผสฺโส" ก็มี ๖ เท่านั้นมีจักขุสัมผัสเป็นต้นเหล่านี้ คือ จักขุสัมผัส โสตสัมผัส ฆานสัมผัส ชิวหาสัมผัส กายสัมผัส มโนสัมผัส แต่ว่าโดยพิสดาร ผัสสะมีจักขุสัมผัสเป็นต้นทั้งหมด มีถึง ๓๒ ดุจวิญญาณที่กล่าวแล้วซึ่งมีเพราะสังขารปัจจัย ดังนี้ คือ ผัสสะ ๑๐ คือ เป็นกุศลวิบาก ๕ อกุศลวิบาก ๕ และผัสสะ ๒๒ อันสัมปยุตกับวิปากวิญญาณฝ่ายโลกิยะ ๒๒ ที่เหลือ


คาถาสังเขป

วาทะของอาจารย์

       ก็แล สฬายตนะอันป็นปัจจัยแก่ผัสสะทั้ง ๒๒ อย่างนั้นใด

              ในสฬายตนะนั้น อาจารย์ผู้มีปัญญาทั้งหลายปรารถนา

              เอาสฬายตนะภายในมีจักษุเป็นต้นกับฉัฏฐายตนะบ้าง

              ปรารถนาเอาสฬายตนะกับอายตนะภายนอก ๖ บ้าง


ขยายความ

       ในอาจารย์ทั้งหลายนั้น อันดับแรก อาจารย์เหล่าใดชี้เอาธรรมที่เนื่องด้วยสิ่งที่มีสันตติประจำตัวที่เป็นทั้งปัจจยธรรมและเป็นปัจจุบันธรรมด้วยทีเดียว ด้วยความว่านี่เป็นการกล่าวถึงความเป็นไปแห่งสิ่งที่เป็นอุปาทินนกะ อาจารย์เหล่านั้นย่อมปรารถนาเอาว่า สฬายตนะภายในมีจักขุเป็นต้นกับฉัฏฐายตนะ โดยทำเอกเทสสรูเปกเสสว่า "ฉัฏฐายตนะ ในอรูปภพโดยทำนองพระบาลีว่า ฉฏฺฐายตนปจฺจยา ผสฺโส ผัสสะมีเพราะปัจจัยคือฉัฏฐายตนะ" ฉะนี้ด้วย สฬายตนะในภพอื่นโดยสัพพสังคหะ(รวมเข้าด้วยกันหมด) ด้วยเป็นปัจจัยแก่ผัสสะ ดังนี้ อันที่จริง คำดังว่านั้นก็เท่ากับวิเคราะห์เอกเสส) ว่า "ฉฏฺฐายตนญฺจ สฬายตนญฺจ สฬายตนํ ฉัฏฐายตนะ(อายตนะที่ ๖) ด้วย สฬายตนะ (อายตนะ ๖) ด้วย ชื่อว่าสฬายตนะ นั่นเอง

       ส่วนอาจารย์เหล่าใด ชี้เอาธรรมที่เนื่องด้วยสิ่งที่เป็นเอกสันตติ (สันตติอันเดียว) ซึ่งเป็นปัจจุบันธรรมเท่านั้น แต่แสดงปัจจยธรรมเป็นพวกภินนสันตาน  (คือมีสันตติแตกต่างกันไม่เนื่องกัน) อาจารย์เหล่านั้น อายตนะใดๆ  เป็นปัจจัยแก่ผัสสะได้ จะ-

-----------------------

น. ๙๔๒ คัมภีร์วิสุทธิมรรค


แสดงเอาอายตนะนั้นๆ ทั้งหมด จึงกำหนดเอาอายตนะภายนอก ด้วยปรารถนาว่า "อายตนะภายในกับฉัฏฐายตนะนั้นแหละ พร้อมทั้งอายตนะภายนอกมีรูปายตนะเป็นต้นด้วย ชื่อว่าสฬายตนะ" ดังนี้ ที่จริงแม้ คำที่ว่านั้น เมื่อทำมันให้เป็นเอกเสสเสียว่า "ฉฏฺฐายตนญฺจ สฬายตนญฺจ สฬายตนํ" ฉัฏฐายตนะด้วย สหายตนะด้วยชื่อว่าสฬายตนะ" ฉะนี้

       แก้ปัญหาว่าผัสสะอันเดียว เกิดแต่อายตนะทุกอย่างไม่ได้ ฯลฯ ก็เรียกว่า สฬายตนะเหมือนกัน

       ในข้อนี้ (มี) ผู้ท้วงกล่าวว่า "ผัสสะอันเดียวหาเกิดแต่อายตนะทุกอย่างได้ไม่ ทั้งผัสสะทุกอย่างก็หาเกิดแต่อายตนะอันเดียวได้ไม่ แต่ผัสสะในปาฐะว่า "สฬายตนปจฺจยา ผสฺโส" นี้ ตรัสไว้แต่อันเดียว ไฉนจึงตรัสผัสสะนั้นแต่อันเดียวเล่า ?

       นี่เป็นคำแก้ในข้อนั้น คือที่ว่า ผัสสะอันเดียวเกิดแต่อายตนะทุกอย่างไม่ได้ หรือว่าผัสสะทุกอย่างเกิดแต่อายตนะอันเดียวก็ไม่ได้ นั่นจริง แต่ว่าผัสสะอันเดียวย่อมเกิดแต่อายตนะหลายอย่างได้ เช่นจักขุสัมผัสย่อมเกิดแต่จักขายตนะ (กับ)แต่รูปายตนะ แต่มนายตนะกล่าวคือจักขุวิญญาณ และแต่ธัมมายตนะอันเป็นสัมปยุตตธรรมที่เหลือ (รวมกัน) เป็นอาทิ บัณฑิตพึ่งประกอบความตามควรในผัสสะ(ข้ออื่น) ทุกข้ออังนิทัศนะที่กล่าวนี้เถิด

       ก็เพราะเหตุนั้นแหละ

              พระตถาคตจึงทรงแสดงโดยเอกวจนนิเทศ เพื่อส่อง

              ความว่า ผัสสะแม้อันเดียว มีอายตนะหลายอย่างเป็นแดน

              เกิดได้

       คำว่า "โดยเอกวจนนิเทศ"  เป็นต้น  ความว่า พระตถาคตทรงแสดงพระ พุทธาธิบายว่า "ผัสสะอันเดียว ย่อมมีเพราะอายตนะหลายอย่างได้" โดยแสดงออกด้วยคำเป็นเอกพจน์ นี้ว่า "สฬายตนปจฺจยา ผสฺโส"


       ส่วนว่า ในอายตนะทั้งหลาย

              บัณฑิตพึงชี้แจงอายตนะ ๕ ในความเป็นปัจจัยแก่ผัสสะ

              นั้น ๖ อย่าง พึงชี้แจงอายตนะ ๑ ถัดอายตนะ ๕ นั้นไป

-----------------

ปริจเฉทที่ ๑๗ ปัญญาภูมินิเทศ   น. ๙๔๓


              ในความเป็นปัจจัยแก่ผัสสะนั้น ๙ อย่าง พึงชี้แจง

              อายตนะภายนอก  ในความเป็นปัจจัยแก่ผัสสะนั้นตาม

              ที่มันเป็น

       (ต่อไป) นี้เป็นคำชี้แจงในความที่อายตนะเป็นปัจจัยแก่ผัสสะนั้น 

       อันดับแรก อายตนะ (ภายใน) ๕ มีจักขายนะเป็นต้น เป็นปัจจัย ๖ อย่าง โดยเป็นนิสสยะ ปุเรชาตะ อินทรียะ วิปปยุตตะ อัตถิ และอวิคตปัจจัยแก่ผัสสะ ๕ อย่างโดยแยกเป็นจักขุสัมผัสเป็นต้น อายตนะ ๑ ถัดอายตนะ ๕ นั้นไปคือมนายตนะอันเป็นวิบาก เป็นปัจจัย ๙ อย่าง โดยเป็นสหชาตะ อัญญมัญญะ นิสสยะ วิปากะ อาหาระอินทรียะ สัมปยุตตะ อัตถิ และอวิคตปัจจัยแห่งมโนสัมผัสที่เป็นวิบากหลายประเภทส่วนในอายตนะภายนอกทั้งหลาย รูปายตนะเป็นปัจจัย ๔ อย่างโดยอารัมมณะปุเรชาตะ อัตถิ และอวิคตปัจจัยแก่จักขุสัมผัส อายตนะที่เหลือมีสัททายตนะเป็นต้นก็เป็นปัจจัยแก่ผัสสะที่เหลือมีโสตสัมผัสเป็นอาทิ โดยนัยเดียวกันนั้น แต่สำหรับมโนสัมผัสมีอายตนะเหล่านั้นด้วย ธรรมารมณ์ด้วย เป็นปัจจัย โดยเป็นปัจจยนัยเดียวกันนั้น และโดยเพียงแต่เป็นอารัมมณปัจจัยเท่านั้นด้วย บัณฑิตพึงชี้แจงอายตนะภายนอก ๖ ในความเป็นปัจจัยแก่ผัสสะนั้นตามที่มันเป็น (มีเป็นอารัมมณปัจจัยเป็นต้น) โดยนัยดังกล่าวมาฉะนี้แล

