สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ
การวินิจฉัยศีลสิกขาบทประเภทปัณณัตติวัชชะ
เป็นที่ทราบกันดีว่า การวินิจฉัยศีลสิกขาบทประเภทปัณณัตติวัชชะยากทำความเข้าใจลำบาก เพราะเนื่องอยู่กับการบริหารจัดการความผิดพลาดและความเสียหายแห่งสิกขาบทข้อนั้นๆ ซึ่งผู้ศึกษาต้องเข้าใจกิจของสัมปชัญญะ ๔ และความเพรียงกันเป็นคู่เพื่อป้องกันความเสียหายและความผิดพลาดนั้น ในคัมภีร์วินยสังคหอรรถกถาได้รวบรวมเป็นตัวอย่างการศึกษาไว้ ๓๔ เรื่อง มีเรื่องภูตคาม(การพรากของเขียวเป็นต้น
วินัยสังคหอรรถกถา
ภูตคามวินิจฉัยกถา
กถาวินิจฉัยว่าด้วยเรื่อง
ภูตคาม
คำว่า ภูตคาม นั่น เป็นชื่อแห่งต้นไม้และเถาวัลย์เป็นต้นที่เกิดจาก พืช ๕ อย่าง ในบรรดาภูตคามนั้น พืช ๕ อย่างเหล่านี้ คือ ๑. พืชที่เกิดจากเหง้า ๒. พืชเกิดจากต้น ๓. พืชเกิดจากข้อ ๔. พืชเกิดจากยอด ๔. พืชเกิดจากเมล็ด บรรดาพืช ๕ อย่างนั้น ที่ชื่อว่า พืชเกิดจากเหง้า ได้แก่ ขมิ้น ขิง ว่านน้ำ ว่านเปราะ อุตพิด ข่า แฝก แห้วหมู, หรือแม้พืชอย่างอื่นใด ซึ่งเกิดที่เหง้า งอกที่เหง้านั่น ชื่อว่า พืชเกิดจากเหง้า, ที่ชื่อว่า พืชเกิดจากต้น ได้แก่ ต้นโพธิ์ ต้นไทร ต้นดีปลี ต้นมะเดื่อ ต้นเต่าร้าง ต้นมะขวิด, หรือแม้พืชอย่างอื่นใด ซึ่งเกิดที่ต้นงอกที่ต้นนั่น ชื่อว่า พืชเกิดจากต้น ที่ชื่อว่า พืชเกิดจากข้อ ได้แก่ อ้อย ไม้ไผ่ ไม้อ้อ, หรือแม้พืช อย่างอื่นใดซึ่งเกิดที่ข้อ งอกที่ข้อ นั่นชื่อว่า พืชเกิดจากข้อ ที่ชื่อว่า พืชเกิดจากยอด ได้แก่ ผักชีล้อม แมงลัก เถาหญ้านาง, หรือแม้พืชอย่างอื่นใดซึ่งเกิดที่ยอด งอกที่ยอด นั่นชื่อว่าพืชเกิดจากยอด, ที่ชื่อว่า พืชเกิดจากเมล็ด ได้แก่ บุพพัณณชาติ อปรัณณชาติ, ก็หรือแม้พืชอย่างอื่นใด ที่เกิดที่เมล็ด งอกที่เมล็ด, พืชนั้น ชื่อว่า พืชเกิดจากเมล็ด,(วิ.มหาวิ.๒/๙๑/๑๖๑) ในเรื่องภูตคามและพืชคามนี้ ภิกษุสำคัญภูตคามว่าเป็นภูตคาม ตัดเองก็ดี ใช้คนอื่นตัดก็ดี ทำลายเองก็ดี ใช้คนอื่นทำลายก็ดี เผาเองก็ดี ให้คนอื่น เผาที่ดี เป็นอาบัติปาจิตตีย์, จริงอยู่ เป็นอาบัติปาจิตตีย์แก่ภิกษุผู้ยังภูตคามให้กำเริบ เป็นอาบัติทุกกฏแก่ภิกษุผู้ยังพืชคามแม้ทั้ง ๕ อย่าง ที่พ้นจากภูตคามให้กำเริบ.
