กิเลสทั้ง 3 ประเภท มี สังกิเลส 1 กิเลส 1 อุปกิเลส 1 มีสภาพ และ องค์ธรรมต่างกันเป็นไฉน?
1. สังกิเลส คือ สภาพเปรอะเปื้อน ที่ทำให้ศีล เสียหาย องค์ธรรมได้แก่ ทุจริต ที่ทำให้สมาธิเสียหาย องค์ธรรมได้แก่ตัณหา ที่ทำให้ปัญญาเสียหาย องค์ธรรม ได้แก่ ทิฎฐิ
ในมหาฎีกาวิสุทธิมรรค
กล่าวว่า ความประพฤติไม่ดี(ทุจริต) มีความประพฤติไม่ดีทางกายเป็นต้น ชื่อว่าสังกิเลส
ดังนั้นการชำระสังกิเลสนั้น จึงเป็นการละด้วยกำลังของตทังคปหาน ซึ่งมีได้ด้วยศีล เหตุเพราะศีลเป็นปฏิปักษ์ต่อความก้าวล่วง การชำระสังกิเลส คือ ตัณหา เป็นการละด้วยกำลังของวิกขัมภนปหาน ซึ่งมีได้ด้วยสมาธิ เพราะสมาธิเป็นปฏิปักษ์ต่อปริยุฏฐานะ และเหตุเพราะสมาธินั้น เป็นปฎิปักษ์โดยตรงต่อตัณหา
การชำระสังกิเลส คือทิฎฐิ เป็นการละด้วยกำลังของสมุจเฉทปหาน ซึ่งมีได้ด้วยปัญญา เพราะปัญญาเป็นปฎิปักษ์ต่ออนุสัย และเหตุเพราะปัญญามีการยึดถือเอาตามความเป็นจริง จึงเป็นปฎิปักษ์โดยตรงต่อทิฎฐิ อันมีการยึดถือเอาตามความไม่เป็นจริง
2. กิเลส 10 ในธรรมสังคณีกล่าวว่า สภาพเปรอะเปี้ยนที่ทำให้ใจหม่อนหมองร้อนรน มี 10 คือ:-
1) โลภะ ความยินดีพอใจในโลกิยอารมณ์ องค์ธรรมได้แก่ โลภเจตสิกที่ในโลภมูลจิต 8
2) โทสะ ความโกรธ ความไม่พอใจ องค์ธรรมได้แก่ โทสเจตสิก ที่ในโทสมูลจิต 2
3) โมหะ ความลุ่มหลง ความโง่เขลา องค์ธรรมได้แก่ โมหเจตสิก ที่ในอกุศลจิต 12
4) มานะ ความเย่่อหยิ่ง ถือตัว องค์ธรรมได้แก่ มานเจตสิก ที่ในทิฎฐิคตวิปปยุตตจิต 4
5) ทิฏฐิ ความเห็นผิด เช่นเห็นว่าขันธ์ ยั่งยืน เที่ยงแท้ ไม่เปลี่ยนแปลง หรือตายแล้วก็สูญ ไม่เกิเอีกเป็นต้น องค์ธรรมไดแก่ ทิฏฐิเจตสิก ที่ในทิฎฐิคตสัมปยุตตจิต 4
6) วิจิกิจฉา ความลังเลสังสัยในสิ่งที่ควรเชื่อ องค์ธรรมได้แก่ วิจิกิจฉาเจตสิก ที่ในวิจิกิจฉาสัมปยุตตจิต 1
7) ถีนะ ความง่วงเหงา ความหดหู่ ความท้อท้อถอย องค์ธรรมได้แก่ ถีนเจตสิก ที่ในอกุศลสสังขาริกจิต 5
8) อุทธัจจะ ความฟุ้งซ่าน องค์ธรรมได้แก่ อุทธัจจเจตสิก ที่ในอกุศลจิต 12
9) อหิริกะ ความไม่ละอายต่อทุจริต องค์ธรรมได้แก่ อหิริกเจตสิกที่ในอกุศลจิต 12
10) อโนตตัปปะ ความไม่สดุ้งกลัวต่อทุจริต องค์ธรรมได้แก่ อโนตตัปปเจตสิก ที่ในอกุศลจิต 12
