คิดไปเขียนไป (๑)
---------------
มีความคิดเรื่องหนึ่งที่ผมได้ยินคนพูดกันมานานแล้ว คือแนวคิดที่ว่า แม้เราจะเก่งแค่ไหน แต่ถ้าอยู่ในที่ที่ไม่มีคนเห็นคุณค่า ก็ไม่มีความหมายอะไร
แล้วก็ต่อด้วยคำว่า --
จงอยู่ในที่ที่มีคนเห็นคุณค่าของเรา
อย่าอยู่ในที่ที่ไม่มีคนเห็นคุณค่าของเรา
แนวคิดนี้ คล้ายๆ กับโคลงโลกนิติบทหนึ่ง
..................................................
คุโณ สพฺพญฺญุตุโลฺยปิ น โสภติ อนิสฺสโย
อนคฺฆมฺปิ มณีนํว เหมํ นิสฺสาย โสภเต.
แม้นมีความรู้ดั่ง สัพพัญญู
ผิบ่มีคนชู ห่อนขึ้น
หัวแหวนค่าเมืองตรู ตาโลก
ทองบ่รองรับพื้น ห่อนแก้วมีศรี (สมเด็จพระเดชา ฯ)
โคลงโลกนิติ ฉบับหอสมุดแห่งชาติ บทที่ ๘๘
ฉบับประชุมจารึกวัดพระเชตุพนฯ บทที่ ๘๙
..................................................
แนวคิดดังที่ว่ามานี้น่าจะมีผู้เห็นด้วยมากทีเดียว -
อยู่ที่ไหน ไม่มีคนเห็นคุณค่าของเรา ก็ไม่ควรอยู่ที่นั่น
..................................................
ทำงานที่นี่ ไม่มีคนเห็นคุณค่าของเรา ก็ควรไปทำงานที่อื่น
อยู่กองนี้ กรมนี้ กระทรวงนี้ ไม่มีคนเห็นคุณค่าของเรา ก็ควรไปอยู่กองอื่น กรมอื่น กระทรวงอื่น
อยู่วัดนี้ ไม่มีคนเห็นคุณค่าของเรา ก็ควรไปอยู่วัดอื่น
..................................................
ญาติมิตรทั้งหลายเห็นด้วยหรือไม่
ข้อความที่ว่า “ไม่มีคนเห็นคุณค่าของเรา” นั้น มีนัยอย่างไร?
เราต้องการให้เขายกย่องนับถือชื่นชมเรา ใช่ไหม
พอเขาไม่ยกย่องนับถือชื่นชม เราก็เลยไม่พอใจ ใช่ไหม
ผมคิดไปอีกมุมหนึ่ง
อยู่ที่ไหน ผมคิดว่า อยู่แล้ว (๑) เราได้ประโยชน์หรือเปล่า (๒) เราทำประโยชน์ให้ที่นั่นได้หรือเปล่า
(๑) เราได้ประโยชน์หรือเปล่า ข้อนี้ค่อนข้างกว้าง เช่น อยู่ที่นี่เราเรียนหนังสือได้หรือเปล่า อยู่ที่นี่เราสามารถเลี้ยงตัวเลี้ยงครอบครัวได้หรือเปล่า นี่เป็นจุดใหญ่
แต่คนที่ตั้งประโยชน์ไว้อีกแบบหนึ่ง อาจคิดมากกว่านี้ เช่น อยู่ที่นี่เราเจริญเติบโตก้าวหน้าได้หรือเปล่า หรืออาจจะรวมทั้ง-อยู่ที่นี่มีคนยกย่องนับถือชื่นชมเราหรือเปล่า
