ทำบุญช่วยพระไม่ให้ต้องอาบัติ (๔)
------------------------------
บุญที่ช่วยรักษาพระศาสนาได้จริง
ชาวบ้านถวายเงินให้พระโดยวิธีปวารณาคือบอกกล่าวให้พระทราบว่า ขอถวายปัจจัยเป็นจำนวนเท่านี้ ๆ แต่ตัวเงินอยู่ที่ไวยาวัจกร
ถวายเงินด้วยวิธีเช่นนี้ พระก็ไม่ต้องอาบัติเพราะรับเงิน
ครั้นเมื่อถึงคราวจำเป็นต้องการของฉันของใช้อันสมควรแก่สมณบริโภค พระก็บอกแก่ไวยาวัจกร
ไวยาวัจกรก็ไปดำเนินการจัดซื้อจัดหาของฉันของใช้ที่พระต้องการ-และที่สำคัญต้องเป็นของที่สมควรแก่สมณบริโภคเท่านั้น-ตามวงเงินที่พระรูปนั้นมีสิทธิ์ใช้ตามที่โยมปวารณามอบไว้
เมื่อจัดซื้อจัดหาด้วยวิธีเช่นนี้ พระก็ไม่ต้องอาบัติเพราะซื้อขายอันเป็นศีลอีกข้อหนึ่งที่มีพุทธบัญญัติห้ามไว้
นี่คือวิธีรับเงิน-ใช้เงินตามวิถีชีวิตสงฆ์
จะเห็นได้ว่า ไม่ต้องรับตัวเงินตรง ๆ พระก็มีวิธีรับเงินได้โดยไม่ต้องละเมิดศีล
ไม่ต้องกำเงินไปซื้อของฉันของใช้อันสมควรแก่สมณบริโภคตรง ๆ พระก็มีวิธีซื้อของได้โดยไม่ต้องละเมิดศีล
นั่นคือ รับเงิน-ใช้เงินผ่านไวยาวัจกร
ง่าย ๆ
แต่ยากมาก-โดยเฉพาะในโลกคือสังคมไทยปัจจุบันวันนี้ด้วยแล้ว-ยากที่สุดในโลก
นั่นคือ-เราจะไปหาไวยาวัจกรมาจากไหน?
ปัญหานี้คือหลุมดำขนาดมหึมาที่ขวางหน้าพระภิกษุสามเณรในคณะสงฆ์ไทย ทั้งในเมืองไทยและทุกแห่งทั่วโลก
..........................
ไวยาวัจกรคือใคร?
คำว่า “ไวยาวัจกร” แปลว่า “ผู้ทำการขวนขวายช่วยเหลือ” หมายถึง ผู้ทำกิจธุระแทนสงฆ์, ผู้ช่วยขวนขวายทำกิจธุระของสงฆ์, ผู้ช่วยเหลือรับใช้พระ
ในทางปฏิบัติ “ไวยาวัจกร” คือผู้ทำหน้าที่ช่วยเหลือพระและวัดในกิจทั่วไป ไม่ได้เจาะจงเฉพาะเรื่องการเงิน หากแต่ทุกเรื่อง ไม่ว่าจะในยามปกติหรือในคราวที่มีพิธีหรือการจัดงานใด ๆ ก็ตาม
แต่ทุกวันนี้ “ไวยาวัจกร” ถูกกฎหมายยึดเอาไปเป็น “เจ้าหน้าที่ของทางราชการ” ไปเสียแล้ว พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๕๔ บอกไว้ว่า -
.........................................................
ไวยาวัจกร : (คำนาม) คฤหัสถ์ผู้ได้รับแต่งตั้งให้มีหน้าที่เบิกจ่ายนิตยภัตและมีอํานาจหน้าที่ดูแลรักษาจัดการทรัพย์สินของวัดตามที่เจ้าอาวาสมอบหมายเป็นหนังสือ. (ป. เวยฺยาวจฺจกร).
.........................................................
