พระสงฆ์กับสังคมปัจจุบัน (๓๗)

---------------------------

ข้อความจากบทความ “เรื่องราวที่อยากเขียน”

..........................................................

#แต่ท่านที่นอนอยู่เฉยๆบิณฑบาตกินไปวันๆ จะเป็นกลุ่มที่ล้าหลังมากที่สุด ดังนั้น จงเรียนรู้ ตื่นตัว รู้เท่าทัน ให้มากที่สุด

..........................................................

นี่เป็นข้อความปิดท้ายของบทความเรื่อง “เรื่องราวที่อยากเขียน”

“ท่านที่นอนอยู่เฉยๆบิณฑบาตกินไปวันๆ จะเป็นกลุ่มที่ล้าหลังมากที่สุด” เป็นคำปิดท้ายที่ดุอยู่สักหน่อย โดยเฉพาะคำว่า “นอนอยู่เฉยๆบิณฑบาตกินไปวันๆ” มีสำเนียงตำหนิ+ดูถูกอยู่ในตัว

ผมว่า “นอนอยู่เฉยๆ” กับ “บิณฑบาตกินไปวันๆ” นี่ต้องพิจารณาให้ดี

บทความดูเหมือนจะตีราคารวมกัน หมายความว่า “นอนอยู่เฉยๆ” กับ “บิณฑบาตกินไปวันๆ” เป็นลักษณะร่วมกัน

พระที่ “นอนอยู่เฉยๆ” ทำได้แค่ “บิณฑบาตกินไปวันๆ” 

พระที่ “บิณฑบาตกินไปวันๆ” ทำได้แค่ “นอนอยู่เฉยๆ”

แต่ความจริงอาจไม่จำเป็นต้องเป็นอย่างที่ว่านี้

พระที่ “นอนอยู่เฉยๆ” อาจจะไม่ได้ “บิณฑบาตกินไปวันๆ”

และพระที่ “บิณฑบาตกินไปวันๆ” ก็อาจไม่ใช่พระที่ “นอนอยู่เฉยๆ”

พระที่ “นอนอยู่เฉยๆ” ชัดเจนอยู่แล้วว่าไม่ทำหน้าที่ที่พระจะพึงทำ บิณฑบาตก็ไม่ออก ไหว้พระสวดมนต์ก็ไม่ทำ พระธรรมวินัยก็ไม่ศึกษา จิตภาวนาก็ไม่ปฏิบัติ กวาดวัดก็ไม่แตะ ฯลฯ ตกว่าอะไรที่เป็นกิจของสงฆ์ในการดำรงวิถีชีวิตพระ ไม่หยิบไม่จับทั้งนั้น 

ถ้าพระเช่นนี้มีอยู่ ก็สมควรถูกตำหนิ ถูกดูถูก

แต่คำว่า “บิณฑบาตกินไปวันๆ” นี่ต้องพิจารณาให้แยบคาย คำนี้มองได้ทั้งแง่ลบและแง่บวก

แง่ลบ ก็คือเป็นพระขี้เกียจ ไม่ทำกิจของสงฆ์ อย่างที่พูดๆ ว่า “กินๆ นอนๆ” ไปวันๆ

แง่บวก ก็คือ ต้องเข้าใจให้ถูกต้องว่า ออกบิณฑบาตนั่นเองคือ “กิจของสงฆ์” ดังที่พระอุปัชฌาย์บอกพระใหม่ทันทีที่บวชเสร็จว่า -

..........................................................

ปิณฺฑิยาโลปโภชนํ  นิสฺสาย  ปพฺพชฺชา  ตตฺถ  เต  ยาวชีวํ  อุสฺสาโห  กรณีโย. 

ชีวิตนักบวชในพระพุทธศาสนาอาศัยโภชนะคือคำข้าวอันหาได้ด้วยกำลังปลีแข้ง เธอพึงทำอุตสาหะในการออกบิณฑบาตตลอดชีวิต

ที่มา: คัมภีร์มหาขันธกะ วินัยปิฎก มหาวรรค ภาค ๑

พระไตรปิฎกเล่ม ๔ ข้อ ๘๗

..........................................................

