ทำบุญช่วยพระไม่ให้ต้องอาบัติ (๘)

------------------------------

บุญที่ช่วยรักษาพระศาสนาได้จริง

ข้อความเต็ม ๆ ของคุณสมบัติของภิกษุผู้ควรจะรักษาพระศาสนาไว้ได้ ที่จะนำมาศึกษาต่อไปนี้มีอยู่ในคัมภีร์แบบเรียนบาลีของคณะสงฆ์ไทย 

แต่ผมเชื่อว่า นักเรียนบาลีของเรา-ไม่ว่าจะเรียนจบแล้วหรือยังไม่จบ จะลืมหมดแล้วหรือไม่ก็นึกไม่ออกว่าอยู่ในคัมภีร์อะไร เพราะเราเรียนบาลีเพื่อสอบได้ ไม่ได้เรียนเพื่อเอาความรู้-ความข้อนี้ตั้งใจพูดให้กระทบใจครับ บอกเสียเลย

..........................

ข้อความเต็ม ๆ ของคุณสมบัติของภิกษุผู้ควรจะรักษาพระศาสนาไว้ได้ เป็นดังนี้ -

.........................................................

สีลวา  โหติ  ปาติโมกฺขสํวรสํวุโต  วิหรติ  อาจารโคจรสมฺปนฺโน  อนุมตฺเตสุ  วชฺเชสุ  ภยทสฺสาวี  สมาทาย  สิกฺขติ  สิกฺขาปเทสุ  พหุสฺสุโต  โหติ  สุตธโร  สุตสนฺนิจโย.

แปลถอดความดังนี้ -

สีลวา  โหติ  

เป็นผู้ทรงศีล 

ปาติโมกฺขสํวรสํวุโต  วิหรติ

สำรวมระวังอยู่ในพระปาติโมกข์

อาจารโคจรสมฺปนฺโน 

ถึงพร้อมด้วยมรรยาทและโคจร (คือความประพฤติปฏิบัติอันสมควรแก่ภูมิเพศบรรพชิต)

อนุมตฺเตสุ  วชฺเชสุ  ภยทสฺสาวี 

โทษผิดเพียงเล็กน้อยก็เห็นว่าเป็นภัยน่ากลัวไม่กล้าล่วงละเมิด

สมาทาย  สิกฺขติ  สิกฺขาปเทสุ 

ปฏิบัติอย่างมั่นคงอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย

พหุสฺสุโต  โหติ  สุตธโร  สุตสนฺนิจโย.

เป็นพหูสูต ทรงความรู้ ใฝ่หาความรู้

ที่มา: สิกขาบทที่ ๑ โอวาทวรรค ปาจิตตียกัณฑ์ วินัยปิฎก มหาวิภังค์ ภาค ๒ 

พระไตรปิฎกเล่ม ๒ ข้อ ๔๐๗ และที่อื่นๆ อีกหลายแห่ง

.........................................................

ในคัมภีร์วิภังคปกรณ์ พระอภิธรรมปิฎก แสดงลักษณะของพระผู้ปฏิบัติขัดเกลาตนเองขึ้นต้นเหมือนกัน แต่ขยายความเพิ่มเติมออกไปอีก พึงศึกษาดูเถิด

https://84000.org/tipitaka/read/?35/599

.........................................................

คำว่า “ภยทสฺสาวี” นั้นสำคัญมาก หมายถึงเห็นว่าการละเมิดศีลเป็นภัย คือเป็นเรื่องน่ากลัว ไม่กล้าละเมิด

แต่พระสงฆ์ในปัจจุบันท่านไม่กลัว ท่านกล้าละเมิด

มิหนำซ้ำ ละเมิดแล้วยังเห็นว่าไม่ใช่เรื่องเสียหายเสียอีกด้วย

คือถ้าละเมิดแล้วยอมรับว่าเป็นเรื่องเสียหาย ก็ยังพอมีหวังว่าจะไม่ละเมิดอีก คือละเมิดเฉพาะคราวที่จำเป็นสุดวิสัยจริง ๆ

