สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ


เหตุใดพระพุทธเจ้าจึงทรงแสดงธรรมแก่สัจจกนิครนถ์ผู้ไม่เลื่อมใส(ตอนที่หนึ่ง)

   เรื่องของสัจจกนิครนถ์นี้มีเล่าไว้ในพระไตรปิฎก จูฬสัจจกสูตร และมหาสัจจกสูตร มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ พร้อมทั้งอรรถกถา ซึ่งจะได้นำมาเล่าทั้ง ๒ สูตร แต่ก่อน ที่จะเล่าพระสูตร ก็จะขอเล่าประวัติของสัจจกนิครนถ์ ตามอรรถกถาจูฬสัจจกสูตรเสียก่อน เพื่อให้ทราบว่าเขาเป็นใคร มาแต่ไหน ในอรรถกถาท่านเล่าว่า

   ครั้งก่อนนั้นมีนิครนถ์ชาย ๑ หญิง ๑ เรียนวาทะได้คนละ ๕๐๐ แล้วพากันที่ยวไปทั่วชมพูทวีป เพื่อจะโต้วาทะกับผู้อื่น เมื่อมาถึงเมืองเวสาลีของพวกเจ้าลิจฉวี สาลิจฉวีรับสั่งให้คนทั้งสองโต้วาทะกัน แต่ไม่มีใครแพ้ใครชนะ เจ้าลิจฉวีจึงให้คน ทั้งสองแต่งงานกัน ต่อมาก็ได้ธิดา ๔ คน ชื่อว่านางสัจจา นางโลลา นางปฏาจาลา และ นางศิลาเวตกา เมื่อเติบโตขึ้น นางทั้ง ๔ ก็ได้เรียนวาทะกับมารดาและบิดาไว้จนสิ้น มารดาบิดาสั่งธิดาว่า การที่ลูกจะเป็นภรรยาของผู้อื่นโดยที่เขาให้เงินทองเป็นต้นนั้นเป็น ไม่ได้ เพราะชายเหล่านั้นย่อมไม่อาจโต้วาทะกับลูกได้ เพราะฉะนั้นขอให้ลูกยอมเป็นบาทบริจาริกาของนักบวชที่สามารถโต้วาทะ กับลูกได้ และจงบวชอยู่ในสํานักของบวชนั้น ธิดาทั้ง ๔ คน ก็ได้ออกบวช แล้วเดินทางเที่ยวแสวงหาผู้ที่สามารถโต้วาทะ 

กับตนได้ โดยถือเอากิ่งชมพูเป็นเครื่องหมาย เมื่อไปถึงบ้านเมืองใด ก็เอากิ่งแชมพู คือ กิ่งไม้หว้าปักไว้ที่ประตู หรือที่กองทราย ปักธงเป็นเครื่องหมายไว้ แล้วประกาศว่า ผู้ใดจะโต้วาทะกับตนก็จงหักกิ่งไม้ชมพูเสีย นางได้ทำอย่างนี้อยู่หลายปี ก็ไม่มีผู้ใดเอาชนะนางทั้ง ๔ ได้ จนกระทั่งเดินทางมาถึงเมืองสาวัตถี ในขณะที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ของเรากับภิกษุสงฆ์ประทับอยู่ที่เมืองนั้น

   ในวันนั้น ท่านพระสารีบุตร กับพวกภิกษุได้ออกไปบิณฑบาต พบกิ่งไม้หน้า ปักอยู่ที่ประตูเมือง ก็ถามเด็กๆ ที่เล่นอยู่ในที่นั้นว่า กิ่งไม้ที่มีธงปักไว้นี้ ใครทำด้วยความประสงค์อันใด เด็กๆ ก็บอกให้ทราบ ท่านพระสารีบุตรจึงให้เด็กหักกิ่งไม้หว้าเสีย ฝ่ายนางทั้ง ๔ ทราบเรื่องแล้วก็ประกาศให้คนทั้งหลายทราบว่า วันนี้เราจักโต้วาทะกับ ท่านพระสารีบุตร ผู้เป็นสาวกของพระพุทธเจ้า ขอเชิญท่านทั้งหลายมาฟังเถิด ชาวเมือง สาวัตถีทราบแล้วก็พากันไปที่พระวิหารเชตวัน รวมทั้งนางทั้ง ๔ ด้วย ท่านพระสารีบุตร คิดว่า การที่จะให้สตรีเข้ามาในที่อยู่ของท่านไม่เป็นการสมควร ท่านจึงออกไปนั่งอยู่ที่ ท่ามกลางวิหาร นางทั้ง ๔ ก็เข้าไปถามท่านว่า ท่านเป็นผู้หักกิ่งไม้หว้าหรือ ท่าน พระสารีบุตรก็รับว่าใช่ นางทั้ง ๔ ก็ว่าพวกเราจะเป็นผู้ถาม ท่านพระสารีบุตรกว่า ถ้าอย่างนั้นพวกเธอจงถามก่อน นางทั้ง ๔ ก็ได้แยกย้ายกันไปยืนอยู่ ๔ ทิศ ได้ยกปัญหา ๑,๐๐๐ ข้อ ที่ตนเรียนมาจากมารดาบิดาขึ้นถาม ท่านพระสารีบุตรก็แก้ได้ทุกข้ออย่างแจ่มแจ้งฉับไว เหมือนบุคคลตัดก้านบัวด้วยพระขรรค์ฉะนั้น ครั้นแล้วท่านพระสารีบุตร ได้บอกให้ถามอีก นางทั้ง ๔ ก็ว่าตนมีความรู้เท่านี้ พระเถระจึงถามว่า พวกเธอถามเรา เราก็ตอบแล้ว บัดนี้เราจะถามเธอบ้าง ข้อเดียวเท่านั้น ขอให้ตอบให้ทราบด้วย นาง ทั้ง ๔ เห็นความสามารถของท่านก่อนแล้ว จึงไม่อาจกล่าวว่าเชิญท่านถามเถิด เราจะ ตอบ แต่ได้กล่าวว่า เชิญท่านถามเถิด เรารู้เราจักตอบ

   ท่านพระสารีบุตรเถระได้ถามปัญหา ที่กุลบุตรผู้ออกบวชต้องศึกษาก่อน นั่นคือ ถามว่า อะไรชื่อว่าหนึ่ง นางทั้ง ๔ มองไม่เห็นเบื้องต้นและเบื้องปลายของปัญหานั้น จึงนิ่งอยู่ พระเถระก็เตือนให้ตอบ นางทั้ง ๔ ก็ว่า ข้าพเจ้าไม่เห็นเบื้องต้นและเบื้องปลายนี้ ท่านพระสารีบุตรจึงว่า เธอถามเราตั้งพันปัญหา เราก็ตอบเธอแล้ว เราถามเธอปัญหาเดียว เธอก็ไม่อาจตอบได้ อย่างนี้ใครเป็นผู้แพ้ ผู้ชนะเล่า นางทั้ง ๔ ก็ว่า พวกข้าพเจ้าเป็นผู้แพ้