และถ้าศึกษาให้กว้างไปอีกสักหน่อยก็จะรู้ว่า นอกจากเป็นกิจของสงฆ์แล้ว การออกบิณฑบาตยังเป็น “วงศ์ของพระพุทธเจ้า” อีกด้วย

คัมภีร์ปฐมสมโพธิกถา พระนิพนธ์สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส ตอนกปิลวัตถุคมนปริวรรต (พระพุทธเจ้าเสด็จกรุงกบิลพัสดุ์ครั้งแรก) บรรยายความว่า เมื่อพระพุทธองค์เสด็จถึงกรุงกบิลพัสดุ์แล้ว พระเจ้าสุทโธทนะมิได้ทูลนิมนต์ให้ไปรับภัตตาหารในพระบรมมหาราชวัง 

พระพุทธองค์...

..........................................................

... จึงทรงพระอนุสรพิจารณาซึ่งบุพจารีตแห่งพระสัพพัญญูเจ้าแต่ปางก่อน เบื้องว่าเสด็จมาสู่กรุงกุลนคร แลโคจรบิณฑบาตตามลำดับนิวาศนฐานแห่งอิสรชน หรือจรดลโดยลำดับตรอกแห่งบ้านเป็นประการใด ก็ทรงเห็นแจ้งพระญาณรู้ว่า พระศาสดาจารย์แต่องค์หนึ่งซึ่งจะได้ไปบิณฑบาต ณ คฤหสถานแห่งอิสรชนนั้นบมิได้มี ย่อมไปบิณฑบาตโดยสถลวิถีตามลำดับตรอกเรือนแห่งชนทั้งปวง อันนี้เป็นวงศ์ประเวณีแห่งตถาคตสืบไปในเบื้องหน้า สาวกในศาสนาจะได้ศึกษาบำเพ็ญบิณฑบาตจาริกวัตรตามเยี่ยงอย่างปฏิบัติแห่งตถาคต ...

..........................................................

เมื่อพระพุทธเจ้าทรงนำพระสาวกออกบิณฑบาต พระเจ้าสุทโธทนะมหาราชเสด็จมาตัดพ้อว่า ไฉนมาเดินขอทานทำให้วงศ์ศากยะต้องอับอายเช่นนี้ พระพุทธองค์ตรัสตอบว่า -

..........................................................

อตฺตโน  ปน  กุลวํสํ  อนุวตฺตามีติ.  กึ  ปน  ตาต  ปิณฺฑาย  จริตฺวา  ชีวนํ  มม  วํโสติ.  เนโส  มหาราช  ตว  วํโส,  มม  ปเนโส  วํโส;  อเนกานิ  หิ  พุทฺธสหสฺสานิ  ปิณฺฑาย  จริตฺวาว  ชีวึสูติ. 

ที่มา: สุทโธทนวัตถุ ธัมมปทัฏฐกถา ภาค ๖ หน้า ๓๒

..........................................................

แปลโดยประสงค์ดังนี้ -

..........................................................

อาตมภาพกำลังประพฤติตามวงศ์สกุลของตน 

พระราชาตรัสว่า ลูกเอ๋ย การดำรงชีพด้วยการเที่ยวขอทานเป็นวงศ์ของเราหรือ? 

พระพุทธองค์ตรัสว่า มหาบพิตร นั่นมิใช่วงศ์ของพระองค์ แต่เป็นวงศ์ของอาตมภาพ พระพุทธเจ้าหลายพันในอดีตดำรงพระชนม์ชีพด้วยการเที่ยวบิณฑบาตทั้งสิ้น

..........................................................

