ทำบุญช่วยพระไม่ให้ต้องอาบัติ (๙)-จบ
------------------------------
บุญที่ช่วยรักษาพระศาสนาได้จริง
ที่ภาษานักเลงบอกไว้ว่า “อย่าเพิ่งถอดใจ” หมายความว่า อย่าเพิ่งเลิกคิด
ไม่ว่าใครจะมองอย่างไร ก็อย่าเลิกคิดเรื่องชักชวนให้คนทำบุญด้วยการช่วยพระไม่ให้ต้องอาบัติ
วิธีที่แสดงว่าไม่ถอดใจหรือไม่เลิกคิดก็คือ --
ไม่ใช่โอกาสก็เฉยไว้ รอโอกาส
แต่ถ้าใช่โอกาส เป็นโอกาสแล้ว ทำทันที
ปลุกความคิดให้เกิดขึ้นในสังคมไทยว่า การช่วยพระไม่ให้ต้องอาบัติเป็นการทำบุญที่มีอานิสงส์ยิ่งใหญ่ไพศาล เพราะช่วยรักษาพระศาสนาได้อย่างแท้จริง
.........................................................
ต้องอาบัติคือละเมิดศีล
ละเมิดศีลคือทำลายพระศาสนา
ช่วยพระไม่ให้อาบัติคือช่วยรักษาพระศาสนา
การช่วยพระไม่ให้ต้องอาบัติเป็นการทำบุญที่เรียกว่า “ไวยาวัจมัย” เป็น ๑ ใน ๑๐ ของวิธีทำบุญตามคำสอนในพระพุทธศาสนา ตรงกับที่คนสมัยใหม่รู้จักกันในนาม “จิตอาสา”
คนไทยมีจิตอาสาในเรื่องอื่น ๆ ได้ ก็ต้องมีจิตอาสาในการเป็นกัปปิยการก/อารามิกชน/อุปัฏฐากวัด ได้ด้วย
.........................................................
พูดได้ พูด
บอกได้ บอก
ชวนได้ ชวน
แม้แต่ในคณะสงฆ์ที่ท่านไม่คิดจะช่วยตัวเองนั้นเองก็อย่าละเว้น
รู้จักคุ้นเคยกับเจ้าอาวาสวัดไหน หลวงพ่อหลวงลุงหลวงน้าหลวงพี่รูปไหน มีโอกาสบอกท่านได้ บอก
รู้จักคุ้นเคยกับเจ้าคณะตำบล เจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะภาค เจ้าคณะใหญ่ กรรมการมหาเถรสมาคมรูปไหน มีโอกาสบอกท่านได้ บอก
.........................................................
ไม่ต้องเกณฑ์ให้ท่านเห็นด้วย
ไม่ต้องหวังว่าท่านจะเห็นด้วย
แต่ให้ระลึกไว้เสมอว่า-พูดยังไงท่านก็ไม่เอาด้วย
ตั้งอารมณ์ไว้อย่างนี้ เราจะไม่รู้สึกว่าเหนื่อยเปล่าหรือขาดทุน
.........................................................
และแม้แต่กับคนในสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดใกล้บ้านเราซึ่งมีอยู่ทุกจังหวัดนั่นด้วย มีโอกาสพูด มีโอกาสคุย ก็อย่าละเว้น
ตั้งอารมณ์อย่างที่ผมเรียกว่า “ลมพัดใบไม้ไหว” --
เราไม่ใช่นายเขา เขาไม่ฟังเราหรอก
ถึงฟังเขาก็ไม่เชื่อเราหรอก
แต่อย่างน้อยที่สุด-เขาก็ได้ยิน
ตัวเราผู้คิด ผู้บอก อยู่ได้ไม่นานก็ต้องไป
แต่ความคิด คำบอกของเราอยู่ไปได้อีกนาน
สักวันหนึ่ง คนที่มีบารมี มีความสามารถมากกว่าเรา มาได้ยินความคิดนี้ เขาอาจเอาไปทำให้เกิดผลสำเร็จขึ้นมาได้
..........................
วิธีหนึ่งที่น่าทำ คือ หาคนที่มีพรสวรรค์ในการชักชวนผู้คน
ขออนุญาตเล่าเรื่องจริงที่วัดมหาธาตุราชบุรี
วัดมหาธาตุราชบุรีทำบุญวันพระตลอดทั้งปี (วัดทั่วไปทำบุญวันพระเฉพาะช่วงเวลาเข้าพรรษา) มีขันบริจาค ๓ ขัน คือขันกัณฑ์เทศน์ ขันครัวสงฆ์ และขันน้ำปานะ ตั้งขันไว้กับที่ ใครมีศรัทธาจะบริจาคขันไหน เชิญตามศรัทธาอัธยาศัย
ขยายความหน่อยเพื่อความเข้าใจที่ดี
๑ ขันกัณฑ์เทศน์ ไม่ต้องพูด รู้จักกันทั่วไปอยู่แล้ว
๒ ขันครัวสงฆ์ วัดมหาธาตุมีครัวสงฆ์ ทำอาหารถวายพระตอนเพล บางทีก็เช้าด้วยตามโอกาส อาหารแห้งที่พระไปบิณฑบาตได้มาหรือที่มีคนเอามาทำบุญวันพระหรือวันอื่น ๆ จะเก็บไว้ที่ครัวสงฆ์ มีแม่ครัวมาปรุงถวายพระเป็นประจำ
๓ ขันน้ำปานะ สำหรับจัดหาน้ำปานะถวายพระตอนบ่าย รวมทั้งเลี้ยงญาติโยมที่มาถืออุโบสถ ตลอดจนคนทั่วไปที่มาหาพระหรือมาด้วยกิจใด ๆ แล้วผ่านไปทางโรงครัวที่เลี้ยงน้ำ ก็จะมีน้ำปานะเลี้ยง
เฉพาะขันน้ำปานะ จะมีโยมผู้หญิงคนหนึ่งมาทำบุญวันพระเป็นประจำ ขออนุญาตถือขันเดินบอกบุญทั่วศาลา ทำเพราะอยากทำ ทำด้วยความสุข บุคลิกของโยมคนนี้ถือขันไปทางไหนไม่มีใครรังเกียจ ไม่มีใครรำคาญ ไม่มีใครรู้สึกว่าเป็นการรบกวนหรือรีดไถ ไม่ต้องเดินไปใส่ขันเอง มีคนบริการให้ถึงที่ มีแต่ยินดีบริจาค คนอื่นทำไม่ได้ เลียนแบบกันไม่ได้ เป็นบุคลิกประจำตัว
..........................