   ท่านพระสารีบุตรกว่า เมื่อเธอแพ้แล้วจะทำอย่างไรเล่า นางทั้ง ๔ ก็บอกว่า มารดาบิดาบอกไว้ว่า ถ้าใครสามารถแก้ปัญหาของพวกข้าพเจ้าได้ ให้พวกข้าพเจ้าบวชในสำนักของ ท่านผู้นั้น ท่านพระสารีบุตรก็ว่า พวกเธอเป็นหญิงไม่อาจบวชในสำนักของเราได้ จงไปบวชในสำนักของนางภิกษุณี นางทั้ง ๔ บวชในสำนักของภิกษุณีแล้ว เป็น ผู้ไม่ประมาทบำเพ็ญสมณธรรมอยู่ ไม่ช้าก็ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์

   ส่วน สัจจกนิครนถ์ นั้นเป็นน้องชายคนเล็กของนางทั้ง ๔ มีปัญญายิ่งกว่านาง ทั้ง ๔ ได้เรียนปัญหาจากมารดาบิดาแล้ว ยังไปเรียนจากอาจารย์อื่นๆ อีก ทั้งเรียนศิลปวิทยาด้วย ได้เป็นอาจารย์สอนศิลปวิทยาแก่พระกุมารของเจ้าลิจฉวี ในเมืองเวสาลี เขาทะนงในความรู้ของตนได้เอาแผ่นเหล็กรัดท้องไว้ ด้วยเกรงว่าท้องจะแตก ทั้งนี้เพราะเขาเข้าใจว่าท้องของเขาเต็มไปด้วยปัญญา นี่ก็เป็นประวัติของสัจจกนิครนถ์ตามที่อรรถกถาเล่า ส่วนเรื่องราวในพระสูตร ขอเล่าตามจูฬสัจจกสูตร มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ ตั้งแต่ ข้อ ๓๙๒ เป็นต้นไป ท่านพระอานนท์เล่าว่า

   สมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่กูฏาคารศาลาป่ามหาวัน เขตเมืองเวสาลี ครั้งนั้นสัจจกนิครนถ์ผู้เป็นนิคันถบุตร อาศัยอยู่ที่เมืองเวสาลี เป็นนักโต้ตอบ พูดยกตนว่า เป็นนักปราชญ์ ชนเป็นอันมากยอมยกว่าเป็นผู้มีความรู้ดี เขากล่าววาจาในที่ประชุมใน เมืองเวสาลีอย่างนี้ว่า เราไม่เห็นสมณะหรือพราหมณ์ที่เป็นเจ้าหมู่เจ้าคณะ เป็นคณาจารย์ แม้ที่ปฏิญาณตนว่าเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ปรารถโต้ตอบปัญหากับเรา จะไม่ พึงประหม่า ไม่สะทกสะท้าน ไม่หวั่นไหว ไม่มีเหงื่อไหลออกจากรักแร้แม้แต่คนเดียวเลย หากเราปรารภโต้ตอบวาทะกะเสาที่ไม่มีเจตนา แม้เสานั้นปรารภโต้ตอบกะเรา ก็ต้อง ประหม่าสะทกสะท้าน หวั่นไหว จะป่วยกล่าวไปไยกับมนุษย์เล่า เพียงเท่านี้ก็จะทราบว่า สัจจกนิครนถ์ผู้นี้ทะนงตนและมีมานะมาก ยากที่จะมีใครเสมอทีเดียว    

   ครั้งนั้นท่านพระอัสสชิเถระ นุ่งสบงแล้วถือบาตรและจีวรเข้าไปบิณฑบาตใน

เมืองเวสาลีในเวลาเช้า สัจจกนิครนถ์เดินเที่ยวยืดแข้งขาอยู่ในเมืองเวสาลี ได้เห็นท่าน พระอัสสชิเดินอยู่แต่ไกล จึงเข้าไปหาแล้วปราศรัยกับท่าน ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ ระลึกถึงกันแล้ว ได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้วได้ถามท่านพระอัสสชิว่า “ดูก่อน ท่านอัสสชิผู้เจริญ ก็พระสมณโคดมแนะนำสาวกอย่างไร และคำสั่งสอนของพระสมณโคดมมีส่วนอย่างไรที่เป็นไปมากในพวกสาวก” ท่านพระอัสสชิตอบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง แนะนำสาวกทั้งหลายอย่างนี้ และคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้ามีส่วนอย่างนี้ ที่เป็นไปมากในสาวกทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย รูปไม่เที่ยง เวทนาไม่เที่ยง สัญญาไม่เที่ยง สังขารไม่เที่ยง วิญญาณไม่เที่ยง รูปไม่ใช่ตน เวทนาไม่ใช่ตน สัญญาไม่ใช่ตน สังขารไม่ใช่ตน วิญญาณไม่ใช่ตน สังขารทั้งหลายไม่ใช่ตน ธรรมทั้งหลายไม่ใช่ตน ดูก่อน อัคคิเวสสนะ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแนะนำสาวกทั้งหลายอย่างนี้ และคำสั่งสอนของ พระผู้มีพระภาคเจ้ามีส่วนอย่างนี้ ที่เป็นไปมากในสาวกทั้งหลาย"

   สัจจกนิครนถ์ ฟังแล้วก็กล่าวว่า “ดูก่อนท่านอัสสชิผู้เจริญ ข้าพเจ้าได้ฟังว่า พระสมณโคดมมีวาทะอย่างนี้ เป็นอันว่าข้าพเจ้าได้ฟังไม่ดีแล้ว ถ้ากระไรบางที่ข้าพเจ้าจะ พบกับพระสมณโคดมผู้เจริญนั้น จะได้สนทนากันบ้าง ถ้ากระไร ข้าพเจ้าจะพึงช่วย ปลดเปลื้องพระสมณโคดมเสียจากความเห็นที่เลวทรามนั้น"