ชื่อว่า พืชคามและภูตคามนี้(วิ.อฏฺ.๒/๒๘๕) อยู่ในน้ำก็มี อยู่บนบกก็มี ในทั้งสองอย่าง นั้น พืชคามและภูตคามที่อยู่ในน้ำ คือ เสวาลชาติ (สาหร่าย) ทั้งที่มีใบ และไม่มีใบ ทั้งหมด เช่น แหนและจอกเป็นต้น โดยที่สุดกระทั้งฝ้าน้ำ ( ตะไคร่น้ำ) บัณฑิตพึง ทราบว่า ภูตคาม ชื่อว่า ฝ้าน้ำ (ตะไคร่น้ำ ) ข้างบนแข็ง มีสีกร้าน ข้างล่างอ่อน มีสีเขียว บรรดาเสวาลชาตินั้น รากของสาหร่ายใด หยั่งลงไปอยู่ในแผ่นดิน, แผ่นดินเป็นฐานของ
สาหร่ายนั้น น้ำเป็นฐานของสาหร่าย ที่ลอยไปมาบนน้ำ เป็นปาจิตตีย์แก่ภิกษุผู้พราก ภูตคามที่อยู่ในแผ่นดิน ในที่ใดที่หนึ่งก็ดี, ยกขึ้นย้ายไปสู่ที่อื่นก็ดี เป็นปาจิตตีย์แก่ภิกษุ ผู้พรากฏตคามที่ลอยไปมาบนน้ำเหมือนกัน. แต่จะเอามือทั้งสองแหวกไป ทางโน้น ทางนี้ แล้วอาบน้ำ ควรอยู่. แท้จริงน้ำทั้งสิ้นเป็นฐานของสาหร่ายที่อยู่ในน้ำนั้น เพราะเหตุนั้น สาหร่ายนั้น ยังไม่จัดว่าเป็นอันภิกษุย้ายไปสู่ที่อื่น ด้วยเหตุเพียงเท่านี้, แต่จะแกล้งยกขึ้นจากน้ำ โดยเว้นน้ำเสีย ไม่ควร, ยกขึ้นพร้อมทั้งน้ำแล้ววางลงในน้ำอีก ควรอยู่. ภิกษุถอนเถาวัลย์และหญ้าที่เกิดในน้ำ มีกออุบล และ กอปทุมเป็นต้น ขึ้นจาก น้ำก็ดี พรากเสียในน้ำนั้นเองก็ดี เป็นปาจิตตีย์, พรากกออุบลและกอปทุมเป็นต้น ที่คนอื่นถอนขึ้นไว้แล้ว เป็นทุกกฏ. จริงอยู่ กออุบล และ กอปทุมเป็นต้น ที่คนอื่นถอนขึ้นไว้นั้น ย่อมถึงการสงเคราะห์เข้าในพืชคาม, แม้สาหร่าย คือ จอกและแหน ที่เขายกขึ้น จากน้ำแล้ว ยังไม่เหี่ยว ย่อมถึงซึ่งอันสงเคราะห์เข้าในพืชที่เกิดจากยอด, ในอรรถกถา มหาปัจจุรี เป็นต้นท่านกล่าวไว้ว่า “ แหนไม่มีราก หน่อ และตะไคร่น้ำเป็นต้น เป็นวัตถุ แห่งทุกกฏ.” เหตุในคำนั้นไม่ปรากฏ ใน อันธกอรรถกถา ท่านกล่าวไว้ว่า “ยังไม่เป็น ภูตคามที่สมบูรณ์, เหตุนั้นจึงเป็นทุกกฏ” แม้คำในอันธกอรรถกถานั้น ก็ไม่สมกัน (กับพระบาลี), จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าปรับปาจิตตีย์ในเพราะภูตคาม, ปรับ ทุกกฏในเพราะพืชคาม, ชื่อว่า ภูตคามอันไม่สมบูรณ์เป็นโกฏฐาสที่ ๓, ไม่ได้มาในบาลี ไม่ได้มาในอรรถกถาทั้งหลายเลย, ก็ถ้าจะพึงมีมติว่า แหนไม่มีรากและหน่อนั้น จักถึง การสงเคราะห์เข้าในพืชตามไซร้, แม้คำนั้นก็ไม่ควร เพราะพืชเช่นนั้นไม่เป็นมูลเหตุ แห่งภูตคามเลย. อีกนัยหนึ่ง คำว่า บรรดาฐานะที่หนักและเบา ภิกษุควรตั้งอยู่ใน ฐานะที่หนัก นี้เป็นลักษณะแห่งวินัย