คนที่ถนัดในการชวนคนให้ทำบุญช่วยพระไม่ให้ต้องอาบัติ ต้องมีอยู่แน่ ๆ เพียงแต่เราไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน ถ้าหาคนแบบนี้เจอ โอกาสที่จะทำงานนี้สำเร็จก็มีได้ไม่ยาก
แม้แต่ในหมู่พระด้วยกันนั่นเองก็ต้องมี นึกออกไหมครับ พระที่หาเงินเก่ง สร้างโบสถ์สร้างศาลา เงินเป็นสิบล้านหาได้อย่างน่าอัศจรรย์ เพราะท่านมีบุคลิกในทางนั้น
พระที่ถนัดชวนโยมให้ทำบุญไวยาวัจมัยก็ต้องมี เพียงแต่ใช้คนให้ถูกงาน-ใช้งานให้ถูกคน โอกาสที่จะทำงานนี้สำเร็จก็มีได้ไม่ยาก
..........................
คราวนี้-สมมุติว่า-กัปปิยการก/อารามิกชน/อุปัฏฐากวัด มีอยู่พร้อมบริบูรณ์ทุกวัด ถึงตอนนั้น การละเมิดศีลเรื่องรับเงินเองใช้เงินเอง หรือต้องทำนั่นนี่โน่นเองทั้ง ๆ ที่ผิดศีล เพราะไม่มีใครช่วยทำ ก็จะไม่เกิดขึ้น
ก็จะเหลือเฉพาะการละเมิดศีลที่พระท่านทำตัวเองล้วน ๆ เช่น-ฉันข้าวค่ำ ร่ำสุรา เกาะแกะสีกา ขี้เกียจสวดมนต์ ฯลฯ ซึ่งเป็นความบกพร่องที่เกิดจากตัวพระเอง
คราวนี้ญาติโยมก็มีสิทธิ์ที่จะ “ซัด” พระได้เต็มที่
โยมอุตส่าห์ช่วยท่านถึงเพียงนี้แล้ว ทำไมท่านไม่ช่วยตัวท่านเองด้วย ทำไมท่านยังทำอย่างนี้ - ซัดได้เลย
ตรงนี้คือข้อน่าคิดเรื่องที่ ๒ ของคนที่ออกมาเบรก-ที่ว่า-ช่วยเรื่องนี้ได้ พระท่านก็ไปละเมิดเรื่องโน้นอีก --
ถ้าท่านทำ เราก็มีสิทธิ์ที่จะ “ซัด” ท่านได้เต็มที่เพื่อให้ท่านหยุด
ใครที่ไม่ช่วย-ไม่คิดช่วยพระไม่ให้ต้องอาบัติ
เมื่อพระทำผิด ท่านไม่มีสิทธิ์ที่จะมาตำหนิพระ
แต่เมื่อเราช่วยพระถึงขนาดนี้แล้ว พระก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะอ้างเพื่อละเมิดศีลได้เลย
..........................
วิถีชีวิตพระเปรียบเหมือนนักมวยขึ้นเวที
ละเมิดศีล เปรียบเหมือนถูกชกล้มลงไปกองกับพื้นเวที
ละเมิดศีลมาแล้ว ตั้งใจที่จะไม่ละเมิดอีก เปรียบเหมือนลุกขึ้นมาสู้ต่อ
ปฏิบัติไม่ได้ ลาจากวิถีชีวิตสงฆ์ออกไป เปรียบเหมือนลงจากเวที
ละเมิดศีลเรื่อยไป ไม่ตั้งใจจะรักษาศีล แต่ไม่ลาจากวิถีชีวิตสงฆ์ นั่นไม่ใช่วิสัยของอารยชน
เปรียบเหมือนนักมวยถูกชกลงไปกองกับพื้นเวที
ถ้ายังอยู่บนเวที ต้องลุกขึ้นมาสู้
ถ้าไม่ลุก ก็ต้องลงจากเวทีไป
จะอยู่บนเวทีด้วย นอนกองอยู่กับพื้นด้วย
ไม่ใช่วิสัยของนักมวย
..........................
จบเรื่องทำบุญช่วยพระไม่ให้ต้องอาบัติแต่เพียงนี้
ท่านที่ทำบุญนี้อยู่แล้ว ผมขออนุโมทนาสาธุเป็นอย่างยิ่ง
ท่านที่คิดจะทำบุญนี้ ก็ขออนุโมทนาสาธุด้วยเช่นกัน
พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย
ภาคีสมาชิก ราชบัณฑิตยสภา
๒๔ มีนาคม ๒๕๖๗
๑๘:๔๑
[full-post]

แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