คัมภีร์สีมาวินิจฉัยกถา ตอนที่ ๓

   อพัทธสีมา

   อพัทธสีมา มี ๓ ประเภท คือ

     ๑. คามสีมา 

     ๒. สัตตัพภันตรสีมา  

     ๓. อุทกุกเขปสีมา 


   ๑. คามสีมา

   คามเขตหนึ่งๆ มีประมาณเพียงใด ก็ชื่อว่า คามสีมา ก็แม้นครย่อมเป็นอันถือเอาแล้วด้วยคามศัพท์ในคามสีมานี้ บรรดาคามสีมาและนิคมสีมานั้น ท่านผู้ใดเก็บภาษีเขตบ้านนั้น (คามโภชก) ย่อม ได้พลีในประเทศเท่าใด ประเทศเท่านั้นจะเล็ก หรือใหญ่ก็ตาม ย่อมนับว่าเป็นคามสีมาทั้งนั้น แม้ใน นครสีมาและนิคมสีมาก็นัยนี้แล

   พระราชาทรงกำหนดประเทศอันหนึ่งแม้ใด ในคามเขตอันหนึ่งเท่านั้นว่า นี้จงเป็นวิสุงคามพระราชทานแก่ผู้ใดผู้หนึ่ง ประเทศแม้นั้น ย่อมเป็นวิสุงคามแท้ เพราะฉะนั้น “วิสุงคามสีมา” นั้นและ คามสีมา นครสีมาและนิคมสีมา ตามปกตินอกนี้ด้วย ย่อมเป็นเช่นกับพัทธสีมาเหมือนกัน แต่สีมา เหล่านี้ย่อมไม่ได้บริหารการอยู่ปราศจากไตรจีวรอย่างเดียว (ดูภาพที่ ๖๗)


   ๒. สัตตัพภันตรสีมา

   ๗ อัพภันตรโดยรอบในป่าที่หาบ้านมิได้ ชื่อว่า สัตตัพภันตรสีมา บรรดาบทเหล่านั้น ป่าที่ชื่อ ว่าหาบ้านมิได้ ย่อมได้ในดงวิชฌาฏวีเป็นต้น หรือในเกาะซึ่งไม่เป็นที่เที่ยวไปของชาวประมงในท่ามกลางสมุทร คำว่า ๗ อัพภันตรโดยรอบ ได้แก่ ๗ อัพภันดรในทิศทั้งปวงแห่งภิกษุ ผู้สถิตอยู่ตรง กลาง จัดโดยทแยงจึงรวมเป็น ๑๔ อัพภันดร ใน ๗ อัพภันดรนั้น อัพภันดรหนึ่งมี ๒๘ ศอก (ดูภาพที่ ๖๘)


   ก็สีมานี้ย่อมขยายออกด้วยอำนาจแห่งบริษัท เพราะฉะนั้น พึงทำการกำหนดอัพภันตร จำเดิมที่สุดแห่งบริษัทโดยรอบ ก็ถ้าว่าสงฆ์ ๒ พวกต่างแยกกันทำอุโบสถ ต้องเว้น ๗ อัพภันดรอันหนึ่งอื่นไว้ ในระหว่างแห่ง ๗ อัพภันตรทั้ง ๒ เพื่อประโยชน์แก่อุปจาระ 

   ๓. อุทกุกเขปสีมา

   สีมานี้ใดอันพระผู้มีพระภาคทรงห้าม แม่น้ำเป็นต้น เป็นพัทธสีมา อย่างนี้ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม่น้ำทั้งปวงไม่ใช่พัทธสีมา สมุทรทั้งปวงไม่ใช่พัทธสีมา ขาดสระทั้งปวงไม่ใช่พัทธสีมา” ดังนี้ แล้วตรัสอีกว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในแม่น้ำก็ดี ในสมุทรก็ดี ในชาติสระก็ดี สถานที่ใดกำหนดด้วย การวักน้ำสาด โดยรอบแห่งบุรุษผู้มีกำลังปานกลาง นี่ชื่อว่ามีสังวาสเสมอกัน มีอุโบสถเดียวกัน” ดังนี้ สีมา นี้ชื่อว่า อุทกุกเขปสีมา (ดูภาพที่ ๖๙)