   ครั้งนั้นเจ้าลิจฉวีประมาณ ๕๐๐ องค์ ประชุมกันอยู่ในอาคารเป็นที่ประชุมด้วยกรณียกิจบางอย่าง สมัยนั้นสัจจกนิครนถ์เข้าไปหาเจ้าลิจฉวีเหล่านั้น ครั้นเข้าไปแล้ว ได้กล่าวว่า “ขอเจ้าลิจฉวีทั้งหลายจงไปด้วยกัน ขอเจ้าลิจฉวีทั้งหลายจงไปด้วยกัน วันนี้ ข้าพเจ้าจักสนทนากับพระสมณโคดม ถ้าพระสมณโคดมจักตั้งอยู่ตามคำที่อัสสชิภิกษุ ซึ่งเป็นสาวกรูปหนึ่งที่มีชื่อเสียงยืนยันกะข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจักฉุดกระชากลากถ้อยคำของพระสมณโคดมมาด้วยคำของข้าพเจ้า ให้เป็นเหมือนบุรุษที่มีกำลังจับแกะอันมีขนยาวที่ขน แล้วลากมาลากไปฉะนั้น หรือให้เป็นเหมือนคนที่ทำการงานในโรงสุราซึ่งมีกำลัง วางเสื่อ ลำแพนสำหรับรองแป้งสุราผืนใหญ่ในห้วงน้ำลึกแล้ว จับที่มุมชักลากฟัดฟาดไปมาฉะนั้น ข้าพเจ้าจักสลัดฟัดฟาดถ้อยคำของพระสมณโคดมเสียให้เป็นเหมือนบุรุษที่มีกำลัง ซึ่งเป็น นักเลงสุรา จับถ้วยที่หูแล้วสลัดไปมาฉะนั้น ข้าพเจ้าจักเล่นงานพระสมณโคดมเหมือน อย่างที่คนเขาเล่นกีฬาชื่อสามโธวิก (คือชักป่าน) ให้เป็นเหมือนช้างที่มีวัยล่วง ๖๐ ปี จึง จะถอยกำลัง ลงสู่สระโบกขรณีมีลำน้ำลึก แล้วเล่นกีฬาชนิดที่ชื่อว่าสาณโธวิก (ชักป่าน) ฉะนั้น ขอเจ้าลิจฉวีทั้งหลายจงไปด้วยกัน ขอเจ้าลิจฉวีทั้งหลายจงไปด้วยกัน วันนี้ข้าพเจ้า จักสนทนากับพระสมณโคดม"

      ในบรรดาเจ้าลิจฉวีเหล่านั้น บางพวกกล่าวว่า “เหตุอะไรพระสมณโคดมจักยกถ้อยคำของท่านสัจจกะได้” บางพวกก็กล่าวว่า “ท่านสัจจกะเป็นอะไรจึงจักยกถ้อยคำ พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ ที่แท้พระผู้มีพระภาคเจ้ากลับจักยกถ้อยคำของท่านสัจจกะเสีย นั่นแล สัจจกนิครนถ์มีเจ้าลิจฉวีประมาณ ๕๐๐ ห้อมล้อมแล้ว เข้าไปยังกฏาคารศาลา มหาวัน สมัยนั้นภิกษุมากรูปด้วยกันจงกรมอยู่ ณ ที่แจ้ง สัจจกนิครนถ์เข้าไปหาแล้ว ถามมว่า “ท่านผู้เจริญ เดี๋ยวนี้พระสมณโคดมนั้นอยู่ที่ไหน พวกข้าพเจ้าปรารถนาจะพบพระสมณโคดมนั้น" ภิกษุทั้งหลายบอกว่า “ดูก่อนอัคคิเวสสนะ พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์นั้นเสด็จเข้าไปสู่ป่ามหาวัน ประทับพักกลางวันที่โคนไม้แห่งหนึ่ง” ลำดับนั้น สัจจกนิครนถ์พร้อมด้วยเจ้าลิจฉวีจำนวนมากเข้าไปสู่ป่ามหาวัน จนถึงที่พระผู้มีพระภาค ประทับอยู่ แล้วทูลปราศรัยกะพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แม้พวกเจ้าลิจฉวีทั้งหลายบางพวกก็ถวายอภิวาท บางพวกก็ทูลปราศรัย บางพวกประณมมือ บางพวกประกาศชื่อและโคตรของตน ในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า บางพวกก็นิ่งอยู่ ครั้นแล้วต่างก็นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง สัจจกนิครนถ์ครั้นนั่งแล้วได้ทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าพเจ้าขอถามพระโคดมหน่อยหนึ่ง ถ้าพระโคดมจะทำโอกาสเพื่อแก้ปัญหาแก่ข้าพเจ้า" พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อน อัคคิเวสนะ ท่านประสงค์จะถามอะไรก็ถามเถิด"

    สัจจกนิครนถ์ทูลถามว่า “พระโคดมแนะนำพวกสาวกอย่างไร และคำสั่งสอน ของพระโคดม มีส่วนอย่างไรที่เป็นไปมากในพวกสาวก” พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า "ดูก่อนอัคคิเวสสนะ เราแนะนำสาวกทั้งหลายอย่างนี้และคำสั่งสอนของเรามีส่วนอย่างนี้ ที่เป็นไปมากในสาวกทั้งหลายว่า รูปไม่เที่ยง เวทนาไม่เที่ยง สัญญาไม่เที่ยง สังขารไม่ เที่ยง วิญญาณไม่เที่ยง รูปไม่ใช่ตัวตน วิญญาณไม่ใช่ตัวตน สัญญาไม่ใช่ตัวตน สังขาร ไม่ใช่ตัวตน วิญญาณไม่ใช่ตัวตน สังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่ใช่ตัวตน ธรรมทั้งหลาย ทั้งปวงไม่ใช่ตัวตน ดังนี้ ดูก่อนอัคคิเวสสนะ เราแนะนำสาวกอย่างนี้ และคำสั่งสอนของ เรามีส่วนอย่างนี้ที่เป็นไปมากในสาวกทั้งหลาย"

   สัจจกนิครนถ์ทูลว่า “พระโคดม ขออุปมาจงแจ่มแจ้งแก่ข้าพเจ้า พระผู้มีพระ ภาคเจ้าตรัสว่า “อุปมานั้นจงแจ่มแจ้งแก่ท่านเถิด” สัจ

จกนิครนถ์ทูลว่า “พระโคดม

เหมือนพืชพันธุ์ไม้อย่างใดอย่างหนึ่ง ที่ถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ พืชพันธุ์เหล่านั้น ทั้งหมดต้องอาศัยแผ่นดิน ตั้งอยู่ในแผ่นดิน จึงถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ได้ หรือ เหมือนการงานอย่างใดอย่างหนึ่งที่ต้องทำด้วยกำลัง อันบุคคลทำอยู่ การงานเหล่านั้นทั้งหมด บุคคลต้องอาศัยแผ่นดิน ต้องอยู่ในแผ่นดินจึงทำได้ ฉันใด บุรุษบุคคลนี้มีรูปเป็นตน มีเวทนาเป็นตน มีสัญญาเป็นตน มีสังขารเป็นตน มีวิญญาณเป็นตน ต้องตั้งอยู่ในรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จึงได้ประสบผลบุญผลบาป ฉันนั้น"

   เมื่อสัจจกนิครนถ์ทูลอย่างนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนอัคคิเวสสนะ ข้อนั้นท่านกล่าวอย่างนี้ว่า รูปเป็นตนของเรา เวทนาเป็นตนของเรา สัญญาเป็นตนของเรา สังขารเป็นตนของเรา วิญญาณเป็นตนของเรา ดังนี้มิใช่หรือ"