จะเห็นได้ว่า ไวยาวัจกรตามกฎหมายทำหน้าที่เพียง ๒ อย่าง คือ -
๑ เบิกจ่ายนิตยภัต
๒ ดูแลรักษาจัดการทรัพย์สินของวัด
.........................................................
“นิตยภัต” หมายถึง เงินที่ทางราชการจัดถวายพระภิกษุที่มีตำแหน่งหน้าที่ในคณะสงฆ์ตามที่มีกฎหมายหรือระเบียบกำหนดไว้
.........................................................
จะให้ไวยาวัจกรมาคอยรับเงินที่มีผู้ถวายแทนพระ และให้ไปจับจ่ายซื้อของฉันของใช้ที่พระต้องการแทนพระ ไม่ได้อีกแล้ว
ตัวไวยาวัจกรนั่นเองจะวางมาดทันที - “ไม่ใช่หน้าที่”
........................
คนที่เรียกว่า “ไวยาวัจกร” นั้น มีมาตั้งสมัยพุทธกาล เป็นบุคคลที่สำคัญมาก พระวินัยให้สิทธิ์ “กินก่อนพระ” ได้ เทียบเท่ากับพ่อแม่พระนั่นเลย
เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่คนทั่วไปไม่รู้ ผมว่า-แม้แต่ตัวผู้ที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นไวยาวัจกรตามวัดต่าง ๆ ก็ไม่รู้!-ขอพูดให้กระทบใจไว้อีกเรื่องหนึ่ง
อาหารที่ภิกษุไปบิณฑบาตได้มาและยังไม่ได้ฉัน เรียกเป็นศัพท์วิชาการว่า “อนามัฏฐบิณฑบาต” (อะ-นา-มัด-ถะ-บิน-ดะ-บาด) แปลว่า “บิณฑบาตที่ยังมิได้แตะต้อง”
อาหารบิณฑบาตที่ยังมิได้แตะต้องนั้น จะหยิบยื่นให้ฆราวาสกินก่อนมิได้ ผิดพระวินัย ถือว่าเป็นการทำศรัทธาไทยให้ตกไป
“ศรัทธาไทย” คือของที่เขาถวายด้วยศรัทธา
ทำศรัทธาไทยให้ตกไป คือทำของที่เขาถวายด้วยศรัทธาให้เสียหาย คือเสียความตั้งใจที่ถวายเพื่อให้ภิกษุฉัน แต่กลับเอาไปให้ผู้อื่นกินก่อน
แต่ทั้งนี้ยกเว้นบุคคล ๖ จำพวก ที่มีพุทธานุญาตให้กินอาหารที่ภิกษุไปบิณฑบาตได้มาและยังไม่ได้ฉันก่อนได้
.........................................................
บุคคล ๖ จำพวก มีดังนี้ -
(๑) บิดามารดาของของภิกษุรูปนั้น
(๒) คนที่ปฏิบัติดูแลบิดามารดาของภิกษุรูปนั้น นี่แสดงว่าภิกษุเลี้ยงพ่อแม่ กิจอะไรที่ทำให้พ่อแม่ด้วยตัวเองไม่ได้เพราะผิดวินัย เช่นจับต้องตัวแม่ ก็สามารถมอบหมายให้คนอื่นทำแทนได้ และคนที่ทำแทนนั้นพระวินัยให้สิทธิ์เสมอกับพ่อแม่
(๓) ไวยาวัจกร คือคนที่พระมอบหมายให้ทำงานบางอย่างแทนพระ หรือผู้ที่อยู่รับใช้ทำกิจของวัด
(๔) คนเตรียมบวชที่มาอยู่ในวัด ซึ่งกำลังฝึกหัดกิริยามารยาทหรือวัตรปฏิบัติต่าง ๆ เพื่อเตรียมที่จะเป็นพระ ภาษาพระวินัยเรียกว่า “บัณฑุปลาส” ภาษาชาวบ้านไทยเรียกว่า “นาค”
(๕) คนร้ายที่บุกเข้ามาในวัด ซึ่งอาจทำอันตรายแก่พระ หรือทำเหตุเสียหายให้แก่วัดได้ เรียกเป็นศัพท์ว่า “ทามริก” (ทา-มะ-ริก)
(๖) เจ้านายหรือผู้ปกครองบ้านเมืองซึ่งผ่านเข้ามา และเป็นบุคคลที่อาจสนับสนุนหรือทำลายพระศาสนาได้ ในคัมภีร์ใช้คำว่า “อิสรชน”
บุคคล ๖ จำพวกนี้ ภิกษุเอาอาหารบิณฑบาตที่ตนยังไม่ได้ฉันให้กินก่อนได้ ไม่ผิดวินัย ไม่นับว่าเป็นการทำศรัทธาไทยให้ตกไป
.........................................................