   ในแม่น้ำเป็นต้นนั้น แม่น้ำมีลักษณะดังกล่าวไว้แล้ว ในนทีนิมิต นั่นแล, แม้สมุทรก็ปรากฏแล้วแล ส่วนบึงใดซึ่งใครๆ มิได้ขุดสร้างไว้ เกิดขึ้นแล้วเอง เต็มแล้วด้วยน้ำที่ไหลมาโดยรอบ ขังอยู่, และในบึงใด น้ำขังอยู่ในฤดูฝนมีประการ ดังกล่าวแล้วในแม่น้ำ, บึงนี้ชื่อว่าชาตสระ แม้บึงใดที่ถูกขุด ด้วยน้ำที่ทำลายแม่น้ำเดิม หรือสมุทรเดิมไหลไป ย่อมถึงลักษณะแห่งบึงนี้ แม่น้ำนี้ชื่อว่า ชาตสระ เหมือนกัน (แต่เดิมแม่น้ำไหลคดต่อมาสายน้ำเปลี่ยนทางน้ำเดิมจึงกลายเป็นชาตสระไป) ในแม่น้ำ เป็นต้นเหล่านั้น ที่ใดกำหนดด้วยการวักน้ำสาดโดยรอบแห่งบุรุษผู้มีกำลังปานกลาง, สถานที่นี้ชื่อว่า อุทกุุกเขปสีมา

   ก็น้ำอันภิกษุจะพึงวักสาดอย่างไร? นักเลงสะบ้าชัดลูกสะบ้าไม้ฉันใด, บุรุษผู้มีกำลังปานกลางพึงเอามือวักน้ำ หรือกำทรายชัดไปด้วยกำลังทั้งหมดฉันนั้น น้ำหรือทรายที่ซัดอย่างนั้นตกลงในโอกาสใด, โอกาสนี้เป็นอุทกุกเขปหนึ่ง, ภิกษุผู้ละหัตถบาสตั้งอยู่ในอุทกุกเขปนั้นย่อมทำกรรมให้เสีบ   หมู่คณะขยายออกเพียงใด, แม้สีมาย่อมขยายออกเพียงนั้น, เฉพาะอุทกุกเขปหนึ่ง จากที่สุดโดยรอบ แห่งหมู่คณะเป็นประมาณ, ก็อุทกุกเขปนี้ย่อมได้ในภายในแห่งแม่น้ำเป็นต้นเหล่านั้นนั่นแล, ในภายนอกย่อมไม่ได้ เพราะฉะนั้น น้ำท่วมขอบเขตเท่าใดในแม่น้ำหรือชาตสระ ในสี่เดือนในฤดูฝนตามปกติ, คลื่นตามปกติเกิดขึ้นปรากฏในขอบเขตใดในสมุทร, จำเต็มแต่ขอบเขตนั้นจัดเป็นกัปปิยภูมิ, ภิกษุจะอยู่ในขอบเขตนั้นทำกรรมมีอุโบสถเป็นต้นก็ควร, แม้ในกาลฝนแล้ง หรือในฤดูร้อน แม้เมื่อ แม่น้ำและชาติสระแห้งขาด แม่น้ำนั้นนั่นแลจัดเป็นกัปปิยภูมิ ก็ถ้าว่าชนทั้งหลายขุดบ่อ, หรือทำการ เพาะปลูก ในชาตสระที่แห้งขาดนั้น, ที่นั้นย่อมจัดเป็นคามเขต ก็แม่น้ำใดที่กล่าวว่า “ เป็นกัปปิยภูมิ " ภายนอกจากแม่น้ำนั้นไม่เป็นอุทกุกเขปสีมา, ในภายในเท่านั้นเป็นอุทกุกเขปสีมา, เพราะฉะนั้น พึง ทำการกำหนด อุทกุกเขปโดยรอบ ตั้งแต่ที่สุดหมู่คณะไปในภายในแห่งแม่น้ำเป็นต้นเหล่านั้น, ความ สังเขปเรื่องนี้มีเพียงเท่านี้

