วิธีรักษาพระศาสนา (๙)
.........................................................
คำเตือน: เรื่องนี้น่าจะยาวหลายตอน และอาจจะจับแพะชนแกะไปตลอดเรื่อง คือเขียนไปๆ มีประเด็นพาดพิงไปถึงเรื่องอะไร ก็ยกเรื่องนั้นมาแทรก ญาติมิตรที่อ่านจึงต้องทำใจ นึกเสียว่า-อ่านตามใจคนเขียนก็แล้วกัน ไม่ได้เขียนตามใจคนอ่าน
แต่เป้าหมายปลายทางคงอยู่ที่-การชวนกันให้ช่วยกันรักษาพระศาสนา
.........................................................
ต่อเรื่องวิธีทำบุญครับ
(๕) ทำบุญช่วยงาน (ไวยาวัจมัย) บุญข้อนี้แหละครับที่ผมตั้งเป้าใหญ่ไว้ว่าจะพูด ตอนนี้พูดสั้นๆ นิดหนึ่งก่อน เดี๋ยวค่อยกลับมาร่ายยาว
บุญข้อนี้ก็คือ-ที่เด็กรุ่นผมได้รับการอบรมสั่งสอนในโรงเรียนให้รู้จักทำ “หน้าที่พลเมืองดี”
เจอขยะตกอยู่ข้างทาง เคยคิดจะเก็บกันมั่งไหม นี่คือวิธีทำบุญที่ง่ายที่สุด แต่คนสมัยนี้ไม่คิดจะทำ อาจเป็นเพราะไม่มีใครสอนเรื่องหน้าที่พลเมืองดี
นอกจากตัวเองไม่คิดจะเก็บแล้ว ใครไปเก็บเข้า เตรียมตัวรับกรรมได้เลย เช่น ขณะที่ก้มลงไปเก็บขยะ ถ้าเกิดมีรถขับมาชนโครม นอกจากจะไม่มีใครอยากช่วยเหลือท่านแล้ว ท่านจะถูกรุมกระทืบจากทิศทั้งสิบ-ไม่เว้นแม้แต่คนที่บ้านท่านและคนใกล้ตัวท่าน -
“เสือกไม่เข้าเรื่อง ไม่ใช่หน้าที่ของตัวเองสักหน่อย ทำว่าข้านี่พลเมืองดี แล้วดูซิเนี่ย ใครเดือดร้อน ฯลฯ ฯลฯ ฯลฯ”
ผมประพฤติบ่อย แต่นั่นหมายถึง-ความปลอดภัยเกินร้อย ถ้าไม่ชัวร์ก็ต้องฝืนใจทำเฉย นึกเสียว่า-เดี๋ยวคนที่เขามีหน้าที่ก็จะมาจัดการเอง
อะไรพอทำได้ มีน้ำใจช่วยทำ นั่นแหละครับบุญข้อนี้
(๖) ทำบุญแบ่งบุญ (ปัตติทานมัย) ตรงๆ ตามพิธีกรรมคือกรวดน้ำ แต่ในทางปฏิบัติจริงทำได้หลายแบบ เช่น ทำความดีอะไรสักอย่าง แล้วนึกอยากให้คนอื่นมาร่วมด้วยช่วยกันทำ ไม่ใช่แค่นึกเฉยๆ หาทางชักชวนด้วย อย่างนี้เป็นต้น ตรงกันข้ามกับบางคน-กลัวคนอื่นจะมาแย่งบุญ
(๗) ทำบุญโมทนา (ปัตตานุโมทนามัย) ข้อนี้จะว่าง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยาก ง่ายก็แค่เปิดใจกว้าง เห็นใครทำดีแล้วชื่นใจ ไม่ยากตรงไหนเลย แต่บทจะยากก็ตรงที่เกิดอาการ “หมั่นไส้” - แหม ทำเป็นอวดรวย ทำเป็นว่าข้าใจบุญ ถ้าคิดแบบนี้ก็จบ ดีใจกับใครไม่เป็น ถ้าไม่ฝึก ทำยาก ถ้าฝึกเสียหน่อย ง่ายแสนง่าย
เดินออกกำลังตอนเช้า เห็นคนใส่บาตร ผมเก็บบุญข้อนี้ใส่ย่ามได้ทุกวัน “โมทนาบุญด้วยครับบบบบบ” พูดดังๆ ได้ พูด รู้จักไม่รู้จักไม่เป็นประมาณ อยู่ไกล น้อมใจอนุโมทนา
ร้อยทั้งร้อยยิ้มให้ “สาธุค่า” “สาธุครับ” ทั้งๆ ที่ไม่รู้จักกัน เกิดน้ำใจไมตรีจิตต่อกันเป็นของแถมพกอีกต่างหาก