   สัจจกนิครนถ์ทูลว่า “พระโคดม ข้าพเจ้ากล่าวอย่างนั้น ประชุมชนเป็นอันมาก ก็กล่าวอย่างนั้น" พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนอัคคิเวสสนะ ประชุมชนเป็นอันมากจักทำอะไรแก่ท่าน ดูก่อนอัคคิเวสสนะ เชิญท่านยืนยันถ้อยคำของท่านเถิด" สัจจกนิครนถ์ก็ยืนยันว่ารูปเป็นตนของเรา เป็นต้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อน อัคคิเวสสนะ ถ้าอย่างนั้น เราจักสอบถามท่านในข้อนี้แหละ ท่านเห็นควรอย่างไร ท่านพึงแก้อย่างนั้น ดูก่อนอัคคิเวสสนะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน อำนาจของพระราชา ผู้มุรธาภิเษกแล้ว เช่นพระเจ้าปเสนทิโกศล และพระเจ้ามคธอชาตศัตรูเวเทริบุตร อาจฆ่า คนที่ควรฆ่า ริบราชบาตรคนที่ควรริบ เนรเทศคนที่ควรเนรเทศ พึงให้เป็นไปได้ ใน พระราชอาณาเขตของพระองค์มิใช่หรือ” สัจจกนิครนถ์ทูลว่า “พระโคดม อำนาจของ พระราชาผู้มุรธาภิเษกแล้ว เช่นพระเจ้าปเสนทิโกศลและพระเจ้ามคธอชาตศัตรูเวเทหิบุตร อาจฆ่าคนที่ควรฆ่า ริบราชบาตรคนที่ควรริบ เนรเทศคนที่ควรเนรเทศ จึงให้เป็นไปได้ ในพระราชอาณาเขตของพระองค์ แม้แต่อำนาจของหมู่คณะเหล่านี้ คือ วัชชี มัลละ อาจฆ่าคนที่ควรฆ่า ริบราชบาตรคนที่ควรริบ เนรเทศคนที่ควรเนรเทศ ยังเป็นไปได้ในแว่นแคว้นของตนๆ เหตุไรเล่า อำนาจของพระราชาผู้มุรธาภิเษกแล้วนั้นต้องให้เป็นไปได้ ด้วย ควรจะเป็นไปได้ด้วย" เมื่อสัจจกนิครนถ์กล่าวอย่างนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนอัคคิเวสสนะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ข้อที่ท่านกล่าวว่า รูปเป็นตนของเรา อำนาจของท่านเป็นไปในรูปนั้นว่า รูปของเราจงเป็นอย่างนั้นเถิด ดังนี้หรือ 

    เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามอย่างนี้แล้ว สัจจกนิครนถ์ก็นิ่งเสียถึง ๒ ครั้ง ลำดับนั้น ผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนอัคคิเวสสนะ กาลบัดนี้ท่านจงแก้ ไม่ใช่กาลที่ท่านควรนิ่ง ดูก่อนอัคคิเวสนะ ผู้ใดอันตถาคตถามปัญหาที่ชอบแก่เหตุแล้วถึง ๓ ครั้ง มิได้แก้ ศีรษะของผู้นั้นจะแตกเป็น ๗ เสียงในที่เช่นนี้" 

   ขณะนั้น ท้าววชิรปาณีสักกเทวราช ถือกระบองเพชรลุกเป็นไฟรุ่งเรืองลอยอยู่ใน เบื้องบนศีรษะของสัจจกนิครนถ์ ประกาศว่า ถ้าสัจจกนิครนถ์นี้อันพระผู้มี พระภาคเจ้าตรัสถามปัญหาที่ชอบแก่เหตุแล้วถึง ๓ ครั้ง มิได้แก้ปัญหา เราจักผ่าศีรษะ นครนถ์นั้น ๗ เสียงในที่นี้นี่แหละ ก็ท้าววชิรปาณีนั้น อันพระผู้มีพระภาคเจ้ากับสัจจกนิครนถ์เท่านั้นเห็นอยู่ ในทันใดนั้น สัจจกนิครนถ์ตกใจกลัวจนขนชัน แสวงหาพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นที่ต้านทานป้องกัน เป็นที่พึ่งได้ทูลว่า พระโคดมผู้เจริญ ขอจงทรงถามเถิด ข้าพเจ้าจักแก้ ณ บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อน อัคคิเวสสนะ ท่านจะสำคัญความข้อนี้เป็นไฉน ท่านกล่าวอย่างนี้ว่า รูปเป็นตนของเราดังนี้ อำนาจของท่านเป็นไปในรูปนั้นว่า รูปของเราจงเป็นอย่างนั้นเถิด อย่าได้เป็นอย่างนี้เลย ดังนี้หรือ สัจจกนิครนถ์ทูลตอบว่า ข้อนี้เป็นไปไม่ได้เลย พระโคดมผู้เจริญ

   เมื่อสัจจกนิครนถ์ทูลตอบอย่างนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนอัคคิเวสสนะ ท่านจงทำไว้ในใจเถิด ครั้นทำไว้ในใจแล้วจึงกล่าวแก้ เพราะคำหลังกับคำก่อน หรือ คำก่อนกับคำหลังของท่านไม่ต่อกัน ดูก่อนอัคคิเวสสนะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ท่านกล่าวอย่างนี้ว่า เวทนาเป็นตนของเรา สัญญาเป็นตนของเรา สังขารเป็นตนของเรา วิญญาณเป็นตนของเรา ดังนี้ อำนาจของท่านเป็นไปในเวทนา สัญญา สังขารทั้งหลาย และในวิญญาณว่าเวทนา สัญญา สังขารทั้งหลาย และวิญญาณของเรา จงเป็นอย่างนั้นเถิด อย่าได้เป็นอย่างนี้เลย ดังนี้หรือ"

   สัจจกนิครนถ์ทูลตอบว่า ข้อนั้นเป็นไปไม่ได้เลย พระโคดมผู้เจริญ พระผู้มีพระ ภาคเจ้าตรัสว่า อัคคิเวสสนะท่านจงทำไว้ในใจเถิด ครั้นท่านทำไว้ในใจแล้วจึงกล่าวแก้ เพราะคำหลังกับค่าก่อน หรือคำก่อนกับคำหลังของท่านไม่ต่อกัน ดูก่อนอัคคิเวสสนะ ท่านจะ สำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณเที่ยงหรือไม่เที่ยง สัจจกนิครนถ์ทูลว่า ไม่เที่ยง พระโคดมผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ หรือเป็นสุข สัจจกนิครนถ์ทูลว่า สิ่งนั้นเป็นทุกข์พระโคดมผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็น ธรรมดา ควรหรือจะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นตนของเรา สัจจกนิครนถ์ทูลว่า ข้อนั้นไม่ควรเลย พระโคดมผู้เจริญ