ถ้าคิดแบบนี้ ก็ต้องว่ากันไปอีกแบบหนึ่ง
แต่น่าจะไม่ใช่แบบของผม
(๒) เราทำประโยชน์ให้ที่นั่นได้หรือเปล่า นี่เป็นหัวใจ
อยู่ที่ไหน เราได้ประโยชน์ นี่ยังเป็นรอง
อยู่ที่ไหน เราทำประโยชน์ได้ นี่เป็นหลัก
ถ้าเราทำประโยชน์ให้ที่นั่นได้ จะมีใครยกย่องนับถือชื่นชมหรือไม่ ก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ
จะมีใครยกย่องนับถือชื่นชมหรือไม่มี เราก็คงทำประโยชน์ให้ที่นั่นได้เสมอ เท่านี้ พอแล้ว
สมัยที่ผมยังรับราชการอยู่ในกองอนุศาสนาจารย์ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ มีเพื่อนร่วมงานท่านหนึ่งบอกว่า - อย่างคุณนี่ ถ้าอยู่มหาวิทยาลัย ป่านนี้เป็นศาสตราจารย์ไปนานแล้ว
“คุณมาอยู่ผิดลู่” ท่านสรุป
คือเพราะผมมาอยู่ที่กองทัพเรือ-ซึ่งมันผิดลู่ ผมจึงเป็นได้แค่นี้ ทั้งๆ ที่น่าจะเป็นได้มากกว่านี้
แต่ผมไม่คิดอย่างนั้น
ผมกลับคิดว่า ผมมาอยู่ถูกลู่ที่สุดแล้ว
อยู่กองทัพเรือ ผมได้ประโยชน์ (๑) เลี้ยงตัวเลี้ยงครอบครัวได้สบายๆ และ (๒) ทำประโยชน์ให้กองทัพเรือได้เต็มที่-ตามแนวทางที่ผมถนัด
แล้วจะว่าผมมาอยู่ผิดลู่ได้อย่างไร
......................
ทีนี้ย้อนไปดูแนวคิดข้างต้น - จงอยู่ในที่ที่มีคนเห็นคุณค่าของเรา อย่าอยู่ในที่ที่ไม่มีคนเห็นคุณค่าของเรา
ผมว่าแนวคิดนี้กระเดียดไปในทาง-เรียกร้องผลประโยชน์เพื่อตัวเอง นั่นคือ “คนเห็นคุณค่าของเรา”
นี่คือประโยชน์ตกอยู่แก่เรา อย่างน้อยๆ ก็คือเราได้รับการยกย่องนับถือชื่นชม
แล้วเราไม่นึกถึงประโยชน์ของคนอื่นบ้างหรือ?
การทำประโยชน์ให้คนอื่น ต้องรอให้เขายกย่องนับถือชื่นชมเราเสียก่อนจึงจะทำได้-กระนั้นหรือ?
หรือจะต้องอธิบายฉีกออกไปอีกว่า ที่ไหนยกย่องนับถือชื่นชมเรา แปลว่าที่นั่นพร้อมที่จะรับประโยชน์จากเรา
คนที่ไม่ยกย่องนับถือชื่นชมเรา เราให้ประโยชน์อะไรเขาก็ไม่รับหรอก ต่อเมื่อเขายกย่องนับถือชื่นชมเรานั่นแหละ เขาจึงจะยอมรับประโยชน์จากเรา
ดังนั้น ต้องให้เขาเห็นคุณค่าของเราเสียก่อน เราจึงจะทำประโยชน์ให้เขาได้
จะต้องให้เหตุผลกันแบบนี้ ใช่หรือไม่?