   ส่วนความพิสดารมีดังต่อไปนี้ ถ้าแม่น้ำไม่ยาวเกินไป, สงฆ์นั่งอยู่ในที่ทั้งปวงตั้งแต่ต้นน้ำ จนถึงปากน้ำ, กรรมด้วยอุทกุกเขปสีมาย่อมไม่มี, แม่น้ำแม้ทั้งสิ้นย่อมพอดีแก่ภิกษุเหล่านั้นเสียแล้ว, ก็คำใดที่พระมหาสุมเถระกล่าวว่า “แม่น้ำเฉพาะที่ไหลเพียงโยชน์หนึ่ง, ในแม่น้ำนั้นต้องละกึ่งโยชน์ ตอนบนเสีย ทํากรรมในกึ่งโยชน์ตอนล่าง จึงควร” ค่านั้นพระมหาปทุมเถระค้านเสียแล้ว จริงอยู่ อัน ประมาณแห่งแม่น้ำ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ ฉะนี้ว่า “ภิกษุณีนุ่งห่มได้ปริมณฑลสาม ข้ามไป ณ เอกเทศแห่งใดแห่งหนึ่งอันตรวาสกเปียก” ดังนี้ แต่โยชน์หนึ่งหรือกึ่งโยชน์หาตรัสไว้ไม่ เพราะฉะนั้น แม่น้ำใดมี ลักษณะดังกล่าวแล้วในหนหลังด้วยอำนาจแห่งสูตรนี้, จะทำสังฆกรรม ตั้งแต่ต้นน้ำแห่ง แม่น้ำนั้น ย่อมควร แต่ถ้าภิกษุมากหลายจะแยกๆ กันทำกรรมในแม่น้ำ นี้ไซร, เธอ ทั้งปวงพึงเว้น อุทกุกเขปอื่นไว้ในระหว่างแดนกำหนดแห่งอุทกุกเขปของตนและของภิกษุ พวกอื่น เพื่อประโยชน์แก่ สีมันตริก, เว้นไว้เกินกว่าอุทกุกเขปหนึ่งนั้น ควรแท้, หย่อน กว่านั้นไม่ควร ในชาตสระและสมุทรก็นัยนี้แล

   ก็แลภิกษุทั้งหลายพากันไปด้วยคิดว่า “เราจักทำสังฆกรรมในแม่น้ำ” ถ้าแม่น้ำเต็มเสมอฝั่ง ฟังนุ่งผ้าอาบน้ำ ทํากรรมภายในแม่น้ำนั่นแล ถ้าไม่อาจ, เพียงสถิตอยู่ในเรือแล้วกระทำเถิด แต่ไม่ควร ทำในเรือซึ่งกำลังเคลื่อนไป เพราะเหตุไร? เพราะว่า ชั่วอุทกุกเขปหนึ่งเท่านั้นเป็นประมาณแห่งสีมา เรือย่อมพาสงฆ์นั่นแลให้ล่วงเลยสีมานั้นไป, เมื่อเป็นเช่นนั้น ญัตติจะอยู่ในสมาหนึ่ง, อนุสาวนาจะอยู่ ในอีกสีมาหนึ่ง, เพราะเหตุนั้นพึงจอดเรือไว้กับหลัก ทอดสมอ หรือผูกที่ต้นไม้ที่เกิดในภายในแม่น้ำ กระทำกรรมก็ควร ภิกษุจะอยู่ที่ร้านซึ่งผูกภายในแม่น้ำก็ดี ที่ต้นไม้ที่เกิดภายในแม่น้ำก็ดี ทำกรรม ก็ ควร, (ดูภาพที่ ๗๐)


   แต่ถ้ากิ่งแห่งต้นไม้ก็ดี ย่านที่ออกจากต้นไม้นั้นก็ดี จรดอยู่ที่วิหารสีมา หรือที่คามสีมานอกฝั่งแม่น้ำ, ต้องชำระสีมาให้เรียบร้อย หรือตัดกิ่งไม้เสีย แล้วจึงทำกรรม จะผูกเรือที่กิ่งแห่งต้นไม้ที่ขึ้นอยู่บนตลิ่ง ซึ่งยื่นลงไปในแม่น้ำ หรือที่ย่านไทรแล้วกระทำกรรม ไม่ควร, เมื่อจะทำ ต้องชำระสีมาให้เรียบร้อย, หรือต้องตัดเสีย ให้การที่กิ่งไม้หรือย่านไทรนั้น ซึ่งจรดในภายนอกขาดจากกัน อนึ่งจะปักหลักที่ฝั่งแม่น้ำแล้ว ทำกรรมในเรือซึ่งผูกที่หลักนั้น ก็ไม่ควรเหมือนกัน (ดูภาพที่ ๗๑)