แต่ถ้าเห็นว่าไม่ใช่เรื่องเสียหายเสียแล้ว ก็คงจะละเมิดเรื่อยไป และพากันเห็นว่าการละเมิดนั้นเป็นเรื่องปกติธรรมดา 

ถึงขั้นนี้ก็ไม่ใช่ภัยธรรมดาแล้ว แต่จัดว่าเป็น “มหาภัย”

และเมื่อพากันเห็นว่า รับเงินเองใช้เงินเองไม่ใช่เรื่องเสียหายอย่างนี้แล้ว ความคิดที่จะหากัปปิยการก/อารามิกชน/อุปัฏฐากวัด มาช่วยทำหน้าที่แทนก็จึงไม่มี เห็นว่าไม่จำเป็นเสียด้วยซ้ำไป

แปลว่าตั้งใจละเมิดศีลเป็นการถาวร

และเมื่อละเมิดเรื่องหนึ่งได้ เรื่องสอง เรื่องสามก็ตามมาได้ไม่ยาก

เห็นมหาภัยที่จะเกิดแก่ศีล ๒๒๗ ในอนาคตอันไม่ไกลกันบ้างหรือไม่

เมื่อศีลส่วนที่เป็นอาทิพรหมจรรย์ถูกละเมิดหมด 

ศีลส่วนที่เป็นอภิสมาจารก็ไม่ต้องพูดถึง-คือไม่เหลือเช่นกัน

เมื่อศีลไม่เหลือ วิถีชีวิตสงฆ์ก็ไม่เหลือ

เมื่อวิถีชีวิตสงฆ์ไม่เหลือ พระพุทธศาสนาก็ไม่รอด

ไม่ใช่มองในแง่ร้าย

แต่มองตามเหตุผลที่เป็นไปได้จริง

ทางรอดก็คือ หาวิธีช่วยพระไม่ให้ละเมิดศีล

เริ่มด้วย-ช่วยกันถวายกำลังใจให้พระท่านมีอุตสาหะที่จะรักษาศีล ช่วยกันหาวิธีทำให้พระท่านรักษาพระธรรมวินัยได้สะดวกขึ้น อยู่กับสังคมได้และรักษาวิถีชีวิตสงฆ์ไว้ได้ด้วย 

ใครคิดอะไรออกก็ช่วยกันแนะนำเผยแพร่ พระท่านจะได้รู้ว่าโยมไม่ทิ้งพระ โยมเป็นห่วงพระ พระท่านจะได้ห่วงตัวท่านเองและห่วงพระธรรมวินัยยิ่ง ๆ ขึ้น

สำนึกที่จะมีฉันทะอุตสาหะรักษาศีลรักษาพระธรรมวินัยให้มั่นคง รักษาวิถีชีวิตสงฆ์ให้เข้มแข็ง ก็จะค่อย ๆ ฟื้นคืนมา

.........................................................

การกระทำอย่างนั้นผิดศีล

มีโยมมาคอยรับทำให้ พระไม่ต้องทำเอง

พระท่านจะเอาเหตุผลอะไรมาอ้าง-ที่จะทำผิดศีลต่อไปอีก

.........................................................

ตรรกะง่าย ๆ แต่สามารถช่วยรักษาพระศาสนาไว้ได้

ทำบุญควักกระเป่าบริจาคสร้างนั่นนี่โน่น มีคนชักชวนบอกบุญกันอึกทึกทุกวัน ทั้งพระทั้งชาวบ้าน

แต่ทำบุญช่วยพระไม่ให้ต้องอาบัติ ไม่มีใครเอ่ย ไม่มีใครแอะ ไม่มีใครชวน ไม่มีใครคิด

ผมยังไม่เคยได้ยินว่ามีใครคิดทำเรื่องนี้มาก่อน-เรื่องชักชวนคนให้ทำบุญช่วยพระไม่ให้ต้องอาบัติ

ถ้ามีใครเคยคิดเรื่องนี้มาแล้ว ก็ขอยกความดีความชอบให้ท่านผู้นั้นไปเต็ม ๆ ผมจะยิ่งดีใจว่า-เรามีพวกแล้ว เราไม่ได้คิดเพ้อเจ้อไปคนเดียว เราเจอคนที่จะมาช่วยกันทำงานนี้แล้ว

แต่คนที่คอยจ้องจะ “เบรก” ก็คงมี และน่าจะมีมากกว่าคนที่คิดจะช่วย 

.........................................................