จะทำประโยชน์ให้เขา แต่เรียกร้องให้เขาเห็นคุณค่าของเราก่อน - ผมว่ามันแปลกดีนะ
แล้วก็เลยนึกไปถึงชาดกเรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องเกี่ยวกับการเห็นคุณค่าและการยกย่องนับถือ อย่างที่กำลังอภิปรายอยู่นี่แหละ
แต่ปัญหาคือ ผมนึกไม่ออกว่าเป็นชาดกเรื่องอะไร กรรมจริงๆ
แต่ไพล่ไปจำคำบาลีได้ คือจำได้ว่าชาดกกล่าวถึงภูเขา แต่ใช้คำบาลีว่า “นค” ซึ่งเราจะไม่เคยได้ยิน
“นค” อ่านว่า นะ-คะ ใครมีพจนานุกรมบาลี-อังกฤษ ลองเปิดดู จะพบว่า พจนานุกรมฯ แปล “นค” ว่า mountain
ยังจำได้อีกคำหนึ่ง คือในชาดกเรื่องนั้นมีคำว่า “อวิเสสกเร” (อ่านว่า อะ-วิ-เส-สะ-กะ-เร) ที่จำได้เพราะไปโยงเข้ากับคำแปล ที่แปลว่า “ไม่ทำให้แตกต่างกัน”
ผมว่าคำแปลมีความหมายดี ก็เลยจำคำบาลีได้
แต่จำชื่อชาดกไม่ได้ นี่สิมันน่าเจ็บใจ
......................
ผมตั้งชื่อบทความนี้ว่า “คิดไปเขียนไป” สาเหตุมาจากนึกถึงแนวคิดที่ว่า-แม้เราจะเก่งแค่ไหน แต่ถ้าอยู่ในที่ที่ไม่มีคนเห็นคุณค่า ก็ไม่มีความหมายอะไร
แล้วก็นึกไปถึงชาดกเรื่องนั้น ซึ่งกล่าวถึงภูเขาลูกหนึ่ง สิงสาราสัตว์ชนิดไหนเข้าไปในรัศมีของภูเขาลูกนี้แล้วจะมีสีเป็นทองเหมือนกันหมด ดูไม่ออกว่าตัวอะไรเป็นตัวอะไร
ถ้าเป็นคนก็คือ-เข้าไปที่ภูเขาลูกนี้แล้ว คนดีคนชั่วจะเหมือนกันหมด แยกไม่ออกว่าใครเป็นใคร คำบาลีเรียกว่า “อวิเสสกร = ไม่ทำให้แตกต่างกัน”
เมื่อแยกไม่ออกว่าใครเป็นคนดีใครเป็นคนชั่ว การที่จะมองเห็นคุณค่าหรือให้คุณค่าแก่ใคร ก็จะสับสนไปหมด
คนดี ไม่มีใครยกย่อง
คนชั่ว มีแต่คนชื่นชม
พอคิดอย่างนี้
นึกถึงชาดกเรื่องนั้น
จำชื่อไม่ได้
ก็ต้องลงมือควานหาสิขอรับท่าน
แล้วก็เลยนึกไปถึง-งานของนักเรียนบาลี
นึกอะไรได้ ใจก็จะแลบไปที่เรื่องนั้น
นักเรียนบาลี เรียนจนมีความรู้แล้ว ไปทำอะไรกันหมด?
ทำไมไม่มีใครคิดถึงงานบาลี-เช่นค้นคว้าเรื่องชาดก
เพราะฉะนั้น บทความเรื่องนี้หรือบทความชุดนี้ เขียนถึงเรื่องอะไร แล้วเกิดคิดถึงเรื่องอะไรได้ ก็อาจจะต้องทำแบบที่ผมเรียกเอาเองว่า “แวะข้างทาง” คือแวะไปเขียนเรื่องนั้นแทรกเข้ามา นี่แหละคือ “คิดไปเขียนไป”
อย่างตอนนี้ ขึ้นต้นด้วยแนวคิด-การมีคนมองเห็นคุณค่าของเรา แล้วโยงไปที่ชาดก จากชาดกจะโยงไปที่เรื่องอะไรอีก ยังไม่รู้
เอาเป็นว่า ตอนนี้ช่วยให้กำลังใจคนแก่-ให้หาชาดกเรื่องนั้นเจอก่อนนะครับ จะได้เอามาเล่าสู่กันฟังต่อไป
พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย
๓๐ กรกฎาคม ๒๕๖๖
๑๓:๔๑
[full-post]

แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