ส่วนที่เหลือของจำพวกต้นไม้ที่ถูกตัดอยู่บนบก จัดว่า เป็นตอไม้ที่เขียวสด, ในตอไม้เขียวสดนั้น ตอแห่งไม้กุ่ม ไม้กระถินพิมาน ไม้ประยงค์ และไม้ขนุนเป็นต้น ย่อมงอกขึ้นได้, ตอไม้นั้นท่านสงเคราะห์เข้าด้วยภูตคาม, ตอแห่งต้นตาล และมะพร้าว เป็นต้น ย่อมงอกขึ้นไม่ได้, ตอแห่งต้นตาลเป็นต้นนั้น ท่านสงเคราะห์เข้าด้วยพืชคาม. ส่วนตอกกล้วยที่ยังไม่ตกเครือ ท่านสงเคราะห์ด้วยภูตคาม, ต้นกล้วยที่ตกเครือแล้ว ท่านสงเคราะห์ด้วยพืชคาม, แต่ต้นกล้วยที่ตกเครือแล้ว ตลอดเวลาที่ยังมีใบเขียวอยู่ ท่านสงเคราะห์ด้วยภูตคามเหมือนกัน, ไม้ไผ่ที่ตกขุยแล้ว ก็อย่างนั้น, แต่ไม้ไผ่ในเวลาแห้งลงมาตั้งแต่ยอด, ถึงอันสงเคราะห์ด้วยพืชคาม, ไผ่ที่ตกขุยแล้วนั้น สงเคราะห์ด้วย พืชคามชนิดไหน ? ตอบว่า สงเคราะห์ด้วยพืชคามชนิดเกิดจากข้อ. อะไรเกิดจาก ต้นไผ่นั้น? ตอบว่า ไม่มีอะไร ๆ เกิดเลย. จริงอยู่ ถ้าหากว่าอะไร ๆ ไม่พึงเกิด ( ต้นไผ่ตกขุย ) พึงถึงการสงเคราะห์เข้าในภูตคาม, ชนทั้งหลายตัดไม้ช้างน้าวเป็นต้น รวมเป็นกองไว้, กิ่งทั้งหลายแม้ประมาณศอกหนึ่ง งอกออกจากท่อนไม้ที่รวมเป็นกองไว้ แม้ก็จริง, ถึงอย่างนั้น ย่อมถึงการสงเคราะห์เข้าด้วยพืชคามเหมือนกัน ชนทั้งหลาย ปักลงในพื้นดิน เพื่อประโยชน์เป็นมณฑปก็ดี เพื่อประโยชน์เป็นรั้วก็ดี เพื่อประโยชน์แก่ การไต่เลื้อยขึ้นของเถาวัลย์ก็ดี เมื่อจำพวกรากและใบงอกออกแล้ว ย่อมถึงอันนับเข้า เป็นภูตคามอีกแม้โดยแท้, ถึงอย่างนั้น เมื่องอกเพียงตุ่มรากหรือเพียงตุ่มใบ ก็ สงเคราะห์เข้าเป็นพืชคามเหมือนกัน
เมล็ดจำพวกใดจำพวกหนึ่ง ที่ชนทั้งหลายเอาน้ำรดชำ ไว้ในแผ่นดิน, หรือว่า ชนทั้งหลายใส่ดินเปียกลงในกระถางเป็นต้นเพาะไว้, เมล็ดทั้งหมดนั้น แม้เมื่องอกเพียง ตุ่มราก หรือเพียงตุ่มใบ ก็จัดเป็นเพียงพืชเท่านั้น ถ้าแม้ว่ารากทั้งหลาย และหน่อ ข้างบนงอกออก, ก็ยังจัดเป็นพืชนั่นแล ตลอดเวลาที่หน่อยังไม่เขียว ก็เมื่อใบแห่งถั่วเขียวเป็นต้นงอกขึ้น, หรือเมื่อหน่อแห่งข้าวเปลือกเป็นต้น เขียวสด เกิดใบมีสีเขียวแล้ว ย่อมถึงการสงเคราะห์เข้าเป็นภูตคาม, รากแห่งเมล็ดตาลทั้งหลายงอกออกทีแรก เหมือนเขี้ยวสุกร, แม้เมื่องอกออกแล้ว ก็จัดเป็นพืชคามเหมือนกัน ตลอดเวลาที่ม้วนกลีบใบข้างบนยังไม่คลี่ออก, หน่องอกทะลุเปลือกมะพร้าวออก เหมือนเข็มงา ก็จัดเป็น พืชคามอยู่นั่นเอง ตลอดเวลาที่ม้วนกลีบใบเขียวคล้ายกับเขามฤคยังไม่มี. แม้เมื่อรากยัง ไม่ออก กลีบใบเช่นนั้นเกิดขึ้นแล้ว ก็ถึงการสงเคราะห์เข้าในภูตคามที่ไม่มีราก.