   ชนทั้งหลายทำสะพานไว้ในแม่น้ำ, ถ้าตัวสะพาน หรือเชิงสะพานอยู่ในภายในแม่น้ำเท่านั้น, ภิกษุทั้งหลายจะสถิตอยู่บนสะพาน ทำกรรม ก็ควร แต่ถ้าตัวสะพาน หรือเชิงสะพานตั้งอยู่บนฝั่ง จะ สถิตอยู่บนสะพานนั้นทำกรรม ไม่ควร, ต้องชำระสีมาให้เรียบร้อยแล้ว จึงทำกรรม ถ้าเชิงสะพานตั้งอยู่ ในแม่น้ำ, ส่วนตัวสะพานเชิดอยู่ในอากาศบนฝั่งทั้งสอง จะทำกรรมย่อมควร (ดูภาพที่ ๗๒)


   แก่งศิลาหรือเกาะ มีอยู่ภายในแม่น้ำ, ใน ๔ เดือนแห่งฤดูฝน เฉพาะกาลฝนตามปกติมีประการ ดังกล่าวแล้วในหนหลัง น้ำท่วมขอบเขตเท่าใด, ที่แก่งศิลาหรือเกาะนั้น ขอบเขตนั้นนับเป็นแม่น้ำ เหมือนกัน แต่ไม่ควรถือเอาโอกาสที่ห้วงน้ำท่วม ในคราวฝนชุกเกินไป เพราะว่าโอกาสนั้นย่อมถึง ความนับว่าเป็นคามสีมาด้วย ชนทั้งหลายเมื่อจะไขน้ำเข้าลำราง ย่อมทำทำนบในแม่น้ำ ถ้าน้ำท่วม หรือเซาะแทงทำนบนั้นไหลไป, จะทำกรรมในที่ซึ่งน้ำไหลทุกแห่ง ย่อมควร แต่ถ้ากระแสน้ำขาดสาย ด้วยทำนบกั้นก็ดี ด้วยถูกถมทำสะพานก็ดี น้ำย่อมไม่ไหล, จะทำกรรมในที่ซึ่งน้ำไม่ไหล ไม่ควร, จะ ทำแม้บนยอดทำนบ ก็ไม่ควร ถ้าขอบเขตแห่งทำนบ บางแห่งถูกน้ำท่วมเหมือนขอบเขตแห่งแก่ง ศิลา และเกาะซึ่งกล่าวแล้วในหนหลัง, จะทำกรรม ณ ขอบเขตแห่งทำนบที่น้ำท่วมถึงนั้น ย่อมควร เพราะ ว่าขอบเขตแห่งทำนบนั้นย่อมนับว่าเป็นแม่น้ำเหมือนกัน ชนทั้งหลายจะกั้นแม่น้ำ ทำให้เป็นบึง, ก่อ คันไว้ที่ปลายน้ำ, น้ำไหลมาขังอยู่เต็มบึง, จะทำกรรมในบึงนี้ ไม่ควร น้ำที่เขาทิ้งเสียในที่ซึ่งไหลตอน บนและตอนล่างแห่งบึงนั้น ย่อมควร จำเดิมแต่ที่ซึ่งล้นแล้วไหลบ่าลงสู่แม่น้ำ ในเมื่อฝนไม่ตก (ในคราวฝนแล้ง) หรือในฤดูหนาวและในฤดูร้อน จะทำกรรมแม้ในแม่น้ำที่แห้ง ย่อมควร, ในลำรางที่เขา ชักออกจากแม่น้ำ ไม่ควร ถ้าลำรางนั้นพังกลายเป็นแม่น้ำในกาลอื่น ย่อมควร แม่น้ำบางสายขึ้น ท่วมคามสีมาและนิคมสีมา ไหลไปตามฤดูกาล, แม่น้ำนั้น ย่อมเป็นแม่น้ำเหมือนกัน, สมควรทำกรรมได้ แต่ถ้าท่วมวิหารสีมา, ย่อมถึงความนับว่าวิหารสีมาด้วยเหมือนกัน