   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามอีกว่า ดูก่อน อัคคิเวสสนะ ท่านจะสำคัญความ ข้อนั้นเป็นไฉน ผู้ใดติดทุกข์ เข้าถึงทุกข์แล้ว กล้ำกลืนทุกข์แล้ว ยังตามเห็นทุกข์ว่านั่น ของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นตนของเรา ดังนี้ ผู้นั้นกำหนดรู้ทุกข์ได้เอง หรือจะทำทุกข์ ให้สิ้นไปได้แล้วจึงอยู่ มีบ้างหรือ

   สัจจกนิครนถ์ทูลตอบว่า จะพึงมีได้เพราะเหตุไร ข้อนี้มีไม่ได้เลย พระโคดมผู้เจริญ 

   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนอัคคิเวสสนะ ท่านสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เมื่อเป็นอย่างนี้ ท่านติดทุกข์เข้าถึงทุกข์อยู่แล้ว กล้ำกลืนทุกข์แล้ว ยังตามเห็นทุกข์ว่านั่น ของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นตนของเรา ดังนี้มิใช่หรือ

   สัจจกนิครนถ์ทูลว่า ไฉนจะไม่ถูก พระเจ้าข้า ข้อนี้ต้องเป็นอย่างนั้น พระโคดม ผู้เจริญ

   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนอัคคิเวสสนะ เปรียบเหมือนบุรุษต้องการ แก่นไม้ เสาะหาแก่นไม้ แสวงหาแก่นไม้อยู่ ถือเอาผึ่งที่คมเข้าไปสู่ป่า เขาเห็นต้นกล้วย ใหญ่ต้นหนึ่งในป่านั้น มีต้นตรงยังกำลังรุ่น ไม่คด เขาจึงตัดต้นกล้วยนั้นที่โคนต้นแล้ว ตัดยอดลิดใบออก เขาไม่พบแม้แต่กระพี้ แล้วจะพบแก่นได้แต่ที่ไหน แม้ฉันใด ดูก่อน อัคคิเวสสนะ ท่านอันเราซักไซ้คไล่เลียง สอบสวน ในถ้อยคำของตนเองก็เปล่าว่างแพ้ไปเอง" ท่านได้กล่าววาจานี้ในที่ประชุมชนในเมืองเวสาลีว่า เราไม่เห็นสมณะหรือพราหมณ์ที่เป็น เจ้าหมู่เจ้าคณะ เป็นคณาจารย์ แม้ที่ปฏิญาณตนว่าเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ปรารภโต้ตอบกับเรา จะไม่พึงประหม่า ไม่สะทกสะท้าน ไม่หวั่นไหว ไม่มีเหงื่อไหล จากรักแร้แม้แต่คนเดียว หากเราปรารภโต้ตอบวาทะกะเสาที่ไม่มีเจตนา แม้เสานั้นก็ต้องประหม่าสะทกสะท้าน หวั่นไหว จะป่วยกล่าวไปไยถึงมนุษย์เล่า ดังนี้ ดูก่อน อัคคิเวสสนะ หยาดเหงื่อของท่านบางหยาด หยดจากหน้าผากลงยังผ้าห่มแล้วตกที่พื้น ส่วนเหงื่อในกายของเราเดี๋ยวนี้ไม่มีเลย ดังนี้แล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเปิดพระกายมีพระฉวีดังทอง ในบริษัทนั้น เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว สัจจกนิครนถ์นั่งนิ่งงอั้น เก้อเขิน คอตก ก้มหน้าซบเซา หมดปฏิภาณ

    ในลำดับนั้น เจ้าลิจฉวีผู้มีนามว่า ทุมมุขะ ทราบว่าสัจจกนิครนถ์นิ่งอั้น เก้อเขิน คอตก ก้มหน้าซบเซา หมดปฏิภาณ จึงทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า อุปมายอมแจ่มแจ้งแก่ข้าพระองค์ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนทุมมุขะ อุปมานั้น แจ่มแจ้งแก่ท่านเถิด เจ้าลิจฉวีนั้นทูลว่าเปรียบเหมือนในที่ใกล้บ้านหรือนิคม มีสระ โบกขรณีอยู่สระหนึ่ง ในสระนั้นมีปูอยู่ตัวหนึ่ง พวกเด็กชายเด็กหญิงเป็นอันมาก ออกจากบ้านหรือนิคมนั้นไปถึงสระโบกขรณีนั้นแล้ว ก็ลงจับปูขึ้นจากน้ำวางไว้บนบก ปูนั้นจะส่ายก้ามไปข้างไหน เด็กเหล่านั้นก็คอยต่อยก้ามปูนั้นด้วยไม้บ้าง ด้วยกระเบื้องบ้าง เมื่อปูนั้นมีก้ามหักหมดแล้ว ก็ไม่อาจลงสู่สระโบกขรณีนั้นเหมือนก่อนได้ ฉันใด ทิฏฐิอัน เป็นเสี้ยนหนามเข้าใจผิด กวัดแกว่งบางอย่างของสัจจกนิครนถ์ อันพระองค์หักเสียแล้ว แต่นี้ไปสัจจกนิครนถ์ก็ไม่อาจเข้ามาใกล้พระองค์ ด้วยความประสงค์จะโต้ตอบอีก ฉันนั้นแหละ เมื่อเจ้าลิจฉวีทุมมุขะกล่าวอย่างนี้แล้ว สัจจกนิครนถ์ก็พูดว่า เจ้าทุมมุขะ ท่านหยุดเกิด ท่านพูดมากนัก ข้าพเจ้าไม่ได้พูดกับท่าน ข้าพเจ้าพูดกับพระโคดมต่างหาก ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้วก็ทูลว่า ข้าแต่พระโคดม ข้อที่พูดนั้นเป็นของข้าพเจ้า และพวก สมณพราหมณ์เหล่าอื่นยกเสียเถิด เป็นแต่คำเพ้อ พูดเพ้อกันไป สัจจกนิครนถ์ทูลถามว่า ด้วยเหตุเท่าไร สาวกของพระโคดมจึงชื่อว่าเป็นผู้ทำตามคำสั่งสอน ทำถูกตามโอวาทข้าม ความสงสัยเสียได้ ปราศจากความแคลงใจอันเป็นเหตุให้กล่าวว่าข้อนี้เป็นอย่างไร ถึง ความแกล้วกล้า ไม่ต้องเชื่อผู้อื่น อยู่ในคำสอนของศาสดาตน