จำพวกเมล็ด มีเมล็ดมะม่วงเป็นต้น พระวินัยธร พึงตัดสินด้วยจำพวกข้าวเปลือก เป็นต้น. พืชประเภทกาฝาก หรือรุกขชาติอย่างใดอย่างหนึ่งอื่น ก็ดี เกิดที่ต้นไม้แล้วคลุม โอบต้นไม้, ต้นไม้นั่นแหละเป็นฐานของก้านเป็นต้นนั้น ภิกษุพรากก้านเป็นต้นนั้นก็ดี ถอนขึ้นจากต้นไม้นั้นก็ดี เป็นปาจิตตีย์, เถาวัลย์ชนิดหนึ่งไม่มีราก, ย่อมพันพุ่มไม้ป่าและ ท่อนไม้ ดุจวงแหวน ( ฝอยทอง), แม้เถาวัลย์นั้น ก็มีวินิจฉัยอย่างนี้เหมือนกัน ที่ หน้ามุขเรือน กำแพงชุกชี และเจดีย์เป็นต้น มีตะไคร่น้ำสีเขียว, ตลอดเวลาที่ยังไม่เกิด ใบ ๒-๓ ใบ, ย่อมถึงการสงเคราะห์เข้าเป็นพืชเกิดจากยอด. เมื่อใบทั้งหลายเกิดแล้วเป็นวัตถุแห่งปาจิตตีย์, เพราะเหตุนั้น จะให้การฉาบปูนขาวในฐานะเช่นนั้นไม่ควร, จะให้การฉาบน้ำปูนขาวที่ละเอียดบนที่อันอนุปสัมบันฉาบแล้ว ควรอยู่. ถ้าในฤดูร้อน ตะไคร่น้ำแห้งติดอยู่ จะเอาไม้กวาดเป็นต้น ขูดตะไคร่น้ำนั้นออกเสีย ควรอยู่. ตะไคร่น้ำข้างนอกหม้อน้ำดื่มเป็นต้น เป็นวัตถุแห่งทุกกฏ. อยู่ภายในเป็นอัพโพหาริก, แม้เห็ดราที่ไม้ชำระฟันและขนมเป็นต้นเป็นอัพโพหาริกเหมือนกัน. สมจริงดังพระดำรัส ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า “ถ้าฝาที่เขากระทำบริกรรมด้วยยางไม้ เกิดเป็นเห็ดรา ภิกษุพึงชุบผ้าให้เปียกบีบแล้วเช็ดเถิด”
(วิ.มหา.๔/๖๖/๖๑)
ปาสาณชาติ (ราหิน ) ปาสาณทัททุ (ตะไคร่หิน ) เสวาละ (สาหร่าย) เสเลยยกะ ( เอื้องหิน หรือเอื้องผา) เป็นต้น ยังไม่มีสีเขียวสด และไม่มีใบ เป็นวัตถุแห่ง ทุกกฏ. เห็ดเป็นวัตถุแห่งทุกกฏ ตลอดเวลาที่ยังตูมอยู่ จำเดิมแต่บานแล้วเป็น อัพโพหาริก. ก็ภิกษุเก็บเห็ดจากต้นไม้สด แกะเอาเปลือกต้นไม้ออก เพราะเหตุนั้น จึงเป็นปาจิตตีย์เพราะการแกะเปลือกไม้นั้น. แม้ในสะเก็ดไม้ก็มีนัยอย่างนี้เหมือนกัน. สะเก็ดแห่งต้นช้างน้าวและต้นทุ่มเป็นต้น หลุดจากต้นแล้วยังเกาะอยู่ เมื่อภิกษุถือเอา สะเก็ดนั้น ไม่เป็นอาบัติ แม้ยางไม้ไหลออกจากต้นไม้แล้ว ยังติดอยู่ก็ดี ติดอยู่ที่ต้นไม้แห้งก็ดี จะถือเอาควรอยู่ จะถือเอาจากต้นที่ยังสด ไม่ควร. แม้ในครั่งก็มีนัยอย่างนี้ เหมือนกัน. เมื่อภิกษุเขย่าต้นไม้ ให้ใบเหลืองหล่นก็ดี ทำให้ดอกมีดอกกรรณิการโรย