การเจริญพุทธานุสสติ,ธัมมานุสสติ,สังฆานุสสติ
๑. พุทธานุสสติ คือ การระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้าได้นั้น ก็จะต้องรู้ว่าพระพุทธจ้ามีคุณอย่างไรเสียก่อน ในบทพระพุทธคุณแสดงไว้ ๙ ประการ
"สติเจตสิก" ในมหากุศลจิต ที่มีพระพุทธคุณ ๙ เป็นอารมณ์ ชื่อว่า "พุทธานุสสติ"
พระพุทธคุณ ๙ ประการ คือ :-
๑.๑ อรหํ เพราะเป็นผู้ห่างไกลจากอาสวกิเลสอย่างเด็ดขาด มีจิตใจใสสะอาด ควรได้รับการสักการบูชา
๑.๒ สมฺมาสมฺพุทฺโธ เพราะเป็นผู้ตรัสรู้เญยยธรรมโดยชอบด้วยพระองค์เอง คือ รู้ธรรมที่ควรรู้ ๕ ประการ
๑) สังขาร ได้แก่ จิต เจตสิก นิปผันนรูป
๒) วิการ ได้แก่ การเกิดดับเปลี่ยนแปลงของสังขาร
๓) ลักขณะ ได้แก่ ลักษณะ, รสะ, ปัจจุปัฏฐาน, ปทัฏฐานของนามและรูป
๔) นิพพาน ธรรมอันเป็นที่ดับกิเลสและทุกข์ทั้งปวง
๕) บัญญัติ ได้แก่ สัททบัญญัติ อัตถบัญญัติ
อีกอย่างหนึ่ง หมายถึงทรงตรัสรู้อริยสัจจ์ ๔
๑.๓ วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน เพราะเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยความรู้และการปฏิบัติอย่างประเสริฐสุด คือ รู้ในวิชา ๓ หรือ ๘ และรู้การปฏิบัติในจรณะ ๑๕ ประการ
ความรู้ในวิชา ๓ คือ
๑. ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ได้แก่ ปัญญาที่สามารถระลึกชาติในอดีตที่ตนเคยเกิดมาแล้วได้
๒. ทิพพจักขุญาณ ได้แก่ ปัญญาที่สามารถเห็นสิ่งต่างๆ ที่ห่างไกล หรือเล็กที่สุด แม้อยู่ในที่กำบัง ก็สามารถเห็นได้ดุจตาของเทวดาและพรหมทั้งหลาย
๓. อาสวักขยญาณ ได้แก่ ปัญญาที่สามารถทำลายอาสวะกิเลสให้หมดสิ้นไปโดยสิ้นเชิงได้
วิชา ๘ ประการ คือ
๑. วิปัสสนาญาณ ได้แก่ ปัญญาที่เห็นนามรูปทั้งปวงเป็นอนิจจัง,ทุกขัง, อนัตตา
๒. อิทธิวิธญาณ ได้แก่ ปัญญาที่สามารถแสดงฤทธิ์ต่างๆ ได้
๓. มโนมยิทธิญาณ ได้แก่ ปัญญาที่สามารถเนรมิตร่างกายอื่นๆ ให้เกิดขึ้นภายในกายของตน ตามความต้องการได้
๔. ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ได้แก่ ปัญญาที่สามารถระลึกชาติในอดีตได้
๕. เจโตปริยญาณ ได้แก่ ปัญญาที่สามารถรู้จิตใจของบุคคลอื่นได้