กิเลส 1500 มีดังนี้ คือ นามธรรม 53 (ได้แก่ จิต 1 เจตสิก 52) รูป 22(นิปผันนรูป 18 ลักษณะรูป 4 รวม 75 ทั้ง 75 นี้ เป็นภายในตัวเรา 75 สิ่งมีชีวิตอื่นนอกตัวเรา 75 รวมเป็นอารมณ์ได้ 150
คูณด้วยกิเลส 10 จึงเป็นกิเลสได้ 1500
3. อุปกิเลส 16 ใน ม.มู 12/93/65 กล่าวว่า สภาพเปรอะเปี้ยนที่ทำให้คุณธรรมเสื่อมทราม มี 16 คือ
1. อภิชฌาวิสมโลภะ ความโลภที่จ้องจะเอาให้ได้
2. พยาบาท ความปองร้าย
3. โกธะ ความโกรธ
4. อุปนาหะ ความผูกโกรธ
5. มักขะ ความลบหลู่
6. ปลาสะ ความยกตนตีเสมอ
7. อิสสา ความริษยา
8. มัจฉริยะ ความตระหนี่
9. มายา ความปกปิดโทษที่มีอยู่
10. สาเถยยะ ความโอ้อวดคุณที่ไม่มีอยู่
11. ถัมภะ ความดี้อด้าน
12. สารัมภะ ความมุ่งเอาแต่ชนะ
13. มานะ ความถือตัว
14. อติมานะ ความทรนงตน
15. มทะ ความมัวเมา
16. ปมาทะ ความประมาทเลินเล่อชล่าใจ
(วิสุุทธิมรรค ปฎิสัมภิทามรรค นิสสยอักษรปัลลวะ อักษรสิงหล อักษรขอม)
-------------
กำลังพระญาณที่หยั่งรู้ของพระพุทธเจ้า
พลสูตร ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายว่าพระตถาคตทรงมีกำลัง (ตถาคต พล) 6 ประการที่เป็นเหตุให้ทรงยืนยัน (ปฏิญญา)ฐานะอันยิ่งใหญ่กล่าวได้อย่างอาจหาญ (บันลือสีหนาท) ประกาศพระธรรมคำสอนนั่นคือ
1. ฐานาฐานญาณ-ทรงหยั่งรู้ชัดว่าอะไรเป็นไปได้ (ฐานะ) อะไรเป็นไปไม่ได้ (อฐานะ)
2. กัมมวิปากญาณ-ทรงหยั่งรู้ชัดซึ่งวิบาก (ผล) ของกรรมที่ตั้งใจทำ (กัมมสมาทาน) ที่เป็นอดีตอนาคตและปัจจุบัน
3. ฌานาทีสังกิเลสาทิญาณ-ทรงหยั่งรู้ชัดซึ่งความเศร้าหมองและความผ่องแผ้ว การออกจากฌานวิโมกข์ สมาธิ และสมาบัติทั้งหลาย
4. ปุพเพนิวาสานุสติญาณ-ทรงระลึกถึงชาติหนหลังได้นับไม่ถ้วน
5. จุตูปปาตญาณ-ทรงหยั่งรู้จุติและอุบัติ(การตาย-การเกิด)ของหมู่สัตว์ซึ่งเป็นไปตามกรรมด้วยทิพยจักษุอันเหนือวิสัยมนุษย์
6. อาสวักขยญาณทรงทำให้แจ้ง ซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันไม่มีอาสวะ ด้วยปัญญาอันยิ่งโดยพระองค์เอง
ตรัสว่า ถ้ามีใครมาถามปัญหาเกี่ยวกับสิ่งที่พระองค์รอบรู้ด้วยการหยั่งถึงสภาวนั้นๆ(ญาณ)ทั้ง ๖ ประการ ที่ได้มาอย่างถูกต้องตรงต่อสภาวธรรมนั้นๆ(สมาทิโต)นั่นเอง
(องฺ.ฉกฺก.๒๒/๓๓๕)
---------------
การศึกษาธรรมะ โดยอาศัยคัมภึร์หลักภาษาศาตร์ต่างๆ เช่น คัมภีร์สังวรรณนา คัมภีร์เนตติปกรณ์เป็นต้น จักได้รายละเอียดและความลึกซึ้งแห่งเนื้อความเป็นไฉน?