   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนอัคคิเวสสนะ สาวกของเราในธรรมวินัยนี้ย่อม เห็นเบญจขันธ์นั้น ด้วยปัญญาอันชอบ ตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า รูป เวทนา สัญญา สังขารและวิญญาณอันใดอันหนึ่ง ทั้งที่ล่วงไปแล้ว ทั้งที่ยังมาไม่ถึง ทั้งที่เกิดขึ้นเฉพาะ ในบัดนี้ ที่เป็นภายในก็ดี ที่เป็นภายนอกก็ดี หยาบก็ดี ละเอียดก็ดี เลวก็ดี ประณีตก็ดี ในที่ไกลก็ดี ในที่ใกล้ก็ดี ทั้งหมดก็เป็นแต่รูป แต่เวทนา สัญญา สังขารและวิญญาณ นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่ได้เป็นนั่น นั่นไม่ใช่ตนของเราดังนี้ ดูก่อนอัคคิเวสสนะ ด้วยเหตุ เท่านี้แหละ สาวกของเราจึงชื่อว่าเป็นผู้ทำตามคำสั่งสอน ทำถูกตามโอวาท ข้ามความสงสัยเสียได้ ปราศจากความแคลงใจอันเป็นเหตุให้กล่าวว่า ข้อนี้เป็นอย่างไร ถึงความ แกล้วกล้า ไม่ต้องเชื่อผู้อื่น อยู่ในคำสอนของศาสดาตน

   สัจจกนิครนถ์ทูลว่า “ข้าแต่พระโคดม ด้วยเหตุเท่าไร ภิกษุชื่อว่าเป็นพระอรหันต์ มีอาสวะสิ้นแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว มีกิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว ปลงภาระเสียแล้ว มีประโยชน์ตนถึงแล้วโดยลำดับ มีสัญโญชน์อันจะนำไปสู่ภพสิ้นแล้ว พ้นวิเศษแล้ว เพราะรู้ชอบ"

   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า “ดูก่อนอัคคิเวสสนะ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เห็นเบญจขันธ์ด้วยปัญญาอันชอบ ตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่ารูป เวทนา สัญญา สังขารและวิญญาณ อันใดอันหนึ่ง ทั้งที่ล่วงไปแล้ว ทั้งที่ยังไม่มาถึง ทั้งที่เกิดขึ้นเฉพาะ ในบัดนี้ ที่เป็นภายในก็ดี ที่เป็นภายนอกก็ดี หยาบก็ดี ละเอียดก็ดี เลวก็ดี ประณีตก็ดี ในที่ไกลก็ดี ในที่ใกล้ก็ดี ก็เป็นแต่รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่ได้เป็นนั่น นั่นไม่ใช่ตนของเรา ดังนี้ จิตจึงพ้นแล้วเพราะไม่ถือมั่น ดูก่อน อัคคิเวสสนะ ด้วยเหตุเท่านี้แหละ ภิกษุชื่อว่าเป็นพระอรหันต์ มีอาสวะสิ้นแล้ว อยู่จบ พรหมจรรย์แล้ว มีกิจที่ควรทําได้ทําเสร็จแล้ว ปลงภาระเสียแล้ว มีประโยชน์ตนถึงแล้ว โดยลำดับ มีสัญโญชน์อันจะนำไปสู่ภพสิ้นแล้ว พ้นวิเศษแล้วเพราะรู้ชอบ ดูก่อน อัคคิเวสสนะ ภิกษุที่พ้นวิเศษแล้วอย่างนี้แหละประกอบด้วยคุณอันยอดเยี่ยม ๓ ประการ คือ ความเห็นอันยอดเยี่ยม ๑ ความปฏิบัติอันยอดเยี่ยม ๑ ความพ้นวิเศษอันยอดเยี่ยม ๑ เมื่อมีจิตพ้นวิเศษแล้วอย่างนี้ ย่อมสักการะเคารพ นับถือบูชาตถาคตว่า พระผู้มีพระ ภาคเจ้าพระองค์นั้นตรัสรู้แล้ว ย่อมทรงแสดงธรรมเพื่อให้ตรัสรู้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นทรงฝึกพระองค์แล้ว ย่อมทรงแสดงธรรมเพื่อฝึก พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นสงบแล้ว ย่อมทรงแสดงธรรมเพื่อสงบ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ทรงข้ามพ้นแล้ว ย่อมทรงแสดงธรรมเพื่อข้ามพ้น พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ทรงดับสนิทแล้ว ย่อมทรงแสดงธรรมเพื่อความดับสนิท"

   เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้ สัจจกนิครนถ์ทูลว่า ข้าแต่พระโคดม ข้าพเจ้าเป็นคนคอยกำจัดคุณผู้อื่น เป็นคนคะนองวาจา ได้สำคัญถ้อยคำของพระโคดมว่า ตนอาจรุกรานได้ด้วยถ้อยคำของตน บุรุษมาปะทะช้างซับมันเข้าก็ดี เจอะกองไฟอันกำลัง ลุกโพลงก็ดี ยังพอเอาตัวรอดได้บ้าง แต่มาเจอพระโคดมเข้าแล้ว ไม่มีเอาตัวรอดได้เลย ข้าแต่พระโคดม ข้าพเจ้าเป็นคนคอยกำจัดคุณผู้อื่น เป็นคนคะนองวาจา ได้สำคัญถ้อยคำ ของพระโคดมว่า ตนอาจรุกรานได้ด้วยถ้อยคำของตน ขอพระโคดมพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ จงรับนิมนต์เพื่อฉันในวันพรุ่งนี้    พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับโดยดุษณีภาพ ลำดับนั้นสัจจกนิครนถ์ทราบว่าพระ ผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับนิมนต์แล้ว จึงบอกพวกเจ้าลิจฉวีเหล่านั้นที่มาด้วยว่า เจ้าลิจฉวี ทั้งหลายจงฟังข้าพเจ้า พระโคดมพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ข้าพเจ้านิมนต์แล้ว เพื่อฉันในวัน พรุ่งนี้ พวกท่านจะนำอาหารใดมาเพื่อข้าพเจ้า จงเลือกอาหารที่ควรแก่พระโคดมเถิด เมื่อล่วงราตรีนั้นแล้ว เจ้าลิจฉวีเหล่านั้น ได้นำภัตตาหารประมาณ ๕๐๐ สำรับไป ให้สัจจกนิครนถ์ สัจจกนิครนถ์ให้จัดของฉันอันประณีตในอารามของตนเสร็จแล้ว จึงให้คนทูลบอกกาลแก่พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระโคดม เวลานี้เป็นกาลควร ภัตตาหารเสร็จแล้ว