๖. ทิพพจักขุญาณ ได้แก่ ปัญญาที่สามารถเห็นสิ่งต่างๆ ในที่ห่างไกลหรือเล็กที่สุด แม้มีสิ่งกำบังไว้ก็เห็นได้
๗. ทิพพโสตญาณ ได้แก่ ปัญญาที่สามารถได้ยินเสียงในที่ห่างไกลหรือแผ่วเบาที่สุด ก็สามารถได้ยินได้
๘. อาสวักขยญาณ ได้แก่ ปัญญาที่สามารถทำลายกิเลสอาสวะให้หมดไปได้โดยสิ้นเชิง
จรณะ ๑๕ ประการ
จรณะ หมายถึง ความประพฤติ หรือ การปฏิบัติมี ๑๕ ประการ คือ :-
๑. สัทธา ความเชื่อความเลื่อมใสในคุณธรรมต่างๆ มีการเชื่อใน บาป, บุญ, คุณ, โทษ, เชื่อในคุณพระศรีรัตนตรัยมีจริง, เชื่อว่าสัตว์ทั้งหลายมีการเวียนว่ายตายเกิด
๒. สติ มีสติระลึกอารมณ์ ย่อมกั้นกิเลสนิวรณ์
๓. หิริ มีความละอายต่อการงานอันเป็นทุจริต
๔. โอตตัปปะ มีความเกรงกลัวต่อการงานอันเป็นทุจริต มิจฉาชีพ
๕. วิริยะ มีความขยันหมั่นเพียรในการงานฝ่ายดี
๖. สุตะ มีความสนใจในการฟังพระสัทธรรม
๗. ปัญญา มีความฉลาดในเหตุผลของกิจการงานทั้งปวง
๘. โภชเนมัตตัญญุตา รู้จักประมาณในการบริโภค
๙. ชาคริยานุโยค ตื่นไว และมีการหลับนอนน้อย ประกอบความเพียรอยู่
๑๐ ศีล มีศีลสมบูรณ์
๑๑. อินทรีย์สังวร สำรวมในทวาร ๖
๑๒. รูปปฐมฌาน สำเร็จปฐมฌานประกอบด้วยองค์ฌาน ๕
๑๓. รูปทุติยฌาน สำเร็จทุติยฌานประกอบด้วยองค์ฌาน ๓
๑๔. รูปตติยฌาน สำเร็จตติยฌานประกอบด้วยองค์ฌาน ๒
๑๕. รูปจตุตถฌาน สำเร็จจตุตถฌานประกอบด้วยองค์ฌาน ๒
๑.๕ สุคโต เพราะเป็นผู้ดำเนินไปแล้วด้วยดี เพื่อการได้มาซึ่งสัพพัญญุตญาณ ด้วยการสร้างบารมี ๓๐ ทัศ และมีการปฏิบัติอย่างชื่อตรงปราศจากมิจฉาทิฏฐิ แต่ประกอบด้วยสัมมาทิฏฐิ มีสติสัมปชัญญะ อันจะนำประโยชน์มาสู่เวไนยสัตว์ทั้งหลาย นับแต่ได้รับพุทธพยากรณ์จากพระทีปังกรสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นต้นมาจนตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณ
หมายความว่า ดำเนินไปสู่ที่บริสุทธิ์หมดจดจากกิเลสที่พ้นจากวัฏฏทุกข์ ไม่ต้องกลับมาเวียนเกิดเวียนตายในภพใด ๆ อีกต่อไป ด้วยการเข้าถึงพระนิพพานอันเป็นการรู้แจ้งตลอดในอริยสัจธรรมครบถ้วนทั้ง ๔ ประการ นั่นเอง
๑.๕ โลกวิทู เพราะเป็นผู้รู้แจ้งโลกทั้ง ๓ คือ สัตว์โลก, โอกาสโลก และ สังขารโลก พร้อมทั้งเหตุผลโดยถี่ถ้วนครบทุกประการ