ตัวอย่างเช่น พระดำรัสที่ทรงตรัสถึงปาฏิโมกขสังวรศีลว่า "อาจารโคจรสมฺปนฺโน" ถึงพร้อมด้วยอาจาระและโคจระ " นี่ก็เป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้ปาติโมกขสังวรศีลเกิดขึ้น และพระดำรัสที่ทรงตรัสว่า " สทฺธาย ปาติโมกฺขสํวโร สมฺปาเทตพฺโพ " "ปาติโมกขสังวรศีล พึงกระทำให้ถึงพร้อมด้วยสัทธา" นี่ก็เป็นเหตุหนึ่ง ที่ทำให้ปาติโมกขสังวรศีลเกิดขึ้น
ถามว่า เหตุทั้งสองนั้นมีลักษณะเฉพาะตนเช่นไร?
ตอบว่า อาจารโคจรสมฺปนฺโน เป็น "เหตุให้รู้" คือ รู้ว่า ผู้มีความประพฤติดีเพรียบพร้อม และรู้จักคบหากัลยาณมิตร เสพคุ้นการสำรวมอิริยาบทในทุกสถานที่ มีการที่ยวบิณฑบาตที่มองดูชั่วแอกเป็นต้น และเจริญสติปัฏฐานเนื่องๆ ผู้มีองค์ประกอบดังกล่าวนี่้เอง เป็นเหตุให้ผู้ประพฤติ และผู้อื่นรู้ได้ว่าเป็นผู้มีปาติโมกขสังวรศีล เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า " เหตุใกล้ "
ส่วน สทฺทาย ปาติโมกฺขสํวโร สมฺปาเทตพฺโพ เป็น"เหตุให้เข้าถึง" คือ
ต้องมีตถาคตโพธิสัทธาถึงจะยินดีประพฤติปฏิบัติตามพระโอวาท เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า"เหตุไกล"
ถามว่าทำไมทรงแสดงเหตุให้รู้ ก่อนเหตุให้เข้าถึงเล่า?
ตอบว่า เพราะถึงจะมีศรัทธา ถ้าไม่ประพฤติปฏิบัติตามพระโอวาทก็หาเข้าถึงปาติโมกขสังวรศีลได้ไม่ เหตุทั้งสองจึงเกื้อหนุนกันด้วยอาการดังที่ได้กล่าวมา(ตามนิสสยอักษรมอญ)
ควรหรือไม่ที่เพื่อนสหธรรมิคจะพากันศึกษาหลักภาษาศาตร์บาลีที่ทรงรักษาพระพุทธพจน์ไว้
อนึ่งคัมภีร์มีหลายระดับก็เนื่องด้วยยุกสมัยเช่นยุกที่ผู้คนมีตัณหาเบาบางปัญญาละเอียดท่านก็จะอธิบายธรรมะเป็นหลักมี พระไตรปิฏก อรรถกถา ฎีกา เป็นต้น
ครั้นพอยุกผู้คนตัณหาหนาแน่นปัญญาหยาบ ก็จะมี คัมภีร์นิสสยะช่วยเพิ่มรายละเอียดให้ ดังนั้นในยุกปัจจุบันจึงควรศึกษาทุกระดับคัมภีร์ ไม่ควรมองข้ามระดับใดระดับหนี่งไป เมื่อมีองค์ประกอบครบเพื่อนสหธรรมิกจะศึกษาได้อย่างซาบซึ้งแน่นอน(สาระการอิงอาศัยคัมภีร์ภาษาศาสตร์จากคัมภีร์นิสสยะ)
---------------
[full-post]
แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