เป็นต้นหล่นก็ดี เป็นปาจิตตีย์ทั้งนั้น แม้เมื่อภิกษุจารึกตัวอักษรลงบนต้นไม้ มีต้น ช้างน้าวและต้นสลัดได เป็นต้น ตรงที่ยังอ่อนก็ดี ที่ใบตาลซึ่งเกิดอยู่บนต้นตาลเป็นต้นนั้น ก็ดี ด้วยความคะนองมือ ก็นัยนี้นั่นแล. เมื่อพวกสามเณรเลือกเก็บดอกไม้อยู่ ภิกษุจะ เหนี่ยวกิ่งลงให้ก็ควรย. แต่ภิกษุอย่าพึงอบน้ำดื่ม ด้วยดอกไม้เหล่านั้น ภิกษุต้องการอบกลิ่นน้ำดื่ม จึงอุ้มสามเณรขึ้นแล้วให้เก็บดอกไม้ให้. แม้กิ่งไม้ที่มีผล ตนเองต้องการจะขบฉัน อย่าพึ่งเหนี่ยวลงมา, พึงอุ้มสามเณรขึ้นแล้วให้เก็บผลไม้ จะจับฉุดมาร่วมกับสามเณรทั้งหลายผู้กำลังถอนไม้กอ หรือเถาวัลย์อย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่ควร, แต่เพื่อให้เกิดความอุตสาหะแก่สามเณรเหล่านั้น จะจับที่ปลายแสดงท่าที่ฉุดดุจกำลังลากมา ควรอยู่. ภิกษุกรีดกิ่งต้นไม้ที่มีกิ่งงอกขึ้น, อันตนมิได้ให้อนุปสัมบันทำให้เป็นกัปปิยะ ถือเอาเพื่อประโยชน์แก่พัดไล่แมลงวันเป็นต้น ที่เปลือกหรือที่ใบ โดยที่สุดแม้ด้วยเล็บมือ เป็นทุกกฏ. แม้ในขิงสดเป็นต้น ก็นัยนี้แล. ก็ถ้าหากว่ารากแห่งขิงสดที่ภิกษุให้กระทำให้ เป็นกัปปิยะแล้วเก็บไว้ในพื้นที่เย็น งอกขึ้น, จะตัดที่ส่วนเบื้องบน ควรอยู่. ถ้าเกิดหน่อ จะตัดที่ส่วนข้างล่างก็ควร. เมื่อรากกับหน่อเกิดแล้วจะตัด ไม่ควร.
ภิกษุเมื่อจะกวาดพื้นดินด้วยคิดว่า “ เราจะตัดหญ้าแม้ด้วยซี่ไม้กวาด " ดังนี้ ตัดเองก็ดี ใช้คนอื่นตัดก็ดีซึ่งหญ้าและเถาวัลย์เป็นต้น ย่อมไม่ควร. แม้ถ้าเมื่อจะเดิน จงกรมแกล้งเอาเท้าทั้งสองเหยียบไปด้วยคิดว่า “สิ่งที่ขาดจงขาดไป สิ่งที่จะแตกจงแตก ไป, เราจะแสดงที่ที่เราจงกรม " ดังนี้ ตัดเองก็ดี ใช้คนอื่นตัดก็ดี ย่อมไม่ควร. แม้เมื่อ ภิกษุทำหญ้าหรือเถาวัลย์ให้เป็นขมวด หญ้าและเถาวัลย์จะขาด แม้จะทำให้เป็นขมวด ก็ไม่ควร, ชนทั้งหลายดอกไม้แมลงมุม ผูกหนามที่ต้นตาลเป็นต้น เพื่อต้องการไม่ให้ พวกโจรขึ้นลัก, การกระทำอย่างนั้นไม่ควรแก่ภิกษุ. ก็ถ้าว่าไม้แมลงมุมเป็นแต่เพียงติดอยู่ที่ต้นไม้เท่านั้น ไม่บีบรัดต้นไม้ ควรอยู่. แม้จะกล่าวว่า “ เธอจงตัดต้นไม้, จงตัดเถาวัลย์, จะถอนเหง้าหรือราก” ดังนี้ ก็ควรอยู่ เพราะเป็นคำพูดไม่กำหนดลงแน่นอน แต่จะกำหนดลงไป