๑.๖ อนุตฺตโร ปุริสทมฺมสารถิ เพราะเป็นบุรุษผู้ยอดเยี่ยม หาผู้เปรียบเทียบมิได้ ในเชิงการฝึกอบรมสั่งสอนเวไนยสัตว์ทั้งหลาย ผู้ยังไม่มีศีล, สมาธิ, ปัญญา ให้ตั้งอยู่ในศีล, สมาธิ, ปัญญา โดยลำดับยิ่งๆ ขึ้นไป จนถึงได้มรรค, ผล, นิพพาน ด้วยวิธีการต่างๆ ทั้งปลอบโยน, ข่มขู่ หรือยกย่องตามควรแก่อัธยาศัยของเวไนยสัตว์นั้นๆ
๑.๗ สตฺถา เทวมนุสฺสานํ เพราะเป็นศาสดาของมนุษย์, เทวดาและพรหม ในการแนะนำให้ออกจากทุกข์ คือ ชาติ, ชรา, มรณะ ด้วยการทำพระนิพพานให้แจ้ง เสมือนนายกองเกวียนที่นำขบวนเกวียนพานิชให้ข้ามพ้นจากทางทุรกันดาร เข้าสู่แดนเกษมสำราญได้
๑.๘ พุทฺโธ เพราะเป็นผู้รู้แจ้งอริยสัจ แล้วสามารถยังสัตว์ทั้งหลายให้รู้ตามได้
๑.๙ ภควา เพราะเป็นผู้มีบุญญาธิการอันประเสริฐยิ่ง ๖ ประการ คือ
๑.๙.๑ อิสฺสริย เป็นผู้มีอิสสริยะ ครองความเป็นใหญ่ยิ่ง ด้วยอำนาจพิเศษ ๘ อย่าง ได้แก่ :-
- อณิมา หายตัวไปอย่างอัศจรรย์
- ลฆิมา เหาะไปในอากาศได้อย่างรวดเร็ว
- มหิมา เนรมิตร่างกายให้ใหญ่โตที่สุดได้
- ปตฺติ เสด็จไปที่ใดได้ตามประสงค์ ไม่มีอุปสรรค
- ปากมฺม เนรมิตเป็นรูปร่างสัฐานต่างๆ ได้
- อีสิตา มีอำนาจบังคับบัญชาตนเอง และสัตว์โลกได้
- วสิตา สามารถเข้าฌานและทำอภิญญาได้ทันทีที่ต้องการ
- ยตฺถกามาวสายิตา สามารถทำกิจการต่างๆ ที่ค้างอยู่ให้แล้วเสร็จได้โดยเร็วเมื่อมีความจำเป็นเกิดขึ้น
๑.๙.๒ ธมฺม ได้แก่ โลกุตตรธรรม ๙ คือ มรรค ๔, ผล ๔, นิพพาน ๑
๑.๙.๓ ยส มีเกียรติยศ ชื่อเสียง แผ่ขยายไปในหมู่มนุษย์, เทวดา, พรหมทั้งหลายในหมื่นจักรวาลตามคุณชาติ โดยมิต้องโฆษณาประกาศยกย่องกัน
๑.๙.๔ สิริ มีผิวพรรณวรรณะเปล่งปลั่งผ่องใสรูปร่างงดงามชวนดูไม่รู้จักเบื่อ ด้วยมหาปุริสลักขณะ ๓๒ อนุพยัญชนะ ๘๐
๑.๙.๕ กาม เมื่อประสงค์สิ่งใด ก็สำเร็จในสิ่งนั้นตามประสงค์ทุกประการ
๑.๙.๖ ปยตฺต ใช้ความเพียร อุทิศเวลาทั้งกลางวัน และกลางคืน ที่จะให้เวไนยสัตว์ทั้งหลายได้รับประโยชน์
เวลากลางวัน ระหว่างเสด็จไปโปรดสัตว์ และก่อนทรงกระทำภัตตกิจ ทรงอบรมสั่งสอนธรรมตามสมควร ภายหลังภัตตกิจแล้วภิกษุมาเฝ้า ก็ประทานกรรมฐานและโอวาทตามสมควรแก่อัธยาศัย