   อันภิกษุทั้งหลายจะทำกรรม แม้ในสมุทรเล่า น้ำที่ขึ้นอย่างสูงย่อมท่วมขอบเขตใด หรือ คลื่นตามปกติมาด้วยกำลังลม ย่อมท่วมขอบเขตใด, ไม่ควรทำกรรมในขอบเขตนั้น แต่คลื่นตามปกติ เกิดขึ้นแล้ว หยุดอยู่แค่ขอบเขตใด, ขอบเขตนั้นจำเดิมแต่ชายน้ำลงไป จัดเป็นภายในสมุทร, ภิกษุทั้งหลายพึงอยู่ในขอบเขตนั้น ทำกรรมเถิด ถ้ากำลังคลื่นรบกวน, พึงสถิตอยู่บนเรือหรือร้าน กระทำกรรม วินิจฉัยในเรือและร้านเหล่านั้น พึงทราบตามนัยที่กล่าวแล้วในแม่น้ำนั่นแล ศิลาดาดมีอยู่ในทะเล, บาง คราว คลื่นมาท่วมศิลาดาดนั้น, บางคราวไม่ท่วม, ไม่ควรทำกรรมบนศิลาดาดนั้น เพราะว่าศิลาดาด นั้นย่อมถึงการนับว่าเป็นคามสีมานั่นแล. แต่ถ้าเมื่อคลื่นมาแล้วหรือไม่มาก็ตาม ย่อมถูกท่วมด้วยน้ำ ตามปกตินั่นเอง จะทำกรรมบนศิลาดาดนั้น ย่อมควร เกาะหรือภูเขา มีอยู่ ถ้าเกาะหรือภูเขานั้น อยู่ ในย่านไกล ไม่เป็นทางไปของพวกชาวประมง, เกาะหรือภูเขานั้น ย่อมนับเข้าเป็นอรัญญสีมานั่นแล ส่วนร่วมในแห่งปลายทางเป็นที่เป็นไปของพวกชาวประมงเหล่านั้น นับเป็นคามสีมา, ไม่ชำระคาม สีมาให้เรียบร้อยแล้ว ทำกรรมที่เกาะภูเขานั้น ไม่ควร ทะเลท่วมคามสีมาหรือนิคมสีมาตั้งอยู่, คงเป็น ทะเล, จะทำกรรมในทะเลนั้น ย่อมควร แต่ถ้าท่วมวิหารสีมา, ย่อมถึงความนับว่า วิหารสีมาด้วย เหมือนกัน.

   อันภิกษุทั้งหลายจะทำกรรมใน ชาตสระเล่า ในฤดูฝนมีประการดังกล่าวแล้วในหนหลัง พอฝนขาด น้ำในสระใดไม่พอดื่ม หรือล้างมือและเท้า แห้งหมด, สระนี้ไม่จัดเป็นชาติสระ, นับว่าเป็นคามเขตนั่นเอง, ไม่ควรทำกรรมในสระนั้น แต่ในฤดูฝนมีประการดังกล่าวแล้ว น้ำขังอยู่ในสระใด, สระนี้แล จัดเป็นชาติสระ ตลอดสี่เดือนฤดูฝนน้ำขังอยู่ในประเทศเท่าใดแห่งชาติสระนั้น, สมควรทำกรรมใน ขอบเขตนั้นได้ ถ้าน้ำลึก, จะผูกร้านแล้วตั้งอยู่บนร้านนั้นก็ดี สถิตอยู่บนร้านที่ผูกไว้บนต้นไม้ที่เกิดภายในชาตสระก็ดี กระทำกรรม ย่อมควร

   ส่วนวินิจฉัยในศิลาดาดและเกาะ ในชาตสระนี้ เป็นเช่นกับที่กล่าวแล้วในแม่น้ำนั่นเอง อนึ่ง ชาตสระที่มีน้ำพอใช้ ในกาลที่ฝนตกเสมอ แม้หากว่า ในคราวฝนแล้งหรือฤดูร้อนและฤดูหนาวจะแห้ง ไม่มีน้ำจะทำสังฆกรรมในชาตสระนั้น ก็ควร ไม่ควรเชื่อถือคำที่ท่านกล่าวไว้ใน อันธกอรรถกถา ว่า “ชาตสระทั้งปวงที่แห้งไม่มีน้ำ ย่อมจัดเข้าเป็นตามเขตไป” แต่ถ้าชนทั้งหลาย ขุดบ่อหรือสระโบกขรณี เป็นต้น เพื่อต้องการน้ำในชาตสระนี้, สถานที่นั้น ไม่เป็นชาตสระ, นับเป็นคามสีมา แม้ในการปลูก น้ำเต้าและแตงโมเป็นต้นที่เขาทำในชาตสระนั้น ก็มีนัยนี้เหมือนกัน อนึ่ง ถ้าชนทั้งหลายถมชาตสระ นั้นให้เต็ม ทำให้เป็นบกก็ดี, ก่อคันในที่สาภาคหนึ่ง ทำชาตสระนั้นทั้งหมดให้เป็นบึงใหญ่ก็ดี, ไม่เป็น ชาตสระแม้ทั้งหมด, นับเป็นคามสีมานั่นเอง ถึงทะเลสาบก็จัดเป็นชาตสระเหมือนกัน จะทำกรรมใน โอกาสเป็นที่ขังน้ำตลอดสี่เดือนในฤดูฝนควรอยู่ นี้เป็นวินิจฉัยในอพัทธสีมาฉะนี้แล