ศึกษาเรื่องนี้ได้จากคัมภีร์สมันตปาสาทิกา ภาค ๑ ตติยปาราชิกวัณณนา
https://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=1&i=203
.........................................................
เพราะไวยาวัจกรทำงานรับใช้พระ ช่วยพระไม่ให้ต้องอาบัติในหลาย ๆ เรื่อง เป็นบุคคลที่มีอุปการคุณแก่พระเป็นอันมาก ท่านจึงอนุญาตให้กินก่อนพระได้
แต่กฎหมายไทยมากำหนดหน้าที่ของไวยาวัจกรไว้แค่เบิกจ่ายนิตยภัตและดูแลรักษาจัดการทรัพย์สินของวัด ไม่มีหน้าที่รับใช้พระเหมือนกับที่ไวยาวัจกรเคยทำมาแต่ครั้งพุทธกาล
คู่ควรแล้วหรือกับสิทธิที่กินก่อนพระได้?
แล้วจะทำอย่างไร?
ก็ต้องปล่อยไป ลืมไวยาวัจกรไปเสีย กฎหมายไทยกำหนดให้เขาอยู่คนละโลกกับการรับใช้พระไปแล้ว
แต่ก็ไม่มีกฎหมายหรือระเบียบหรือค่านิยมใด ๆ ที่ห้ามไม่ให้ชาวบ้านเข้าไปรับใช้พระหรือรับใช้วัด
เพราะฉะนั้น ชาวบ้านก็ยังสามารถเข้าไปรับใช้พระหรือรับใช้วัดได้เหมือนกับที่เคยทำกันมาในอดีต
เพียงแต่อย่าไป (บังอาจ) เรียกว่า “ไวยาวัจกร” เข้าก็แล้วกัน
นอกจากคำว่า “ไวยาวัจกร” แล้ว ยังมีคำอื่นที่ใช้เรียกคนที่รับใช้พระหรือรับใช้วัดได้อีก เช่น -
(๑) “กัปปิยการก” แปลว่า “ผู้ทำให้ถูกต้องเหมาะสม” หมายความว่า ผู้เข้ามาช่วยพระให้ทำถูกต้องตามพระวินัย คือไม่ละเมิดศีล และเหมาะสมแก่วิถีชีวิตสงฆ์
พระกำเงินไปซื้อของเอง ผิดพระวินัย ละเมิดศีล
กัปปิยการกรับหน้าที่ไปซื้อแทนพระ นี่คือช่วยพระให้ทำถูกต้องตามพระวินัย ไม่ละเมิดศีล นี่คือความหมายของคำว่า “กัปปิยการก”
(๒) “อารามิกชน” (อา-รา-มิ-กะ-ชน) แปลตามศัพท์ว่า “คนผู้อยู่ในอาราม” ตามศัพท์ควรหมายถึงนักบวช กล่าวเฉพาะในพระพุทธศาสนาก็หมายถึงพุทธบริษัทฝ่ายบรรพชิต คือ ภิกษุ ภิกษุณี สามเณร สามเณรี
แต่เท่าที่พบในคัมภีร์ “อารามิก” หมายถึง คนที่อยู่ในวัด แต่มิได้เป็นบรรพชิต
ต้นเรื่องในคัมภีร์กล่าวไว้ว่า พระสาวกรูปหนึ่ง ชื่อพระปิลินทวัจฉะ เป็นชาวเมืองสาวัตถี ท่านบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ คราวหนึ่งจาริกมาถึงเมืองราชคฤห์ พบเงื้อมเขาแห่งหนึ่ง ทำเลสงบสงัดดี จึงช่วยกันกับภิกษุอื่น ๆ จัดแจงปรับสถานที่สำหรับเป็นที่ปลีกวิเวก