เวลากลางคืน ในปุริมยาม ภิกษุเข้าทูลขอกรรมฐาน และถามปัญหาต่างๆ ในมัชฌิมยาม เทวดา และ พรหม จากหมื่นจักรวาลมาเฝ้าทูลถามปัญหาและอาราธนาให้แสดงธรรม พระองค์ทรงอนุโลมตามจนสิ้นมัชฌิมยาม ในปัจฉิมยามแบ่งเวลาออกเป็น ๓ ระยะ คือ ระยะที่ , ทรงเดินจงกรม, ระยะที่ ๒ เข้าบรรทมพักอิริยาบถ, ระยะที่ ๓ พิจารณาตรวจดูสัตว์โลก, หมู่มนุษย์, เทวดา และพรหมทั้งหลายที่เคยสร้างปัญญาบารมีไว้แต่ชาติปางก่อน สมควรจะโปรดให้บรรลุมรรค ผล นิพพาน ได้
--------------
๒. ธัมมานุสสติ การระลึกถึงคุณของพระธรรมที่พระพุทธเจ้า เข้าถึงแล้ว
นำมาประกาศให้รู้ตาม คือ สวากขาตธรรม ได้แก่ มรรค ๔, ผล ๔, นิพพาน ๑ และพระไตรปิฎก , รวม ๑๐ ประการนี้ คือ คุณของพระธรรมที่ควรน้อมนำมาระลึกเนือง ๆ การระลึกถึงคุณของพระธรรมเนืองๆ ชื่อว่า ธัมมานุสสติองค์ธรรม ได้แก่ สติเจตสิกในมหากุศล หรือ มหากิริยา ที่มีคุณของพระธรรมเป็นอารมณ์
การระลึกในคุณเหล่านี้ ย่อมทำให้ผู้ฟังสงบระงับดับเสียซึ่งความทุกข์ต่างๆ ที่เนื่องจากกิเลสได้ ในขณะสดับตรับฟัง และ พิจารณาตามยังความชุ่มชื่นเบิกบานแจ่มใสให้กับจิตใจได้
ระหว่างประพฤติปฏิบัติตาม ก็มีแต่ความสุขกายสบายใจฝ่ายเดียวหลังจากประพฤติปฏิบัติแล้วก็ยิ่งชุ่มชื่นจิตใจ ได้เหตุ ได้ผล จิตย่อมน้อมไปในสภาวธรรมอันจะบรรลุ (ให้ถึง) อนุตตรธรรม ยังความสิ้นไปแห่งทุกข์ ที่ตนแสวงหามาเป็นเวลาช้านาน ฉะนั้น ธัมมานุสสติ จึงได้แก่ การระลึกถึงคุณของ
พระธรรม ๖ ประการ คือ :-
๑) สฺวากฺขาโต ได้แก่ พระธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงไว้ดีแล้ว ๑๐ ประการ คือ พระไตรปิฎก ๑, มรรค ๔, ผล ๔ และ นิพพาน ๑
๒) สนฺทิฏฺฐิโก ได้แก่ นวโลกุตตรธรรม คือ มรรค ๔. ผล ๔. นิพพาน ๑ นี้ มิใช่เป็นธรรมที่เพียงแค่ได้ยินได้ฟังจดจำชื่อเอาไว้เท่านั้น ต้องปฏิบัติเพื่อพิสูจน์ธรรมนั้นให้ประจักษ์ด้วยตนเอง คือ ต้องรู้ทั้งปริยัติ, ปฏิบัติและปฏิเวธ
๓) อกาลิโก มัคคจิต ๔ มีโสดาปัตติมรรค เป็นต้น ย่อมทำให้ผลเกิดขึ้นในลำดับแห่งตนโดยไม่มีระหว่างคั่น กล่าวคือ เมื่อทำเหตุอันได้แก่ มรรค ให้เกิดขึ้นแล้วทันทีที่ มัคคจิต มีพระนิพพานเป็นอารมณ์ดับไป ผลจิต ก็เกิดขึ้นเสวยนิพพานอารมณ์ได้ทันทีไม่มีระหว่างจิตอื่นคั่น ทั้งนี้เพราะนิพพานนั้นไม่มีกาลเวลาเช่นกัน
