คิดไปเขียนไป (๕)

------------------

เอาพระไตรปิฎกเล่ม ๒๗ และ ๒๘ อันเป็นเล่มที่ว่าด้วยชาดกมาเปิดดู จะพบว่ามีงานที่ควรทำอยู่มาก

ข้อมูลที่เรารู้แล้ว คือชาดกมีทั้งหมด ๕๔๗ ชาดก

แต่ที่ยังไม่มีคือ -

รวมชื่อชาดกทั้ง ๕๔๗ เรียงตามลำดับอักษร ยังไม่มีใครทำ

รู้ชื่อชาดก อยากอ่าน แต่ไม่รู้ว่าอยู่ในเล่มไหน ยังไม่มีใครทำ

ชาดกเรื่องที่กำลังอ่านอยู่นั้นอยู่ในนิบาตหมวดไหน อยากรู้ ต้องพลิกกลับไปกลับมาหาเอาเอง ไม่มีบอกไว้เป็นส่วนรวม

เช่นท่านกำลังอ่านเนรุชาดก

อยากรู้ว่า เนรุชาดกอยู่ในนิบาตหมวดไหน-ตั้งแต่เอกนิบาตถึงมหานิบาต ท่านต้องพลิกกลับไปกลับมาหาเอาเอง กว่าจะเจอ เสียเวลามาก

งานเหล่านี้น่าทำ 

แต่ไม่มีคนทำ-คนที่เรียนบาลีจบแล้วนั่นแหละที่ควรทำ แต่ก็ไม่มีใครคิดจะทำ (ทำทำไมให้โง่ อยากรู้ คลิกหาในกูเกิ้ลเอาก็ได้ แต่ว่า-มีใครเขาอยากรู้มั่งล่ะ ทำทำไมให้เหนื่อย ฮ่า ฮ่า ฮ่า)

......................

ผมจำได้ว่า นานมาแล้ว-ตั้งแต่สมัยเป็นเณร เคยอ่านหนังสือของมหามกุฏราชวิทยาลัย-ศูนย์รวมตำราบาลีนักธรรมของไทยเรานั่นแหละ มีเล่มหนึ่ง จำชื่อไม่ได้ รวบรวมชื่อชาดกไว้คล้ายกับดัชนีหรือนามานุกรม รวมทั้งชื่อพระสูตรในพระไตรปิฎกด้วย

แปลว่าเคยมีคนคิดและทำมาแล้ว

น่าสืบหาดูว่าเป็นหนังสืออะไร หรืออยู่ในหนังสืออะไร

ชาวมหามกุฏฯ นั่นแหละน่าจะตอบ

แต่ถ้าไม่คิดจะเสียเวลาสืบหา เราก็ยอมเสียเวลาทำขึ้นใหม่เสียเลย จะเป็นไรไป

อันที่จริงงานแบบนี้เป็นงานเชิงธุรการ ไม่ต้องจบประโยคเก้าก็ทำได้ แม้ไม่ได้เรียนบาลีก็สามารถทำได้ถ้ารู้วิธีทำ แต่ถ้าพอรู้บาลีบ้างจะทำได้คล่อง

ยอมเหนื่อยพักเดียว แต่ผลงานที่ทำเสร็จแล้วจะเป็นอุปกรณ์อำนวยความสะดวกในการศึกษาพระไตรปิฎกได้ตลอดไปชั่วกาลนาน

น่าเสียดายที่เราไม่ได้ปลูกฝังนักเรียนบาลีของเราให้มีใจรักงานบาลี

เราชื่นชมกันแค่สอบได้

แต่ไม่ได้สนับสนุนให้ทำงาน

สอบได้แล้วจะเอาความรู้ไปทำอะไร เราไม่สน

เศร้าครับ

แต่ที่น่าเศร้าที่สุดก็คือ-แม้ในขณะนี้เองเราก็ยังไม่รู้ตัวว่าเรากำลังทำสิ่งที่น่าเศร้า

เรายังคงชื่นชมกันอยู่แค่สอบได้

และไม่ได้สนับสนุนให้ทำงานบาลี

ยังเป็นกันอยู่อย่างนี้นั่นแหละ ไม่เปลี่ยน

มีแต่ทองย้อยกระมัง-ที่บ้าอยู่คนเดียว

......................

เหนื่อยก็พัก

หนักก็วาง

มีกำลังก็ลุกขึ้นทำต่อไป

ไปให้ถึงเนรุชาดกก่อน

เรื่องอื่น ค่อยว่ากันเป็นเรื่องๆ ไป

......................

ทบทวนนะครับ

ผมเขียนบทความชุดนี้เพราะนึกถึงแนวคิดที่ว่า-เราจะเก่งแค่ไหนก็ตาม ดีแค่ไหนก็ตาม แต่ถ้าไปอยู่ในที่ซึ่งไม่มีใครเห็นคุณค่าของเรา เราก็ไร้ค่า

ผมนึกถึงชาดกเรื่องหนึ่ง-ซึ่งจำชื่อไม่ได้-มีเค้าเรื่องที่ชวนให้โยงมาถึงแนวคิดที่ว่านี้ 

ตอนนี้รู้ชื่อชาดกเรื่องนั้นแล้ว เจอตัวเรื่องแล้ว ต่อไปนี้ก็มาศึกษากันดูว่า-เรื่องเป็นอย่างไร

..................................................