(๘) ทำบุญฟังเทศน์ (ธัมมัสสวนมัย) ตามตัวหนังสือก็คือฟังเทศน์ ฟังได้ควรฟัง แต่ในทางปฏิบัติจริงคือหาความรู้ในทางพระธรรมวินัย ถามตัวเองว่าเรายังไม่รู้อะไรอีกบ้าง แล้วลงมือหาความรู้ในเรื่องนั้นๆ
สมัยนี้นั่งกระดิกขาอยู่กับบ้านก็หาได้ หาได้ในคลิกเดียว เพราะฉะนั้น ถ้ามีเวลาดูหนังฟังเพลง อย่าอ้างว่าไม่มีเวลาหาความรู้
การศึกษาหาความรู้ทางพระธรรมวินัย เป็นการรักษาพระศาสนาโดยตรง เพราะพระธรรมวินัยเป็นตัวพระศาสนา จะพูดว่าเป็นการเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า-ก็ได้ เพราะพระธรรมวินัยเป็นองค์พระศาสดา --
ปฏิบัติจากของจริงเลย ความข้อนี้ - “พระธรรมวินัยเป็นองค์พระศาสดา” พระพุทธองค์ตรัสไว้ในพระสูตรไหน ลองหาดูเลย หาเป็นไหม เจอไหม
(๙) ทำบุญให้ธรรม (ธัมมเทสนามัย) ข้อนี้คู่กับข้อก่อน หาความรู้ได้แล้วก็ให้ความรู้แก่ผู้อื่นต่อไป การหาความรู้กับการให้ความรู้เป็นกิจคู่กัน และเป็นกิจที่ชาววัดชาวบ้านทุกวันนี้ปล่อยปละละเลยกันมากที่สุด
ถามตัวเอง-วันนี้เราหาความรู้หรือยัง
ถามตัวเอง-วันนี้เราให้ความรู้แก่ใครบ้างหรือยัง
หลวงพ่อหลวงพี่หลวงน้องหลวงเณรที่มีเฟซบุ๊กและขยันบอกบุญรับบริจาค ขออาราธนาให้ขยันบอกความรู้แก่ญาติโยมให้เข้มข้นพอๆ กันด้วย เริ่มด้วยสืบสภาพว่าชาวบ้านทุกวันนี้ยังไม่รู้หรือยังรู้ผิดๆ เรื่องอะไรบ้าง แล้วหาความรู้เรื่องนั้นๆ มาบอกกล่าว อย่างน้อยวันละเรื่อง
๑๐ รูป ความรู้พระธรรมวินัยแพร่หลายวันละ ๑๐ เรื่อง
๑๐๐ รูป ก็วันละ ๑๐๐ เรื่อง
๑,๐๐๐ รูป ก็วันละ ๑,๐๐๐ เรื่อง
ชาวบ้านรู้หลักพระธรรมวินัยที่ถูกต้องมากขึ้น นั่นหมายถึงเราได้คนที่เป็นกำลังในการช่วยกันรักษาพระศาสนามากขึ้น
บุญทั้งนั้นขอรับ บุญเต็มๆ ไม่ต้องใช้ตังค์
(๑๐) ทำบุญเห็นถูก (ทิฏฐุชุกรรม) ข้อนี้ทำยากหน่อย ผมนึกถึงสุภาษิตอิศรญาณที่ว่า --
..............................................
อย่านอนเปล่าเอากระจกยกออกมา
ส่องดูหน้าเสียทีหนึ่งแล้วจึงนอน
..............................................
ทำแบบเดียวกันนี่แหละครับ ก่อนเข้านอนแต่ละคืน ถามตัวเองว่า ไอ้ที่เราทำอย่างนั้น พูดอย่างนั้น คิดอย่างนั้น ที่ผ่านๆ มานี่มันถูกต้องแล้วหรือยัง หรือว่ามันผิดตรงไหนบ้าง
ถ้าไม่เข้าข้างตัวเองจนเกินไป ก็จะได้คำตอบ ได้ปรับแก้วิธีคิดวิธีมองโลกมองชีวิตให้ถูกต้อง บุญข้อนี้ก็เกิด
ทั้งหมดนี้คือวิธีทำบุญ ๙ ข้อที่เราไม่ได้ทำ และส่วนมากไม่คิดที่จะทำ ผมแนะนำแบบง่ายๆ ทำได้ในชีวิตจริง
ทำบุญควักกระเป๋ามากเท่าใด
ทำบุญทั้ง ๙ ข้อให้มากเท่านั้น-หรือมากกว่า
.....................