๔) เอหิปสฺสิโก นวโลกุตตรธรรม ๙ ประการนี้ เป็นธรรมที่ควรแก่การเชื้อเชิญชนทั้งหลายให้เข้าไปพิสูจน์ดูได้ เรียกร้องให้จงมาดูเถิดพระธรรมเหล่านี้มีจริง เหมือนดวงอาทิตย์, ดวงจันทร์ ที่กำลังโคจรอยู่ในโลก
๕) โอปนยิโก นวโลกุตตรธรรม ๙ ประการนี้ เป็นธรรมที่ควรน้อมนำมาให้ปรากฏแจ้งแก่ตน ควรบำเพ็ญเพียร แม้จะทุกข์ยากเพียงใดก็จะไม่ยอมคลายความเพียร โดยเหตุที่ธรรมนี้แม้ปรากฏขึ้นเพียงครั้งเดียว ก็สามารถปิดประตูอบายได้แน่นอน
๖) ปจฺจตฺตํ เวทิตพฺโพ วิญฺญูหิ พระธรรมทั้ง ๖ ประการ ของผู้มีปัญญา คือ กัลยาณปุถุชน และ อริยบุคคลทั้งหลายพึงเสวยได้ด้วยตนเองโดยเฉพาะ
------------------
๓. สังฆานุสสติ การระลึกถึงคุณของพระสงฆ์มี สุปฏิปนฺโน เป็นต้น ดังวจนัตถะว่า
"สงฆํ อนุสฺสติ = สงฆานุสฺสติ" การระลึกถึงคุณของพระสังฆเจ้าเนืองๆ ชื่อว่า สังฆานุสสติ องค์ธรรมได้แก่ สติเจตสิกที่ในมหากุศลจิต ที่มีคุณของพระอริยสงฆ์เป็นอารมณ์
พระสังฆคุณ ๙ ประการ คือ
๑. สุปฏิปนฺโน พระอริยสงฆ์สาวก ๘ จำพวก เป็นผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบแล้ว สมบูรณ์ด้วยอธิสีลสิกขา, อธิจิตตสิกขา, อธิปัญญาสิกขา
๒. อุชุปฏิปนฺโน พระอริยสงฆ์ ผู้ปฏิบัติตรงต่อหนทางที่จะนำเข้าสู่พระนิพพานโดยส่วนเดียว หลีกออกจากกามสุขัลลิกานุโยค และอัตตกิลมถานุโยคมุ่งสู่มัชฌิมาปฏิปทาโดยตรง
๓. ญายปฏิปนฺโน พระอริยสงฆ์สาวก เป็นผู้ปฏิบัติมุ่งตรงต่อพระนิพพาน เครื่องออกจากทุกข์ไม่ปรารถนาในโภคสมบัติ และภวสมบัติแต่อย่างใด
๔. สามีจิปฏิปนฺโน พระอริยสงฆ์สาวก เป็นผู้ปฏิบัติชอบแล้วบรรลุธรรมโดยสมควรแก่ธรรม และควรแก่การกราบไหว้ของชนทั้งหลาย
๕. อาหุเนยุโย พระอริยสงฆ์สาวก ๔ คู่ ๘ บุคคล ของพระผู้มีพระภาคนั้น สามารถให้ผลเกิดขึ้นอย่างมหาศาล ด้วยศีลคุณ, สมาธิคุณ, ปัญญาคุณ ดังนี้จึงเป็นผู้ควรรับอามิสบูชา ที่เขานำมาจากที่ไกลน้อมเข้าถวาย
