สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ

 

ความสุขใจเป็นผลของบุญใช่หรือไม่

   ถาม เมื่อเราทำบุญแล้ว เกิดความสุขใจในบุญที่เราทำ ความสุขใจนั้นชื่อว่าเป็นผลของบุญที่ทำนั้นใช่หรือไม่

   ตอบ ความจริงการกระทำทุกอย่างมีผล คือไม่ว่าจะทำดี ทำชั่ว ทำบุญ ลำบาป ล้วนมีผลทั้งสิ้น แต่คำว่า ผล นั้นมีทั้งอานิสังสผล ที่เราเรียกว่าอานิสงส์นั่นแหละ กับวิปากผล ผลที่เกิดจากการกระทำนั้นโดยตรง ขอยกตัวอย่างดังนี้

   เมื่อเราทําบุญไปแล้วทำให้เกิดลาภ ยศ สรรเสริญ ตลอดจนความสุขใจ และ ทำให้ได้เงินทองข้าวของบริวารเป็นอันมาก ซึ่งล้วนแต่เป็นผลของบุญทั้งสิ้น แต่เป็นผลที่จัดเป็นอานิสงส์ หรืออานิสังสผล ส่วนเมื่อทำบุญไปแล้ว ทำให้ได้เกิดเป็นเทวดา นางฟ้า หรือเกิดเป็นเศรษฐี มหาเศรษฐี ในชาติต่อไปก็ดี ทำให้ได้เห็นแต่สิ่งดีๆ ได้ยินแต่สิ่งดีๆ ได้สูดดมกลิ่นที่ดีๆ ได้ลิ้มรสสิ่งที่ดีๆ ได้สัมผัสสิ่งที่ดีๆ ทั้งในชาตินี้และชาติต่อไปก็ดี ซึ่งโดยปรมัตถ์เรียกว่า กุศลวิปากจิต คือจิตที่เป็นผลของกุศลจิต อย่างนี้เรียกว่า วิปากผล 

   โปรดทำความเข้าใจง่ายๆ อย่างนี้ว่า ธรรมดานั้นกุศลหรือบุญเป็นนามธรรม ไม่มีรูปร่าง จับต้องไม่ได้ ไม่ใช่สิ่งที่เป็นสัตว์ เป็นบุคคล ตัวตน ไม่มีชีวิต เพราะฉะนั้น ผลที่ปรากฏออกมาโดยตรงของบุญที่เราเรียกว่า วิปากผลนั้น จะต้องเป็นนามธรรม เช่นเดียวกับบุญอันเป็นตัวเหตุด้วย จึงจะชื่อว่าเหตุกับผลนั้นตรงกัน คือเมื่อเหตุเป็นนามธรรม ผลก็ต้องเป็นนามธรรมด้วย ผลที่ตรงกับเหตุโดยแท้จริงนั้นแหละเรียกว่า วิปากผล ส่วนอานิสังสผลนั้นจะเป็นผลอะไรก็ได้ ที่นอกเหนือจากวิปากผล การได้ลาภ ยศ สรรเสริญ ข้าวของเงินทอง ได้เลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง เป็นต้น ล้วนเป็นอานิสงสผลทั้งสิ้น แม้ความสุขใจที่ได้รับก็เป็นอานิสังสผล เพราะขณะที่มีความสุขใจนั้นจิตที่เกิดพร้อมกับความสุขใจนั้นไม่ใช่วิปากจิต แต่เป็นกุศลจิต ที่ประกอบด้วยปีติโสมนัส