       นี่เป็นกถาอย่างพิสดารในบทว่า "สฬายตนปจฺจยา ผสฺโส" ผัสสะเป็นปัจจัยแก่เวทนา

       [๖๔๓] ในบทว่า ผสฺสปจฺจยา เวทนา

              เวทนากล่าวโดยทวารก็มี - มีจักขุสัมผัสสชาเวทนา

              เป็นต้น เท่านั้น (แต่) โดยประเภท ทราบกันว่า มีถึง ๘๙


ขยายความ

       จริงอยู่ ในวิภังค์แห่งบทนี้ กล่าวเวทนาไว้ - ตามทวารเท่านั้นดังนี้ คือ จักขุสัมผัสสชาเวทนา โสต-ชิวหา-กาย-มโนสัมผัสสชาเวทนา แต่โดยประเภท ทราบกันว่ามันมีถึง ๘๙ เพราะความที่มันสัมปยุตกับจิต ๘๙ ดวง

--------------

น. ๙๔๔ คัมภีร์วิสุทธิมรรค


              แต่ในเวทนาเหล่านั้น เวทนา ๓๒ ที่ประกอบกับวิปากจิต

              เท่านั้น ท่านกล่าวว่า เป็นเวทนาที่ประสงค์เอาในบทนี้

ปัจจยนัย

              ในเวทนา (ที่ประสงค์เอา) เหล่านั้น ผัสสะเป็นปัจจัย

              แก่เวทนา ๕ ในปัญจทวาร ๘ อย่าง เป็นปัจจัยแก่เวทนาที่

              เหลืออย่างเดียว แม้ในมโนทวาร ก็เป็นอย่างเดียว


ขยายความ

       ความว่า ในเวทนาเหล่านั้น ผัสสะมีจักขุสัมผัสเป็นต้นเป็นปัจจัย ๘ อย่าง โดยเป็นสหชาตะ อัญญมัญญะ นิสสยะ วิปากะ อาหาระ สัมปยุตตะ อัตถิ และอวิคตปัจจัยแก่เวทนา ๕ อันมีจักขุประสาทเป็นต้นเป็นวัตถุ (ที่ตั้ง) ในปัญจทวาร แต่ผัสสะมีจักขุสัมผัสเป็นต้นนั้นเป็นปัจจัยอย่างเดียว โดยเป็นอุปนิสสยปัจจัยเท่านั้นแก่เวทนาที่เหลือคือเวทนาที่เป็นกามาวจรวิบากอันเป็นไปด้วยอำนาจสัมปฏิจฉันนจิต สันตีรณจิตและตทารัมมณจิตในทวารหนึ่งๆ

       ข้อว่า "แม้ในมโนทวารมันก็เป็นอย่างนั้น" ความว่า แม้ในมโนทวารผัสสะกล่าวคือมโนสัมผัสที่เกิดร่วมกันนั้นก็เป็นปัจจัย ๘ อย่าง เช่นนั้นเหมือนกัน แก่เวทนาที่เป็นกามาวจรวิบากอันเป็นไปด้วยอำนาจตทารัมมณจิต และแม้แก่เวทนาเตภูมิกวิบากอันเป็นไปด้วยอำนาจปฏิสนธิจิตและภวังคจุติจิต ส่วนกามาวจรเวทนาทั้งหลายที่เป็นไปด้วยอำนาจตทารัมมณจิตในมโนทวารนั้นใด มโนสัมผัสอันสัมปยุตกับโนทวาราวัชชนจิตเป็นปัจจัยแก่เวทนาเหล่านั้นแต่อย่างเดียว โดยเป็นอุปนิสสยปัจจัยเท่านั้น นี่เป็นกถาอย่างพิสดารในบทว่า "ผสฺสปจฺจยา เวทนา"

-------------///-------------

[full-post]

คัมภีร์วิสุทธิมรรค,วิสุทธิมรรค,ปฏิจจสมุปบาท,สฬายตนะ

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.