ทีนี้ก็มาถึงบุญไวยาวัจมัยที่ตั้งเป้าไว้ว่าจะพูดให้มากหน่อย แต่จะพูดจุดเดียว นั่นคือ -
สำหรับผู้ตั้งใจทำบุญ ขอให้ลองเริ่มมิติใหม่ของการทำบุญ นั่นคือ ตั้งใจทำบุญด้วยการอาสาสมัครเป็นไวยาวัจกรตามพระธรรมวินัย
คงไม่ต้องอธิบายอีกว่า เป็นไวยาวัจกรตามพระธรรมวินัยนี่เป็นการทำบุญหรือ ทำแล้วได้บุญหรือ เพราะได้แสดงเหตุผลมามากแล้ว
ถ้าการควักกระเป๋าออกบริจาคเป็นบุญ
การอาสาสมัครเป็นไวยาวัจกรก็ต้องเป็นบุญ
เพราะทั้ง ๒ วิธีนี้อยู่ในรายการบุญกิริยาวัตถุ ๑๐ ประการเหมือนกัน
สำหรับผู้ตั้งใจบอกบุญ ขอให้หันมาชักชวนเชิญชวนนักทำบุญให้ทำบุญด้วยการอาสาสมัครเป็นไวยาวัจกรกันบ้าง และบอกบุญข้อนี้กันให้มากขึ้น-มากพอๆ กับการบอกบุญให้คนควักกระเป๋านั่นเลย
ทำบุญด้วยการเป็นไวยาวัจกรคือทำอะไร ทำอย่างไร ตรงนี้ต้องตกลงกันให้ชัดเจน ระหว่างวัดและพระกับคนที่จะทำบุญวิธีนี้
นึกถึงประเด็นนี้แล้ว อุปสรรคข้อขัดข้องทยอยกันมาเป็นภูเขาเลยครับ
ภูเขาลูกมหึมาก็คือทัศนคติของพระนั่นเอง
ถ้าพระปฏิเสธ จะทำอย่างไร - ไวยาวัจกรเรอะ เอามาทำไมกัน ยุ่งยาก มากเรื่อง เร่อร่า รุ่มร่าม รุงรัง ขัดข้อง ขลุกขลัก เลอะเทอะ เฟอะฟะ ล้าสมัย ไร้สาระ ฯลฯ พระทำเองได้
พระทำเองก็ดีอยู่แล้ว คล่องตัว ไม่ต้องยืมจมูกคนอื่นหายใจ
ถ้าพระคิดอย่างนี้ ก็เอวัง จบบทความชุดนี้ไว้แต่เพียงแค่นี้ พบกันใหม่เมื่อชาติต้องการ-เอ๊ย!-เมื่อพระศาสนาต้องการ
..............................................
(๑) เมื่อไม่นานมานี้ จำวันไม่ได้ เวลากลางวัน ผมขับรถพาคนที่บ้านไปซื้อของที่ห้างโลตัสราชบุรี คนซื้อของอยู่ในห้าง ผมออกมารับอากาศธรรมชาตินอกห้าง เกร่ไปเกร่มาอยู่บริเวณที่จอดรถ ทันใดนั้นมีรถเก๋งคันหนึ่งขับมาจอดในซองว่างของที่จอดรถอันเป็นเรื่องปกติ ผมอยู่ตรงนั้นพอดี รถจอด ประตูด้านคนขับเปิดอันเป็นเรื่องปกติ คนที่ก้าวลงมาจากที่นั่งคนขับเป็นพระครับ-พระขับรถมาห้างเหมือนกับชาวบ้านทั่วไป
(๒) เมื่อวันที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๖๖-คือเมื่อวานนี้เอง-ผมไปซื้อของที่ห้างแม็คโครราชบุรี มีพระรูปหนึ่งมาซื้อของ เข็นรถเข้าซองจ่ายเงินต่อแถวชาวบ้าน-เหมือนกับชาวบ้านทั่วไป
..............................................
หลายท่านคงอยากบอกว่า
ที่ลุงว่ามานั่นยังน้อยไป
ที่ผมเคยเจอ หนักกว่านี้
..............................................
ถ้าไปถามพระที่ขับรถ ท่านก็คงบอกว่า-ก็ไม่รู้จะวานใคร เลยต้องขับเอง
ถ้าไปถามพระที่มาซื้อของในห้าง ท่านก็คงบอกว่า-ก็ไม่รู้จะวานใคร เลยต้องมาเอง
พระทำเองก็ดีอยู่แล้ว คล่องตัว ไม่ต้องยืมจมูกคนอื่นหายใจ
แต่การครองชีพอย่างพระ-สมณวิสัย พินาศหมดสิ้น
ไวยาวัจกรจะเข้ามาช่วยตรงนี้ครับ
ช่วยไม่ให้สมณวิสัยพินาศหมดสิ้น
พระจะขับรถไปธุระ ไม่ต้อง ไวยาวัจกรขับให้
พระจะเข้าห้างซื้อของ ไม่ต้อง ไวยาวัจกรไปซื้อให้
อีก ๑๐ เรื่อง ๑๐๐ เรื่อง ไวยาวัจกรจัดการให้ได้
สมณวิสัยไม่พินาศ มีเวลาและโอกาสปฏิบัติขัดเกลาตนเองได้เต็มที่
เราไม่ต้องการแบบนี้ดอกหรือครับ
เราต้องการแบบ-สมณวิสัยพินาศ-แบบนั้นหรือครับ
ตอนหน้าคงใกล้ถึง-เหตุผลที่ผมจะช่วยอธิบายแทนพระว่า-พระใช้สิทธิ์อะไร ทำไมไม่ออกบิณฑบาต
--------------------
พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย
๙ พฤษภาคม ๒๕๖๖
๑๑:๒๑
[full-post]
แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