พูดคำเป็นต้นว่า “ จงตัดต้นไม้นี้ "ไม่ควร ถึงแม้การระบุชื่อ กล่าว คำเป็นต้นว่า “จงตัด จงทุบ จงถอนต้นมะม่วง เถาสี่เหลี่ยม หัวเผือกมัน หญ้ามุง กระต่าย สะเก็ดต้นไม้โน้น” ดังนี้ ก็เป็นคำที่ไม่กำหนดแน่นอนเหมือนกัน. แท้จริง คำเป็นต้นว่า ต้นมะม่วงนี้เท่านั้น ชื่อว่าเป็นคำกำหนดแน่นอน คำนั้นไม่ควร แม้ภิกษุ ประสงค์จะระบมบาตร แกล้งก่อไฟข้างบนกองหญ้าเป็นต้น เผาเองก็ดี ใช้คนอื่นเผาก็ดี ย่อมไม่ควร แต่จะกล่าวไม่กำหนดว่า “จงต้มถั่วเขียว จงต้มถั่วเหลืองเป็นต้น” ควรอยู่ จะกล่าวอย่างนี้ว่า “จงต้มถั่วเขียวเหล่านี้" ไม่ควร แต่ภิกษุควรกล่าวอย่างนี้ว่า " เธอจงรู้มูลเภสัชนี้, จงให้รากไม้ หรือใบไม้นี้ก็ดี, จงนำต้นไม้หรือเถาวัลย์นี้มา ก็ดี, ต้องการดอกไม้ หรือผลไม้นี้ก็ดี, จงกระทำต้นไม้ เถาวัลย์ หรือว่าผลไม้นี้ให้เป็นกัปปิยะ ก็ดี "ด้วยคำเพียงเท่านี้ ย่อมเป็นอันภิกษุกระทำการปลดเปลื้องภูตคาม.
แต่ภิกษุผู้จะบริโภค พึงให้อนุปสัมบันทำให้เป็นกัปปิยะซ้ำอีก เพื่อปลดเปลื้องพืชคาม, อนึ่ง การกระทำกัปปิยะในสิกขาบทนี้ บัณฑิตพึงทราบโดยกระแส แห่งสูตรนี้ว่า
" ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตเพื่อบริโภคผลไม้ ด้วยสมณกัปปะ (สมณ โวหาร) ๕ คือ ผลที่จี้ด้วยไฟ ที่แทงด้วยมีด ที่จิกด้วยเล็บ ผลที่ไม่มีเมล็ด ที่ปล้อนเม็ดออกแล้ว เป็นที่คำรบ๕" (วิ.จูฬ.๗/๒๕๐/๗)
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อคฺคิปริชิตํ มีอรรถว่า ฉาบ คือ ลวก เผา แล้วด้วย ไฟ. บทว่า สตฺถปริชิตํ มีอรรถว่า จด คือฝาน ตัด หรือแทงแล้วด้วยมีดเล็ก ๆ ในข้อว่า จิกด้วยเล็บ ก็นัยนี้นั่นแล. ผลไม้ที่ไม่มีเมล็ด และผลไม้ที่ปล้อนเมล็ดออกแล้ว เป็นกัปปิยะด้วยตัวมันเองแท้. ภิกษุเมื่อจะทำกัปปิยะด้วยไฟ จึงทำกัปปิยะด้วยบรรดาไฟฟืนและไฟโคมัยเป็นต้น อย่างใดอย่างหนึ่ง โดยที่สุดแม้ด้วยแท่งโลหะที่ร้อน, ก็แล วัตถุ นั้นจับไว้ข้างหนึ่ง พึงกล่าวคำว่า กปฺปิยํ แล้วทำเถิด. เมื่อจะทำด้วยมีด แสดงรอยตัด รอยผ่า ด้วยปลาย หรือด้วยคมแห่งมีดที่ทำด้วยโลหะอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยที่สุดแม้แห่ง เข็ม และมีดตัดเล็บเป็นต้น พึงกล่าวว่า กปฺปิยํ แล้วทำเถิด. เมื่อจะทำกัปปิยะด้วยเล็บ อย่าพึ่งทำด้วยเล็บเน่า ก็เล็บของพวกมนุษย์ สัตว์ ๔ เท้า มีสีหะ เสือโคร่ง เสือเหลือง และลิง และแห่งนกทั้งหลายเป็นของแหลมคม, พึงทำด้วยเล็บเหล่านั้น กีบแห่งสัตว์ มีม้า กระบือ สุกร เนื้อ และโคเป็นต้น ไม่คม, อย่าพึงทำด้วยกีบเหล่านั้น. แม้ทำแล้วก็ไม่ เป็นอันทำ. ส่วนเล็บช้าง ไม่เป็นกีบ, จะทำกัปปิยะด้วยเล็บช้างก็ควร, การตัด การจิก ด้วยเล็บเหล่านั้น ควรอยู่. แต่การทำกัปปิยะด้วยเล็บเหล่าใด สมควร. พึงแสดงการตัด การจิก ด้วยเล็บเหล่านั้น ที่เกิดอยู่ในที่นั้นก็ดี ที่ยกขึ้นถือไว้ก็ดี กล่าวว่า กปฺปิยํ แล้วกระทำเถิด.
บรรดาพืชเป็นต้นเหล่านั้น ถ้าแม้ว่าพืชกองเท่าภูเขาก็ดี ต้นไม้จำนวนพันที่เขาตัดแล้ว ทำให้เนื่องเป็นอันเดียวกันกองไว้ก็ดี อ้อยมัดใหญ่ที่เขามัดรวมไว้ก็ดี, เมื่อทำพืชเมล็ดหนึ่ง กิ่งไม้กึ่งหนึ่งหรืออ้อยลำหนึ่งให้เป็นกัปปิยะแล้ว ย่อมเป็นอันทำให้เป็นกัปปิยะแล้วทั้งหมด ลำอ้อยและไม้ฟืน เป็นของอันเขามัดรวมกันไว้, อนุปสัมบัน จะแทงไม้ฟืน ด้วยตั้งใจว่า “เราจักกระทำอ้อยให้เป็นกัปปิยะ” ดังนี้ ก็ควรเหมือนกัน. แต่ถ้าเป็นของที่เขาผูกมัดด้วยเชือกหรือด้วยเถาวัลย์ใด จะแทงที่เชือกหรือเถาวัลย์นั้น ไม่ควร, ชนทั้งหลายบรรจุกระเช้าให้เต็มด้วยลำอ้อยเป็นท่อน ๆ แล้วนำมา, เมื่อทำอ้อยลำหนึ่งให้ เป็นกัปปิยะแล้ว อ้อยทั้งหมดย่อมเป็นอันทำให้กัปปิยะแล้วเหมือนกัน.ก็ถ้าหากว่า พวกทายก นำภัตปนกับพริกสุกเป็นต้นมา, เมื่อภิกษุกล่าวว่า “ จงกระทำกัปปิยะ"ถ้าแม้ว่าอนุปสัมบันแทงที่เมล็ดข้าวสวย ก็สมควรเหมือนกัน. แม้ในเมล็ดงา และข่าวสารเป็นต้น ก็นัยนี้นั่นแล. แต่พริกสุกเป็นต้นนั้น ที่เขาใส่ลงในข้าวต้ม ไม่ตั้งอยู่ติดเนื่องเป็นอันเดียวกัน, บรรดาพริกสุกเป็นต้นนั้น พึงทำกัปปิยะแทงที่ละเมิดนั้นเทียว. เยื่อในแห่งผลมะขวิด เป็นต้น ร่อนเปลือกแล้วคลอนอยู่ (หลุดจากกะลาคลอนอยู่ข้างใน), ภิกษุพึงให้ทุบแล้ว ทำกัปปิยะ. (ถ้า) ยังติดเนื่องเป็นอันเดียวกัน (กับเปลือก),จะทำ(กัปปิยะ)แม้ทั้งเปลือก(ทั้งกะลา)ก็ย่อมควร.
กถาวินิจฉัยเรื่องภูตคามในบาลีวิมุตตกวินิจฉัยสังคหะ
[full-post]

แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