   ครั้งนั้นเป็นเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงครองอันตรวาสกแล้ว ทรงถือบาตร และจีวร เสด็จไปสู่อารามของสัจจกนิครนถ์ ประทับบนอาสนะที่ปูลาดถวาย พร้อมด้วย ภิกษุสงฆ์ ครั้งนั้น สัจจกนิครนถ์อังคาสภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประธานด้วยของเคี้ยวของฉันอันประณีตด้วยมือของตน ให้อิ่มหนำสำราญแล้ว เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสวยเสร็จ นำพระหัตถ์ออกจากบาตรแล้ว สัจจกนิครนถ์จึงถือเอาอาสนะต่ำ นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ได้ทูลว่า “ข้าแต่พระโคดม ขอบุญและผลบุญในทานนี้ จงมีเพื่อความสุขแก่ทายกเถิด”

   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนอัคคิเวสสนะ บุญและผลบุญในทานนี้ อาศัย ทักขิเณยยบุคคล ที่ยังไม่สิ้นราคะ โทสะ โมหะเช่นกับท่าน จักมีแก่ทายกทั้งหลาย ส่วน บุญและผลบุญ อาศัยทักขิเณยยบุคคลที่สิ้นราคะ โทสะ โมหะเช่นกับเรา จักมีแก่ท่าน ฉะนี้แล ทั้งหมดที่เล่ามาเป็นเรื่องราวของสัจจกนิครนถ์ตามที่มาใน จูฬสัจจกสูตร

   ท่านอ่านมาโดยตลอด ก็จะทราบถึงความอวดดีของสัจจกนิครนถ์ว่า แม้เมื่อ

ยอมจำนนต่อเหตุผลและความจริงที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงแล้ว นิมนต์พระผู้มีพระภาคเจ้าและภิกษุสงฆ์เข้าไปรับภัตตาหารที่อารามของตนแล้ว ถึงกระนั้นสัจจกนิครนถ์ก็ยังมิได้ขอถึงไตรสรณคมน์ เรียกว่า ยังไม่ได้ความเลื่อมใสอย่างแท้จริง เหตุไรพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงยังทรงแสดงธรรมแก่คนเช่นนี้ ช่างน่าสงสัย อรรถกถาท่านจึงแก้ความสงสัยไว้ในตอนท้ายของพระสูตรคต่อไปที่จะนำมาเล่าคือในมหาสัจจกสูตร

       อรรถกถาท่านอธิบายถึงการให้ทานของ สัจจกนิครนถ์ ว่า ข้อที่สัจจกนิครนถ์ทูล พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ขอบุญและผลของบุญในทานที่เขาถวายแก่พระผู้มีพระภาคเจ้าจงมี เพื่อความสุขแก่ทายกคือผู้ให้ทั้งหลายนั้น เขาหมายความว่า ขอให้บุญและผลบุญนั้น จงเกิดแก่พวกเจ้าลิจฉวีทั้งหลายที่นำของมาให้เขาสำหรับให้เขานำไปถวายแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ทั้งนี้เพราะเขาเห็นว่าตัวเขานั้นเป็นนักบวช นิครนถ์นั้นก็เป็นนักบวช ประเภทหนึ่ง การที่นักบวชจะเอาของที่เขาให้แก่ตนไปให้แก่ผู้อื่นนั้นไม่สมควร เขาจึง ขอให้ผลบุญนั้นตกแก่พวกเจ้าลิจฉวี

   แต่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ทานนั้นเป็นของที่เจ้าลิจฉวีทั้งหลายให้แก่สัจจกนิครนถ์ มิได้ให้แก่พระองค์ หากแต่สัจจกนิครนถ์นำมาถวายแก่พระองค์อีกทีหนึ่ง ก็สัจจกนิครนถ์นั้นเป็นผู้ยังมีกิเลส ยังไม่สิ้นราคะ โทสะ และโมหะ ด้วยเหตุนี้พระผู้มี พระภาคเจ้าจึงตรัสว่าบุญและผลบุญในทานนี้ อาศัยทักขิเณยยบุคคลที่ยังไม่สิ้นราคะ โทสะ โมหะ เช่นกับท่านจักมีแก่ทายกทั้งหลายคือพวกเจ้าลิจฉวีทั้งหลาย

   ส่วนบุญและผลบุญที่สัจจกนิครนถ์ถวายทานแก่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้สิ้นราคะ โทสะ โมหะ แล้วจักเกิดแก่สัจจกนิครนถ์ ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้ก็เพราะพระองค์ ทรงมอบทักขิณา เขาถวายแก่พระองค์ ให้เป็นวาสนาบารมีแก่สัจจกนิครนถ์ใน ภายภาคหน้า เรียกว่าให้เป็นอุปนิสัยปัจจัยไปในภายหน้าเพื่อการบรรลุพระนิพพานนั่นเอง 

   ต่อไปเป็นเรื่องของสัจจกนิครนถ์ จากมหาสัจจกสูตร

   ซึ่งท่าน พระอานนท์ ท่านเล่าว่า

   สมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่กูฏาคารศาลาป่ามหาวัน เขตเมืองเวสาลี ครั้งนั้นเวลาเช้าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนุ่งดีแล้ว ทรงถือบาตรและจีวร มีพระพุทธประสงค์จะเสด็จเข้าไปบิณฑบาตในเมืองเวสาลี เวลานั้นสัจจกนิครนถ์ผู้เป็นนิคันถบุตร เมื่อเที่ยวเดินเพื่อยืดแข้งยืดขา ได้เข้าไปที่กูฏาคารศาลาป่ามหาวัน ท่านพระอานนท์ได้เห็น สัจจกนิครนถ์มาแต่ไกล ครั้นแล้วจึงทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สัจจกนิครนถ์นี้เป็นนักโต้ตอบ พูดยกตนว่าเป็นนักปราชญ์ ชนเป็นอันมากยอมยกว่าเป็น ผู้มีความรู้ดี เขาปรารถนาจะติเตียน พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระกรุณาประทับอยู่สักครู่หนึ่งเกิด

    พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงประทับอยู่บนอาสนะที่เขาปูถวาย ขณะนั้นสัจจกนิครนถ์เข้าไปถึง ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ ครั้นแล้วได้ทูลปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง สัจจกนิครนถ์ครั้นนั่งแล้ว ได้ทูลว่า พระโคดม มีสมณะและ พราหมณ์พวกหนึ่งหมั่นประกอบกายภาวนาอยู่ แต่หาได้ประกอบจิตตภาวนาอยู่ไม่ สมณพราหมณ์พวกนั้น ย่อมประสบทุกขเวทนาอันเกิดในสรีรกาย พระโคดม เรื่องเคยมีมาแล้ว เมื่อบุคคลอันทุกขเวทนาอันเกิดในสรีรกายกระทบแล้ว ความขัดขาจักมีบ้าง หทัยจักแตกบ้าง เลือดอันร้อนจักพลุ่งออกจากปากบ้าง (พวกที่บำเพ็ญกายภาวนานั้น) จักถึงความเป็นบ้า มีจิตฟุ้งซ่านบ้าง จิตอันหันไปตามกายของผู้นั้น ก็เป็นไปตามอำนาจกาย นั่นเป็นเพราะอะไร เป็นเพราะไม่อบรมจิต