   ความสุขนั้นมี ๒ ชนิด คือ สุขกายและสุขใจ สุขกายเท่านั้นที่เป็นวิปากผล คือเป็นผลโดยตรงของบุญ สุขกายจะเกิดก็ต่อเมื่อได้สัมผัสสิ่งที่ดีที่อ่อนนุ่มทางกายอย่างเดียว เพราะฉะนั้นเมื่อทำบุญแล้ว เกิดความสุขใจ ความสุขใจนั้นจึงเป็นผลของบุญ ที่เป็นอานิสังสผล ไม่ใช่วิปากผล ในคำถามนี้ถ้าท่านศึกษาอภิธรรมปริจเฉทที่ ๘ หรือ ศึกษามหาปัฏฐานมาแล้วจะเข้าใจชัด เมื่อทราบว่า บุญที่ให้ผลเป็นอานิสังสผลนั้นให้ด้วยอำนาจของปกตูปนิสสยปัจจัยอย่างเดียว แต่บุญที่ให้ผลเป็นวิปากผลนั้นให้ด้วยอำนาจของ ปัจจัยหลายปัจจัย แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือด้วยอำนาจของนานักขณิกกรรมปัจจัย ถ้าจะพูดโดยจำนวนของจิตที่เป็นกุศลทั้ง ๒๑ ดวงแล้ว สามารถจะให้วิปากผลที่เป็นผลของกุศลได้ถึง ๒๙ ดวงทีเดียว แต่ในที่หลายแห่ง ท่านแสดงว่าอานิสงส์ ได้แก่ วิบาก

--------------///---------------

ในคาถาธรรมบท (ยมกวรรค) ตรัสว่า -


      อิธ นนฺทติ เปจฺจ นนฺทติ

      กตปุญฺโญ อุภยตฺถ นนฺทติ

      ปุญฺญํ เม กตนฺติ นนฺทติ

      ภิยฺโย นนฺทติ สุคตึ คโต. 

   คนที่ได้ทำบุญไว้แล้ว ย่อมเพลิดเพลินในโลกนี้

   ตายไปแล้ว ก็เพลิดเพลิน, ย่อมเพลิดเพลินในฐานะทั้งสอง

   คือ (เขาเพลิดเพลินในโลกนี้ ด้วยคิดว่า) "เราได้ทำบุญไว้แล้ว" 

   (นี่เป็นความเพลิดเพลินเพราะกรรม), ครั้นไปสู่ปรโลก ก็เพลิดเพลิดอย่างยิ่ง

   (นี่เป็นความเพลิดเพลินเพราะวิบาก) ฯ

ในปัจจุบันชาตินั้น นึกถือบุญกุศลที่ตนเองได้กระทำแล้ว ก็เกิดความสุขใจ ปลื้มใจ อิ่มใจ ในภายหลังได้...บุญกรรมนั้น จึงเป็นปัจจัยแก่กุศลภายหลัง โดยความเป็นอารัมมณปัจจัยก็ได้...หรือโดยความเป็นปกตูปนิสสยปัจจัยก็ได้ (กุศล เป็นปัจจัยให้เกิดกุศลโสมนัส)
* อีกนัยหนึ่ง -
โดยสภาพของปรมัตถ์ ... บางครั้งความสุขทางใจ(โสมนัส)เกิดกับจิตที่เป็นอกุศล คือเกิดกับโลภมูลจิต (โลภโสมนัส) ในขณะที่รับอารมณ์ที่เป็นอิฏฐารมณ์ แล้วเกิดความยินดีพอใจ... เช่น ยินดี เป็นสุข เมื่อได้ฟังเสียงเพลงเพราะ ๆ ได้กินอาหารอร่อย ๆ ที่ตอนเองชอบใจ...
- อารมณ์ คือสัททารมณ์ หรือ รสารมณ์ เป็นปัจจัย (อารัมมณปัจจัย)
- โลภโสมนัสสหคตจิต เป็นปัจจยุปบัน (อารัมมณปัจจยุปบัน)
ในขณะกุศลโสมนัส เกิด ก็เป็นไปทำนองเดียวกัน....
แต่สภาพธรรมทั้งหมดที่กล่าว ...เป็นนิสสันทผล ซึ่งไหลมาจาก ปฏิสนธิวิบาก เจตสิก และกรรมชรูป ซึ่งเป็นผลมาจากกุศล-อกุศลกรรมในอดีตอีกทอดหนึ่ง.... //

------------///---------------

[full-post]

ความสุขใจเป็นผลของบุญใช่หรือไม่

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.