      วิธีการสมมติสีมาและถอนสีมา

   ภิกษุผู้ฉลาดผู้สามารถเมื่อต้องการจะผูกสีมา พึงสมมติสมานสังวาสสีมาก่อน สมมติแดนไม่ อยู่ปราศจากไตรจีวรในภายหลัง ภิกษุเมื่อจะถอนสีมา พึงถอนแดนไม่อยู่ปราศจากไตรจีวรก่อน ถอนสมานสังวาสสีมาในภายหลัง

   กรรมวาจาสมมติสมานสังวาสสีมา

   สุณาตุ เม ภนฺเต สํโฆ, ยาวตา สมนฺตา นิมิตฺตา กิตฺติตา, ยทื สํฆสฺส ปตฺตกลฺลํ, สํโฆ เอเตหิ นิมิตฺเตหิ สีมํ สมฺมนฺเนยฺย สมานสํวาสํ เอกูโปสถํ เอสา ญตฺติ 

   สุณาตุ เม ภนฺเต สํโฆ, ยาวตา สมนฺตา นิมิตฺตา กิตฺติตา, สํโฆ เอเตหิ นิมิตฺเตหิ สีมํ สมฺมนฺนติ สมานสํวาสํ เอกูโปสถํ, ยสฺสายสฺมโต ขมติ เอเตหิ นิมิตฺเตหิ สีมาย สมฺมุติ สมานสํวาสาย เอกูโปสถาย, โส ตุณฺหสฺส ยสฺส นกฺขมติ, โส ภาเสยฺย.  

   สมฺมตา สีมา สํเฆน เอเตหิ นิมิตฺเตหิ สมานสํวา เอกูโปสถา, ขมติ สํฆสฺส, ตสฺมา ตุณฺหี, เอวเมตํ ธารยามิ.(วิ.มหา.๔/๑๓๙/๑๕๑)

            คําแปล

   ท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า นิมิตได้ระบุไว้โดยรอบเพียงใด ถ้าสงฆ์พร้อมกันแล้ว พึง สมมติสมานสังวาสสีมา มีอุโบสถเดียวกัน ด้วยนิมิตเหล่านั้น นี่เป็นญัตติ

   ท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า นิมิตได้ระบุไว้โดยรอบเพียงใด สงฆ์สมมติสมานสังวาสสีมา มีอุโบสถเดียวกัน ด้วยนิมิตเหล่านั้น ท่านรูปใดเห็นด้วยกับการสมมติสมานสังวาสสีมา มีอุโบสถเดียวกัน ด้วยนิมิตเหล่านั้น ท่านรูปนั้นพึงนิ่ง ท่านรูปใดไม่เห็นด้วย ท่านรูปนั้นพึงทักท้วง 

   สมานสังวาสสีมา มีอุโบสถเดียวกัน สงฆ์สมมติแล้ว ด้วยนิมิตเหล่านั้น สงฆ์เห็นด้วย ดังนั้นจึง นิ่ง ข้าพเจ้าขอถืออาการนิ่งนั้นเป็นมติอย่างนี้

   * ฉบับฉัฏฐสังคายนา เป็น เอกุโปสถํ รูปรัสสะเป็น สระ อุ เป็นรูปบาลีแท้ รูปทีฆะเป็น สระ อู เป็นรูปบาลีที่ อาศัยหลักการต่อศัพท์ทางสันสกฤต

   ทั้งภาษาบาลี ทั้งภาษาไทย มีคำว่า สมฺมติ สมฺมุติ, สมฺมติ สมมุติ ซึ่งรากศัพท์มาจากบาลีและสันสกฤต บาลีแท้มีรูปว่า สมฺมติ บาลีที่อาศัยรากศัพท์ทางสันสกฤติมีรูปว่า สมฺมุติ