เนรุชาดก อยู่ในหมวดฉักกนิบาต พระไตรปิฎกเล่ม ๒๗ ข้อ ๘๔๙-๘๕๔ หน้า ๑๙๐-๑๙๑

อรรถกถาเอาไปเล่าเรื่องขยายความอยู่ในชาตกัฏฐกถา ภาค ๕ หน้า ๒๘-๓๑ 

อ่านฉบับแปลเป็นไทยได้ในพระไตรปิฎกและอรรถกถาแปลชุด ๙๑ เล่ม อยู่ในเล่มที่ ๕๙ (พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕) หน้า ๔๕-๕๐

..................................................

ภิกษุรูปหนึ่ง บวชแล้วเรียนกรรมฐานกับพระพุทธเจ้า แล้วจาริกเที่ยวหาสถานที่สงบสงัดปฏิบัติธรรม ชาวบ้านที่หมู่บ้านชายแดนแห่งหนึ่งเห็นแล้วเกิดศรัทธา นิมนต์ให้จำพรรษาที่นั่น ปรนนิบัติวัตถากเป็นอย่างดี

ต่อมามีนักบวชลัทธิต่างๆ คือ สัสสตวาท อุจเฉทวาท อเจลกวาท ทยอยกันมาที่หมู่บ้านนั้น

สัสสตวาท คือพวกที่ถือว่าเกิดตายกี่ชาติ เคยเป็นอะไรก็เป็นอย่างนั้นไม่เปลี่ยนแปลง 

อุจเฉทวาท คือพวกที่ถือว่าตายแล้วทุกอย่างสูญหมด ชั่วดีไม่มีผล

อเจลกวาท คือพวกที่ถือลัทธิเปลือยกาย ไม่ยึดติดกับร่างกายตัวตน

พอพวกสัสสตวาทมา ชาวบ้านก็ทิ้งพระ หันไปเลื่อมใสพวกสัสสตวาท

พอพวกอุจเฉทวาทมา ชาวบ้านก็ทิ้งพวกสัสสตวาท หันไปเลื่อมใสพวกอุจเฉทวาท

พอพวกอเจลกวาทมา ชาวบ้านก็ทิ้งพวกอุจเฉทวาท หันไปเลื่อมใสพวกอเจลกวาท

ความหมายก็คือ พวกไหนมาสอนลัทธิอะไร ก็เฮโลสาระพาพากันนับถือเลื่อมใสหมด ไม่แยกผิดถูกชั่วดี

นี่คือพฤติกรรมของชาวบ้านที่นั่น

ภิกษุรูปนั้นจำพรรษาอยู่กับพฤติกรรมแบบนี้ทั้งพรรษาด้วยความไม่สบายใจ

พอออกพรรษาก็กลับไปเฝ้าพระพุทธเจ้าที่พระเชตวันเมืองสาวัตถี กราบทูลเล่าสภาพที่ประสบมาให้ทรงทราบ

พระพุทธองค์จึงตรัสเล่าเรื่องที่พระองค์เคยประสบมาในอดีตชาติให้ภิกษุรูปนั้นฟัง

เรื่องก็คือ ชาติหนึ่งพระองค์เกิดเป็นหงส์อยู่ในป่าหิมพานต์ มีน้องชายตัวหนึ่ง วันหนึ่งพากันไปหากิน ขากลับบินผ่านภูเขาลูกหนึ่งก็ชวนกันแวะพัก จับอยู่ที่ยอดเขา

ภูเขาลูกนี้มีรัศมีเป็นทอง สิงสาราสัตว์ที่เข้าไปอยู่ในรัศมีจะมีตัวเป็นสีทอง แยกไม่ออกว่าเป็นตัวอะไรเป็นสัตว์ชนิดไหน เพราะสวยงามเหมือนกันหมด 

หงส์น้องถามหงส์พี่ว่านี่มันอะไรกัน

หงส์พี่มีประสบการณ์ก็อธิบายให้ฟังว่า ภูเขาลูกนี้ชื่อเนรุบรรพต เป็นเขาวิเศษ ใครเข้ามาในรัศมีจะมีสีทองอร่ามงามเหมือนกันหมด

หงส์น้องได้ฟังก็กล่าวขึ้นว่า -

..................................................

อมานนา ยตฺถ สิยา        สนฺตานํ วา วิมานนา

หีนสมฺมานนา วาปิ         น ตตฺถ วสตี วเส  ฯ

ยตฺถ อลโส จ ทกฺโข จ    สูโร ภีรุ จ ปูชิยา

น ตตฺถ สนฺโต วสนฺติ        อวิเสสกเร นเค  ฯ

นายํ เนรุ วิภชติ                หีนอุกฺกฏฺฐมชฺฌิเม

อวิเสสกโร เนรุ                  หนฺท เนรุํ ชหามเส  ฯ

ที่มา: เนรุชาดก ฉักกนิบาต พระไตรปิฎกเล่ม ๒๗ ข้อ ๘๕๒-๘๕๔

..................................................

ขอเชิญนักเรียนบาลีแปลเล่นไปพลางๆ นะครับ

ตอนหน้าจะกลับมาคุยกัน

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๒ สิงหาคม ๒๕๖๖

๑๑:๒๖ 

[full-post]

คิดไปเขียนไป,

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.