   สัจจกนิครนถ์ทูลถามต่อไปว่า พระโคดม เรื่องเคยมีมาแล้ว เมื่อบุคคลอัน ทุกขเวทนาอันเกิดในจิตกระทบแล้ว ความขัดขาจักมีบ้าง หทัยจักแตกบ้าง เลือดอันร้อน จักพลุ่งออกจากปากบ้าง (พวกบำเพ็ญจิตตภาวนานั้น) จักถึงความเป็นบ้า มีจิตฟุ้งซ่านบ้าง กายอันหันไปตามจิตของผู้นั้น ก็เป็นไปตามอำนาจจิต นั่นเป็นเพราะไม่อบรมกาย พระโคดม ข้าพเจ้ามีความดำริว่า หมู่สาวกของพระโคดมย่อมหมิ่นประกอบจิตตภาวนาอยู่โดยแท้ แต่ หาหม้่นประกอบกายภาวนาอยู่ไม่

   เมื่อสัจจกนิครนถ์ทูลอย่างนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า ดูก่อนอัคคิเวสสนะ กายภาวนาท่านฟังมาแล้วอย่างไร

   สัจจกนิครนถ์ทูลว่า พระโคดม ท่านนันทะผู้วัจฉโคตร ท่านกิสะผู้สังกิจจโคตร ท่านมักขลิโคสาละ ก็ท่านเหล่านั้นเป็นผู้เปลือยกาย ปล่อยมรรยาทดีเสีย เช็คอุจจาระที่ถ่ายด้วยมือ ไม่ไปรับภิกษาตามที่เขาเชิญให้รับ ไม่หยุดตามที่เขาเชิญให้หยุด ไม่ยินดีภิกษาที่เขานำมาให้ ไม่ยินดีภิกษาที่เขาเจาะจงให้ ไม่ยินดีการนิมนต์ ไม่รับภิกษาที่เขาให้แต่ปากหม้อ ไม่รับศึกษาที่เขาให้แต่ปากกระเช้า ไม่รับภิกษาในที่มีธรณีและมีท่อนไม้ หรือมี จากอยู่ในระหว่าง ไม่รับภิกษาของคน ๒ คนที่กำลังกินอยู่ ไม่รับภิกษาของหญิงมีครรภ์ ของหญิงที่กำลังให้ลูกดื่มนม ของหญิงที่มีชู้ ไม่รับภิกษาที่เขานัดกันทำ ในที่ที่เขาเลี้ยงสุนัขไว้ และในที่หมู่แมลงวันตอม ไม่รับปลา ไม่รับเนื้อ ไม่ดื่มสุรา ไม่ดื่มเมรัย ไม่ดื่มน้ำที่เขามักแช่ด้วยสัมภาระ รับภิกษาที่เรือนหลังเดียวบ้าง รับเฉพาะคำเดียวบ้าง รับที่เรือน 

สองหลังบ้าง รับเฉพาะ ๒ คำบ้าง ฯลฯ... รับที่เรือน ๗ หลังบ้าง รับเฉพาะ ๗ คำบ้าง เลี้ยงตนด้วยภิกษาอย่างเดียวบ้าง ๒ อย่างบ้าง ฯลฯ... ๗ อย่างบ้าง กลืนอาหาร มีระหว่างวันหนึ่งบ้าง ฯลฯ... ๗ วันบ้าง หมั่นประกอบเนืองๆ ในอันกิน ตามระ แม้มีวาระครึ่งเดือนเห็นปานนี้ ย่อมอยู่ดังนี้

   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า ดูก่อนอัคคิเวสสนะ บุคคลเหล่านั้นเลี้ยงตนด้วย ภัตเท่านั้นอย่างเดียวหรือ

   สัจจกนิครนถ์ทูลว่า ไม่เป็นดังนั้นพระโคดม บางทีท่านเหล่านั้น เดี๋ยวของควร เคี้ยวอย่างดีๆ กินโภชนะอย่างดีๆ ลิ้มของอย่างดีๆ ดื่มน้ำอย่างดีๆ ให้ร่างกายนั้นมีกำลัง เจริญอ้วนพีขึ้น

   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนอัคคิเวสสนะ พวกเหล่านั้นละกิจที่ทำได้ยาก อย่างก่อนแล้ว บำรุงกายนี้ภายหลัง เมื่อเป็นอย่างนั้น กายนี้ก็มีความเจริญและความเสื่อมไป และแล้วพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า ดูก่อนอัคคิเวสสนะ จิตตภาวนาท่านได้ฟังมาแล้วอย่างไร สัจจกนิครนถ์อันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามในจิตตภาวนา ไม่อาจทูลบอกได้ 

   ขณะนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนอัคคิเวสสนะ กายภาวนาก่อนนั้น ท่านเจริญแล้ว แม้กายภาวนานั้นไม่ประกอบด้วยธรรมในวินัยของพระอริยะ ท่านยัง ไม่รู้จักแม้กายภาวนา จักรู้จักจิตตภาวนาแต่ไหน ดูก่อนอัคคิเวสสนะ บุคคลที่กายมิได้อบรมแล้ว มีจิตมิได้อบรมแล้ว และที่มีกายอบรมแล้ว มีจิตอบรมแล้ว เป็นได้ด้วยเหตุ อย่างไร ท่านจงฟังเหตุนั้นเถิด จงทำไว้ในใจให้ดี เราจักกล่าว สัจจกนิครนถ์ทูลรับพระ ผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว

   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนอัคคิเวสสนะ ก็บุคคลที่มีกายมิได้อบรม มีจิตมิได้อบรมเป็นอย่างไร ดูก่อนอัคคิเวสสนะ ปุถุชนในโลกนี้ เป็นผู้มิได้สดับ มีสุขเวทนาเกิดขึ้น เขาถูกสุขเวทนากระทบเข้าแล้ว มีความยินดีนักในสุขเวทนาด้วย ถึงความเป็นผู้ยินดีนัก ในสุขเวทนาด้วย สุขเวทนาของเขานั้นย่อมดับไปเพราะสุขเวทนาดับ ก็มีทุกขเวทนาเกิดขึ้น เขาถูกทุกขเวทนากระทบเข้าแล้ว ก็เศร้าโศกลำบากใจ รำพันคร่ำครวญ ตบอก ถึงความหลงใหล แม้สุขเวทนานั้นเกิดขึ้นแล้วแก่เขา ก็ครอบงำจิตตั้งอยู่(โปรดติดตามตอนที่สองต่อครับ)

 

[full-post]

สัจจกนิครนถ์,

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.