๖. ปาหุเนยฺโย พระอริยสงฆ์สาวก เป็นอาคันตุกะผู้ประเสริฐสุดของคนทั่วโลก เพราะอริยสงฆ์จะมีได้แต่ในสมัยของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอุบัติขึ้นเท่านั้น จึงเป็นผู้ควรแก่การต้อนรับด้วยปัจจัย ๔
๗. ทกขิเณยฺโย พระอริยสงฆ์สาวก สามารถให้อานิสงส์เกิดขึ้นตามความประสงค์ของคนทั้งหลายได้ จึงควรแก่การรับทักษิณาทาน คือ การบริจาคทานของผู้ปรารถนาภวสมบัติ, โภคสมบัติ ที่เกี่ยวด้วยตนหรือคนอื่นในภายหน้า
๘. อญฺชลีกรณีโย พระอริยสงฆ์สาวก เป็นผู้ประกอบด้วยศีล, สมาธิ, ปัญญา จึงสมควรแก่การทำอัญชลีกรรม ของมนุษย์, เทวดา และพรหมทั้งหลาย
๙. อนุตฺตรํ ปุญฺญกฺเขตฺตํ โลกสฺส พระอริยสงฆ์สาวก เป็นเสมือนที่หว่านอันประเสริฐแห่งพืชต่างๆ คือ บุญกุศลของมนุษย์ เทวดา พรหม ทั้งหลาย เปรียบเหมือนพืชที่นาอันอุดมดี ทำให้เมล็ดพืชงอกงามได้เป็นอย่างดี แม้ที่สุดจะหว่านพืชลงไปเพียงเล็กน้อย
สังฆคุณ ๙ ประการ เป็นเหตุผลแก่กัน
สังฆคุณที่เป็นสาระสำคัญในองค์แห่งสังฆคุณ ๙ นั้น มีอยู่ ๔ ประการ คือ สุปฏิปนฺโน เป็นต้น จนถึง สามีจิปฏิปนฺโน เป็นที่สุด เมื่อประพฤติให้ดำรงอยู่โดยสมบูรณ์ถูกต้อง แล้วย่อมเป็นเหตุให้บุคคลนั้นตั้งอยู่ในคุณอีก ๕ ประการ ตั้งแต่ "อาหุเนยฺโย เป็นต้น จนถึง อนุตฺตรํ ปุญฺญกฺเขตฺตํ โลกสฺส" สังฆคุณเหล่านี้เป็นผล
บรรพชิต กับ คฤหัสถ์ที่สำเร็จเป็นอริยบุคคล
ความเป็นอริยบุคคลของคฤหัสถ์ และบรรพชิตต่างก็ประพฤติปฏิบัติที่เข้าถึง อธิสีลสิกขา, อธิจิตตสิกขา และอธิปัญญาสิกขา ด้วยกัน จึงเป็นผู้ที่เข้าถึงสังฆคุณทั้ง ๙ ประการ มี สุปฏิปนฺโน เป็นต้น จนถึง อนุตฺตรํ ปุญฺญกฺเขตฺตํ โลกสฺส ได้ด้วยกันทั้งสองฝ่าย
บุคลที่ไม่ได้ถึงพร้อมด้วยสังฆคุณที่เป็นเหตุทั้ง ๔ มีสุปฏิปันโน เป็นต้น แต่อาจได้รับสังฆคุณที่เป็นผล มี อาหุเนยโย, ปาหุเนยโย, อัญชลีกรณีโย ทั้ง ๓ ประการนี้ได้ ได้แก่ บิดา, มารดา ของบุตรธิดาทั้งหลาย ที่ควรกระทำการบูชาคุณท่านได้ เพื่อความเป็นที่ตั้งแห่งกุศลธรรม คือ ความกตัญญูกตเวที่ได้ หากบุตรธิดาละเลย ไม่กระทำการบูชาคุณ ย่อมได้ประสบทุกข์ภัยต่างๆ และไม่ควรแก่การมียศ และความสรรเสริญ
----------///----------
[full-post]
แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