   สมานสังวาส หมายถึงเขตแดนที่สงฆ์สมมติเพื่อเข้าร่วมอุโบสถและสังฆกรรมอื่นด้วยกัน (ดู วิ. อ. ๑/๕๕/๒๗๘, กงขา. ฎีกา ๑๕๒, ๑๕๕)

   กรรมวาจาสมมติติจีวราวิปปวาสสีมา

   สุณาติ เม ภนฺเต สํโฆ, ยา สา สํเฆน สีมา สมฺมตา สมานสํวาสา เอกูโปสถา, ยทิ สํฆสฺส ปตฺตกลฺลํ, สํโฆ ตํ สีมํ ติจีวเรน อวิปฺปวาสํ สมฺมนฺเนยฺย ฐเปตฺวา คามญฺจ คามูปจารญฺจ, เอสา ญตฺติ.

   สุณาติ เม ภนฺเต สํโฆ, ยา สา สํเฆน สีมา สมฺมตา สมานสํวาสา เอกูโปสถา, สํโฆ ตํ สีมํ ติจีวเรน อวิปฺปวาสํ สมฺมนฺนติ ฐเปตฺวา คามญฺจ คามูปจารญฺจ, ยสฺสายสฺมโต ขมติ เอติสฺสา สีมาย ติจีวเรน อวิปฺปวาสาย สมฺมุติ ฐเปตฺวา คามญฺจ คามูปจารญฺจ,โส ตุณหสฺส. ยสฺส นกฺขมติ, โส ภาเสยฺย.     

   สมฺมตา สีมา สํเฆน สา สีมา สํเฆน ติจีวเรน อวิปฺปวาสา ฐเปตฺวา คามญฺจ คามูปจารญฺจ, ขมติ สํฆสฺส,  ตสฺมา ตุณฺหี, เอวเมตํ ธารยามิ. (วิ.มหา.๔/๑๔๔/๑๕๕-๖)

               คำแปล

   ท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า สมานสังวาสสีมามีอุโบสถเดียวกันแห่งใดที่สงฆ์สมมติแล้ว ถ้าสงฆ์พร้อมกันแล้ว พึงสมมติสีมานั้นให้เป็นแดนไม่อยู่ปราศจากไตรจีวร เว้นหมู่บ้านและอุปจารหมู่บ้าน นี่เป็นญัตติ

   ท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า สมานสังวาสสีมามีอุโบสถเดียวกันแห่งใดที่สงฆ์สมมติแล้ว สงฆ์สมมติสีมานั้นให้เป็นแดนไม่อยู่ปราศจากไตรจีวร เว้นหมู่บ้านและอุปจารหมู่บ้าน ท่านรูปใดเห็นด้วยกับการสมมติสีมานั้นให้เป็นแดนไม่อยู่ปราศจากไตรจีวร ท่านรูปนั้นพึงนิ่ง ท่านรูปใดไม่เห็นด้วย ท่านรูปนั้นฟังทักท้วง

   สีมานั้นสงฆ์ได้สมมติให้เป็นแดนไม่อยู่ปราศจากไตรจีวร เว้นหมู่บ้านและอุปาจารหมู่บ้านแล้ว สงฆ์เห็นด้วย ดังนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้าขอถืออาการนิ่งนั้นเป็นมติอย่างนี้

   กรรมวาจาถอนติจีวราวิปปวาสสีมา

   สุณาติ เม ภนฺเต สํโฆ, โย โส สํเฆน ติจีวเรน อวิปฺปวโส สมฺมโต, ยทิ สํฆสฺส ปตฺตกลฺลํ, สํโฆ ตํ ติจีวเรน อวิปฺปวาสํ สมูหเนยฺย, เอสา ญตฺติ.

   สุณาติ เม ภนฺเต สํโฆ, โย โส สํเฆน ติจีวเรน อวิปฺปวาโส สมฺมโต, สํโฆ ตํ ติจีวเรน อวิปฺปวาสํ สมูหนฺติ, ยสฺสายสฺมโต ขมติ เอตสฺส ติจีวเรน อวิปฺปวาสสฺส

   สมุคฺฆาโต, โส ตุณฺหสส. ยสฺส นกขมติ, โส  ภาเสยฺย. 