พระเจ้าพิมพิสารราชาแห่งมคธรัฐทรงทราบ จึงตรัสสั่งให้จัดคนไปช่วยทำกิจนั้นโดยวิธียกหมู่บ้านแห่งหนึ่งให้เป็น “อารามิก” (คำว่า “อารามิก” พระไตรปิฎกภาษาไทยแปลว่า “คนทำการวัด”) คนในหมู่บ้านนั้นทั้งหมดมีฐานะเป็นคนทำงานให้วัด หมู่บ้านนั้นมีฐานะเป็นเอกเทศจากบ้านเมือง คือเป็นเหมือนสมบัติของวัด บ้านเมืองไม่เข้าไปใช้อำนาจ เช่นไม่เก็บภาษี ไม่เกณฑ์คนในหมู่บ้านไปสงครามเป็นต้น
ในเมืองไทยเราก็เคยมีธรรมเนียมยกหมู่บ้านถวายวัดแบบนี้ มีคำเรียกคนที่ทำงานรับใช้วัดว่า “ข้าพระ โยมสงฆ์”
“อารามิกชน” ที่สังคมไทยสมัยหนึ่งรู้จักกันดีคือ เด็กวัด
(๓) “อุปัฏฐาก” แปลตรงตัวว่า “ผู้รับใช้” (servitor, personal attendant, servant) สมัยก่อนจะมีคน-มักจะสูงอายุหน่อย-ทำหน้าที่นี้ประจำอยู่ตามวัดต่าง ๆ เรียกรู้กันว่า อุปัฏฐากวัดนี้ อุปัฏฐากวัดโน้น
.........................................................
สมัยผมเป็นเด็กวัดหนองกระทุ่ม อำเภอปากท่อ ลุงเปล่งบ้านอยู่ข้างวัดเป็นอุปัฏฐาก เอ่ยชื่อลุงเปล่งก็จะมีสร้อยตามมาว่า “อุปัฏฐากวัดหนองกระทุ่ม”
.........................................................
ใครทำหน้าที่รับเงินเก็บเงินที่มีผู้ถวายพระ ไม่ว่าจะเรียกกัปปิยการก อารามิกชน เด็กวัด หรืออุปัฏฐาก (อย่าเผลอไปเรียก “ไวยาวัจกร” เข้าก็แล้วกัน นั่นเขาอยู่คนละโลกแล้ว!) เวลาพระต้องการจะซื้ออะไร-ที่สมควรแก่สมบริโภค พระก็จะไปบอกโยมคนนั้น โยมคนนั้นก็จะไปจัดการซื้อหาให้ตามวงเงินที่พระรูปนั้นมีสิทธิ์ใช้ตามที่โยมปวารณามอบไว้
เมื่อจัดซื้อจัดหาด้วยวิธีเช่นนี้ พระก็ไม่ต้องอาบัติเพราะซื้อขายอันเป็นศีลอีกข้อหนึ่งที่มีพุทธบัญญัติห้ามไว้
นี่คือวิธีรับเงิน-ใช้เงินตามวิถีชีวิตสงฆ์-ดังที่พูดไว้ตอนต้นของตอนนี้
แต่ปัญหาก็คือ ตามสภาพสังคมไทย ณ วันนี้ พระท่านจะไปหากัปปิยการก อารามิกชน เด็กวัด หรืออุปัฏฐากมาจากที่ไหน?
คนที่บอกว่าห่วงพระศาสนา เคยช่วยคิดเรื่องนี้กันบ้างไหม?
พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย
ภาคีสมาชิก ราชบัณฑิตยสภา
๒๑ มีนาคม ๒๕๖๗
๑๒:๐๑
[full-post]

แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