เจริญสมถะอย่างเดียว ทำไมถึงนิพพานไม่ได้
ถาม ที่ว่าสมถะอย่างเดียวถึงนิพพานไม่ได้นั้น เพราะเหตุไร ขอคำอธิบายด้วย
ตอบ การเจริญสมถภาวนานั้นเป็นการกำหนดอารมณ์ของสมถะอย่างใดอย่างหนึ่ง ในอารมณ์ของสมถะ ๔๐ อย่างคือ กสิณ ๑๐, อสุภะ ๑๐, อนุสสติ ๑๐. อัปปมัญญา ๔. อาหาเร ปฏิกูลสัญญา ๑, จตุธาตุวัตถานะ ๑, อรูปฌาน ๔ อย่างใดอย่างหนึ่ง เป็น อารมณ์ ซึ่งอารมณ์เหล่านั้นมิใช่สิ่งที่มีอยู่จริง เป็นเพียงการนึกเอา ท่องเอา เพื่อให้จิตสงบ ไม่ซัดส่าย เราเรียกอารมณ์ที่ไม่มีจริงนี้ว่า บัญญัติ เป็นสิ่งที่เราสมมติขึ้น สิ่งที่เป็น สมมติบัญญัตินี้ ไม่มีทั้งวิเสสลักษณะ หรือปัจจัตตลักษณะ คือลักษณะที่มีอยู่เฉพาะตัวของรูป หรือของนามที่เป็นปรมัตถ์ คือสิ่งที่มีอยู่จริง สิ่งที่เป็นปรมัตถ์ที่มีจริงนี้ มีปัจจัตต ลักษณะเฉพาะๆ ของตน โดยไม่ซ้ำกันเลย ปรมัตถ์อย่างหนึ่งที่มีลักษณะเป็นอย่างหนึ่ง อีกอย่างหนึ่งที่มีลักษณะไปอีกอย่างหนึ่ง นอกจากนั้นสมมติบัญญัติยังไม่มีสามัญญลักษณะ คือลักษณะที่เสมอกัน ที่มีอยู่ในปรมัตถ์ ๓ ประการ คือจิต เจตสิก และรูปด้วย สามัญญลักษณะ ๓ ประการนั้น คืออนิจจลักษณะ ลักษณะไม่เที่ยง ทุกขลักษณะ ลักษณะที่ทนอยู่ไม่ได้ มีแล้วก็หมดไป อนัตตลักษณะ ลักษณะที่ไม่ใช่ตัวตน แต่ปรมัตถ์มีสามัญญลักษณะ ๓ ประการนี้ การเจริญวิปัสสนานั้นต้องรู้ที่ปัจจัตตลักษณะ เป็นประการต้น แล้วจึงก้าวไปสู่สามัญญลักษณะ เป็นประการต่อไป ทั้งนี้เพื่อละความเห็นผิด ว่า รูปนามเป็นตัวตน เป็นของเที่ยง เป็นอนัตตา การเจริญสมถะนั้น ไม่อาจเข้าถึงทั้งปัจจัตตลักษณะ และสามัญญลักษณะ อันเป็นบาทเบื้องต้นในอันจะก้าวไปสู่มรรค ผล นิพพาน ได้ เพราะฉะนั้นการเจริญสมถะเพียงอย่างเดียวจึงไปถึงมรรค ผล นิพพาน ไม่ได้
--------------------
สมสีสีบุคคล เป็น ไฉน ?
