สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ

 

คนมีอวิชชาโง่จริงหรือ

  ถาม ได้ยินเสมอว่า ที่คนเรายังโง่นั่นก็เพราะมีอวิชชา ความไม่รู้ ปุถุชนทั้งหลาย ล้วนเป็นคนโง่ทั้งนั้น แต่ก็เห็นปุถุชนเป็นอันมากที่ฉลาด คิดโน่นคิดนี้ได้สำเร็จ เป็น ประโยชน์ต่อมวลมนุษย์ไม่น้อย แม้เด็กที่ตอบปัญหาไอคิว ๑๘๐ ทางโทรทัศน์ก็เป็นเด็กฉลาดมาก แล้วจะว่าคนมีอวิชชาเป็นคนโง่ได้อย่างไร

  ตอบ อวิชชา แปลว่าไม่รู้นั้นก็ถูกแล้ว แต่ในความหมายว่าไม่รู้นั้น ไม่ได้ หมายความว่าไม่รู้ไปทุกสิ่ง ความจริงอวิชชานั้นรู้มากทีเดียว แต่รู้ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัส ว่าไม่ควรรู้ ส่วนสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าควรรู้ อวิชชากลับไม่รู้ เพราะฉะนั้นท่านจึงจำกัดใจความไม่รู้ของอวิชชาไว้เพียง ๘ ประการ นอกจาก ๘ ประการนี้แล้วอวิชชารู้ได้หมด ๘ ประการนั่นก็คือ

   ๑.ไม่รู้ในทุกข์ ทุกข์ในที่นี้คือทุกขอริยสัจ

   ๒. ไม่รู้เหตุให้เกิดทุกข์ คือไม่รู้ทุกขสมุทยอริยสัจ

   ๓.ไม่รู้ธรรมเป็นที่ดับทุกข์ คือไม่รู้นิพพานอันเป็นเครื่องดับทุกข์ หรือไม่รู้ทุกขนิโรธอริยสัจ

   ๔. ไม่รู้หนทางที่จะให้เข้าถึงความดับทุกข์ คือไม่รู้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา อริยสัจ อันได้แก่ มรรคมีองค์ ๘ นั่นเอง

   รวมความว่า ใน ๔ ข้อนี้ อวิชชาไม่รู้ในอริยสัจสี่

   ๕. ไม่รู้ในขันธ์ อายตนะ ธาตุ ที่เป็นอดีต คือไม่รู้ว่าในอดีตสัตว์ทั้งหลาย ได้เคยเกิดเคยตายมาแล้ว

   ๖. ไม่รู้ในขันธ์ อายตนะ ธาตุ ที่เป็นอนาคต คือไม่รู้ว่าสัตว์ทั้งหลายเมื่อตายแล้วยังจะต้องเกิดอีก

   ๗. ไม่รู้ในขันธ์ อายตนะ ธาตุ ทั้งที่เป็นอดีตและอนาคต คือไม่รู้ว่าสัตว์ทั้งหลาย ในอดีตเคยเกิดมาแล้ว ต่อไปในอนาคตก็ยังจะต้องเกิดตายต่อไปอีก คือในข้อ ๕ นั้นไม่รู้ เฉพาะในอดีต ข้อ ๖ ไม่รู้เฉพาะอนาคต แต่ข้อ ๗ นั้นไม่รู้ทั้งอดีตและอนาคต

   ๘. ไม่รู้ปฏิจจสมุปบาท คือไม่รู้ว่าธรรมทั้งหลายอาศัยเหตุปัจจัยจึงเกิดขึ้นได้ เพราะฉะนั้นที่ชื่อว่าอวิชชาก็เพราะไม่รู้สิ่งที่ควรรู้ ๘ ประการดังกล่าวมานี้

   ในปฏิจจสมุปบาท ท่านให้ความหมายของอวิชชาไว้หลายนัย อันมีความหมาย ตรงข้ามกับวิชชาคือความรู้ อันเป็นตัวญาณปัญญา ส่วนอวิชชานั้นคือโมหะ ยกเว้นพระอรหันต์แล้ว สัตว์ทุกจำพวกรวมทั้งมนุษย์ด้วย ล้วนมีอวิชชาความไม่รู้อยู่ประจำใจทั้งสิ้น หนาบางมากน้อยไม่เท่ากัน แม้พระอริยะขั้นต่ำ ๓ จำพวก ที่่ยังเป็นเสกขบุคคลท่านก็ยังมีอวิชชา แม้ว่าท่านจะผ่านการรู้อริยสัจสี่มาแล้ว แต่เพราะยังผ่านการรู้อริยสัจสี่ยังไม่ครบสี่รอบ อวิชชาจึงยังไม่หมดไปจากใจ แต่ก็เบาบางมากแล้ว สำหรับปุถุชนนั้น ไม่ต้องพูดถึง มีอวิชชาเต็มเปี่ยมทีเดียว สำหรับคนฉลาดๆ ทั้งหลายที่ฉลาดในความรู้ทางโลกนั้น ก็ฉลาดรอบรู้ในสิ่งที่ไม่ควรรู้ แต่ไม่รู้ในสิ่งที่ควรรู้เลย 

   ความฉลาดทางธรรมมุ่งละความอยากได้(ตัณหา) เพราะเห็นว่าเป็นเหตุให้เกิดวัฏฏทุกข์ ความฉลาดทางโลกมุ่งสนองความอยากได้ เพราะเห็นว่าเป็นเหตุให้เกิดความสุขสะดวกสบาย ปราชญ์ผู้รู้ทั้งหลาย มี พระสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระอรหันต์เป็นต้น จึงกล่าวว่า การฝืนกระแสตัณหาเป็นเรื่องยากก็ด้วยเหตุประการฉะนี้แล

 

[full-post]

คนมีอวิชชาโง่จริงหรือ

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.