สมูหโต โส สํเฆน ติจีวเรน อวิปฺปวาโส, ขมติ สํฆสฺฺส, ตสฺมา ตุณฺหี, เอวเมตํ ธารยามิ (วิ.มหา.๔/๑๔๕/๑๕๒)

                 คำแปล

   ท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า แดนไม่อยู่ปราศจากไตรจีวรแห่งใดที่สงฆ์สมมติไว้แล้ว ถ้าสงฆ์พร้อมกันแล้ว สงฆ์พึงถอนแดนไม่อยู่ปราศจากไตรจีวรนั้น นี่เป็นญัตติ

   ท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า แดนไม่อยู่ปราศจากไตรจีวรแห่งใดที่สงฆ์สมมติไว้แล้ว สงฆ์ถอนแดนไม่อยู่ปราศจากไตรจีวรแห่งนั้น ท่านรูปไดเห็นด้วยกับการถอนแดนไม่อยู่ปราศจากไตรจีวรแห่งนั้น ท่านรูปนั้นพึงนิ่ง ท่านรูปใดไม่เห็นด้วย ท่านรูปนั้นพึงทักท้วง

   แดนไม่อยู่ปราศจากไตรจีวรแห่งนั้น สงฆ์ถอนแล้ว สงฆ์เห็นด้วย ดังนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้าขอถืออาการนิ่งนั้นเป็นมติอย่างนี้

        กรรมวาจาถอนสมานสังวาสสีมา

   สุณาตุ เม ภนฺเต สํโฆ, ยา สา สํเฆน สีมา สมฺมตา สมานสํวาสา เอกูโปสถา, ยทิ สํฆสฺส ปตฺตกลฺลํ, สํโฆ ตํ สีมํ สมูหเนยฺย สมานสํวาสํ เอกูโบสถํ, เอสา ญตฺติ.

   สุณาตุ เม ภนฺเต สํโฆ, ยา สา สํเฆน สีมา สมฺมตา สมานสํวาสา เอกูโปสถา, สํโฆ ตํ สีมํ สมูหนติ สมานสํวาสํ เอกูโบสถํ, ยสฺสายสฺมโต ขมติ เอติสฺสา สีมาย สมานสํวาสาย เอกูโปสถาย, สมุคฺฆาโต, โส ตุณฺหสฺส ยสฺส นกฺขมติ, โส ภาเสยฺย.

   สมูหตา สา สีมา สํเฆน สมานสํวาสา เอกูโปสถา, ขมติ สํฆสฺส, ตสฺมา ตุณฺหี, เอวเมตํ ธารยามิ (วิ.มหา.๔/๑๔๖/๑๕๗)

                คําแปล

   ท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า สมานสังวาสสีมามีอุโบสถเดียวกันแห่งใดที่สงฆ์สมมติแล้ว ถ้าสงฆ์พร้อมกันแล้ว พึงถอนสมานสังวาสสีมา มีอุโบสถเดียวกัน นี่เป็นญัตติ

   ท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า สมานสังวาสสีมา มีอุโบสถเดียวกันแห่งใดที่สงฆ์สมมติแล้ว สงฆ์ถอนสมานสังวาสสีมา มีอุโบสถเดียวกันนั้น ท่านรูปใดเห็นด้วยกับการถอนสมานสังวาสสีมา มี อุโบสถเดียวกันนั้น ท่านรูปนั้นพึงนิ่ง ท่านรูปใดไม่เห็นด้วย ท่านรูปนั้นพึงทักท้วง

   สมานสังวาสสีมา มีอุโบสถเดียวกัน สงฆ์ถอนแล้ว สงฆ์เห็นด้วย ดังนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้าขอถือ อาการนิ่งนั้นเป็นมติอย่างนี้

   การป่าวประกาศด้วยกรรมวาจา ตั้งญัตติ แสดงมติความเห็นชอบร่วมกันเป็นเอกฉันท์ นั้นก็เพื่อการย่อมรับว่าดีแห่งสงฆ์(สมานฉันท์เป็นหนึ่งเดียวกัน) ส่วนลำดับกิจก่อนหลังก็เพื่อความผาสุขแห่งสงฆ์ คือกิจกับสิกขาบทจักไม่ย้อนแย้งกัน(นิสสยะอักษรปัลลวะ)


[full-post]

วินัย,วินัยปิฎก,สีมา,สีมาวินิจฉัย,

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.