คือบุคคล เมื่อคราวบรรลุอรหัตตมรรค ความสิ้นอาสวะ และ ความสิ้นชีวิต จะเป็นไปในคราวเดียวกัน เหตุเพราะศรีษะทั้งสองประเภท คือ อวิชชาในอกุศลจิตร อันเป็นกิเลสศรีษะ และ ชีวิตินทรีย์ในจุติจิตร อันเป็น ปวัตตศรีษะ ถึงความเสื่อมสิ้นกำลังไปพร้อมๆกัน ไม่ก่อนไม่หลังกันเลย คือ
ในขณะที่บรรลุอรหัตตมรรนั่นเอง ด้วยเหตุดังกล่าว เมื่ออรหัตตมรรคญาณ อรหัตตผลญาณ และอรหัตตปัจเวกขณะญาณสิ้นสุดลงตามลำดับแล้ว จิตรก็ลงสู่ภวังค์ถัดไปจุติจิตรก็ปรากฏขึ้น แต่เพราะความสูญสิ้นกำลังของชีวิตินทรีย์ในจุติจิตรนั่นเอง เป็นเหตุให้ปฏิสนธิจิตรเกิดขึ้นไม่ได้
พระอรหันต์จึงสิ้นภพสิ้นชาติได้ก็ด้วยประการฉะนี้แล
ถามว่า อาการสิ้นภพสิ้นชาติแบบสมสีสี มีกี่ประเภท
ตอบว่า มี 3 ประเภทคือ
1. อริยาปถสมสีสี ที่ใช้อิริยาบถสี่ เป็นอารมณ์เจริญวิปัสสนา
2. โรคสมสีสี ที่ใช้โรค(เวทนา)ที่รุมเร้าอยู่เป็นอารมณ์เจริญวิปัสสนา
3. ชีวิตสมสีสี ใช้อารมณ์(อื่นจากอิริยาบถและโรค) ที่รุนแรงต่อการเบื่อหน่ายปัญจขันธ์ เช่น บาดแผลที่เกิดจากการเชือดคอเป็นต้น
เพื่อความเข้าใจประเภทอารมณ์ที่รุนแรงต่อการเบื่อหน่ายปัญจขันธ์ได้ถูกต้องชัดเจน คัมภีร์นิสสยอักษรล้านช้างจึง นำตัวอย่างเมื่อครั้งที่พระพุทธองค์ทรงทราบว่าหมู่ภิกษุ 60 รูปในอตีตชาติ ร่วมกันเป็นพรานฆ่าสัตว์เป็นอาชีพ กรรมนั้นตามมาทันในชาตินี้ คือต้องถูกฆ่าตายแล้วก็ต้องเสวยกรรมนั้นในนรก จึงทรงแนะนำให้เจริญมรณานุสติกรรมฐาน ด้วยวิบากกรรมที่รุนแรง แทนที่จะเบื่อหน่ายด้วยปัญญากลับเบื่อหน่ายด้วยโทสะ รุนแรงถึงกับยับยั้งไม่อยู่ จึงฆ่าซึ่งกันและกันบ้าง ร้องขอหรือจ้างวานด้วยของใช้สอยบ้าง เป็นความเบื่อหน่ายที่รุนแรงด้วยโทสะก็จริงแต่ก็ไม่ได้อาศัยเรือน(กาม) จึงไม่มีกำลังส่งผลนำไปปฏิสนธิในนรกภูมิได้ การที่พระพุธทองค์ทรงพระกรุณาแนะนำมรณานุสติกรรมฐานให้แก่หมู่พระภิกษุเหล่านี้ก็เพื่อกันไม่ให้พวกพระภิกษุเหล่านั้นตกนรกได้ ก็ด้วยอารมณ์เช่นนี้นั่นเอง ส่วนตัวอย่างที่เบื่อหน่ายปัญจขันธ์รุนแรงด้วยปัญญาก็ เช่น พวกโจรใช้เถาหัวด้วน มัดพระเถระรูปหนึ่ง ให้นอนอยู่ที่ตัมพปัณณิทวีป เมื่อไฟป่าลามมาถึง เพราะความเบื่อหน่ายเห็นโทษการมีปัญจขันธ์อย่างรุนแรง และเห็นคุณของปาติโมกขสังวรศีลอย่างลึกซึ้ง จึงไม่ย่อมตัดเถาวัลย์ เจริญวิปัสสนา เป็นชีวิตสมสีสี ปรินิพพาน (วิสุทธิมรรค ปาติโมกขสังวรศีล)
-----------------
[full-post]
แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