สรุปว่า การออกบิณฑบาต เป็นกิจของสงฆ์ เป็นวงศ์ของพระพุทธเจ้า เป็นกิจที่ควรแก่การอนุโมทนาชื่นชม มิใช่เอามาพูดในเชิงตำหนิ

ยิ่งกว่านั้น วลี “กินไปวันๆ” ถ้าคิดให้ดี ยังถูกต้องตรงตามพระธรรมวินัยอย่างยิ่งอีกด้วย เพราะการออกบิณฑบาตของพระนั้นเป็นไปเพื่อการยังชีพแบบวันต่อวันเท่านั้น ไม่ให้สมสมอาหาร เป็นการตัดภาระกังวลในการดูแลรักษา จะได้ใช้เวลาในการปฏิบัติธรรมได้เต็มที่

ในสมัยพุทธกาล เคยมีพระบิณฑบาตสะสม คือเก็บอาหารที่ได้วันนี้ไว้ฉันวันต่อไปเพื่อจะได้ไม่ต้องเสียเวลาออกบิณฑบาตทุกวัน พระพุทธองค์ทรงตำหนิ และมิให้ประพฤติเช่นนั้น

การออกบิณฑบาตของพระจึงเป็นการ “บิณฑบาตกินไปวันๆ” จริงๆ

การเอาคำนั้นมาพูดในเชิงตำหนิดูถูก -

ถ้าไม่ใช่เพราะผู้พูดลืมนึกถึงหลักปฏิบัติของพระ 

ก็ต้องเป็นเพราะผู้พูดไม่รู้หลักปฏิบัติของพระ

...................

“ท่านที่นอนอยู่เฉยๆบิณฑบาตกินไปวันๆ จะเป็นกลุ่มที่ล้าหลังมากที่สุด” คำสรุปนี้ ถ้าสรุปเพราะตีความการออกบิณฑบาตไปในทางลบ ก็นับว่าเป็นคำตำหนิที่รุนแรงที่สุด

คือมีความหมายว่า พระที่ออกบิณฑบาตอันเป็นการทำกิจของสงฆ์และประพฤติตามวงศ์ของพระพุทธเจ้าเป็นพระที่ล้าหลังมากที่สุด

ได้แต่หวังว่า ท่านผู้เขียนบทความไม่ได้มีเจตนาจะให้มีความหมายแบบนั้น

คือเพียงจะบอกว่า พระที่ไม่ทำกิจของสงฆ์ ไม่ปฏิบัติจิตภาวนา ไม่ศึกษาพระธรรมวินัย ไม่ใส่ใจความเป็นไปของสังคม จะเป็นพระที่ล้าหลังมากที่สุด - เจตนาจะพูดเพียงแค่นี้

ส่วนพระแบบไหนจึงจะเป็นพระก้าวหน้า ก็ต้องว่ากันไปตามกรอบขอบเขตที่ผมได้พยายามอธิบายมาตลอดทางแล้ว คือ-

ไม่ใช่ปรับตัวจนหมดตัว จนหาความเป็นพระเจอ 

ไม่ใช่ตื่นตัววิ่งตามโลกหรือวิ่งนำโลก แต่ไม่ศึกษาปฏิบัติพระธรรมวินัยอันเป็นโลกของพระ

ปรับตัวอยู่กับโลกได้ ทั้งยังรักษาวิถีชีวิตสงฆ์ไว้ได้ ไม่บกพร่อง

ตื่นตัว รู้ทันโลก พร้อมไปกับศึกษาปฏิบัติพระธรรมวินัยอันเป็นโลกของพระ ไม่ละเลย

ถ้าอย่างนี้ละก็ พระก็อยู่ได้

ถ้าอย่างนี้ละก็ พระพุทธศาสนาก็อยู่คู่กับสังคมไทยได้

ถ้าอย่างนี้ละก็ กราบอนุโมทนาสาธุอย่างยิ่งจริงๆ ขอรับ

น่าจะมีบทสรุปจบตอนหน้าอีกสักตอนหนึ่ง

------------------

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๑ กรกฎาคม ๒๕๖๖

๑๗:๐๐ 

[full-post]

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.