คิดได้แต่ทำไม่ได้หรอก 

จะไปหาคนแบบนั้นมาจากไหน 

เดี๋ยวมันก็โกงเงินพระเงินวัดกันสนุกไปเสียอีก 

ช่วยพระเรื่องนี้ได้ พระท่านก็ไปละเมิดเรื่องโน้นอีก 

ห้ามไม่ได้หรอก 

ปล่อยให้เป็นแบบนี้แหละดีแล้ว 

คิดเลอะเทอะ ไร้สาระ

.........................................................

- จะไปหาคนแบบนั้นมาจากไหน 

- ช่วยเรื่องนี้ได้ พระท่านก็ไปละเมิดเรื่องโน้นอีก

๒ ข้อนี่น่าคิด

จะไปหาคนแบบนั้นมาจากไหน คือ จะไปหาคนอาสาสมัครเป็นกัปปิยการก/อารามิกชน/อุปัฏฐากวัดได้ที่ไหน ใครเขาจะอยากเป็น

ถ้ามองที่ระบบ นอกจากคณะสงฆ์ไทยจะมีทุนดี-คือเรามีตั้งแต่มหาเถรสมาคมลงไปถึงเจ้าอาวาสรูปสุดท้าย ที่-ถ้าจะช่วยกันหาก็หาได้-ดังที่ว่ามาแล้วในตอนก่อน ๆ ทางราชการบ้านเมืองก็ตั้งทุนไว้ดีด้วย นั่นคือ เรามีสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับปัญหานี้

แต่เป็นโชคร้ายของเรา-ถ้าจะเรียกอย่างนั้น-คือ คณะสงฆ์ท่านไม่คิดจะช่วยตัวเอง 

ครั้นดูไปที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ก็โชคร้ายอีก เพราะเป็นหน่วยงานราชการ ตกอยู่ในค่านิยมของระบบราชการ

.........................................................

ค่านิยมของระบบราชการไทยคือรับใช้ “นาย” ไม่ใช่รับใช้ประชาชน

ประชาชนจะเอาอะไร โยกโย้ ยืดเยื้อยาวนานมากกว่าจะลงมือทำได้ เรื่องใหญ่ก็คือต้องรอให้นายอนุมัติ

แต่ถ้านายจะเอาอะไร ลงมือได้ทันที

.........................................................

สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติก็ตกอยู่ในคติเดียวกัน หน่วยงานแห่งนี้ตั้งขึ้นมาก็เพื่อจะรับใช้วัดรับใช้พระ แต่หน่วยงานนี้ไม่ได้ฟังว่าวัดจะเอาอะไรพระจะเอาอะไร

แต่คอยฟังว่านายจะเอาอะไร

บางสมัย ผู้บริหารหน่วยงานนี้แทนที่จะช่วยพระไม่ให้ทำผิด กลับ “เล่นงาน” พระที่ตนเชื่อว่าทำผิดเอาด้วยซ้ำ

สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติมี “หน่วยขึ้นตรง” (ภาษาทหาร) อยู่ทุกจังหวัด นี่คือทุนดีที่เรามีอยู่

ถ้าหน่วยงานนี้จะเป็นหัวหอกในการจัดหากัปปิยการก/อารามิกชน/อุปัฏฐากวัด ให้แก่วัดต่าง ๆ ก็จะสามารถทำได้เป็นอย่างดียิ่ง เพราะรู้จักวัด รู้จักคน อยู่ใกล้กับประชาชนในพื้นที่

แต่หน่วยงานนี้ก็ไม่ได้ทำ อ้างว่าไม่ใช่หน้าที่ ไม่มีในระเบียบ 

แต่เหตุผลที่สำคัญที่สุดคือ-นายไม่ได้สั่ง

คณะสงฆ์ท่านก็ไม่คิดจะช่วยตัวเอง

หน่วยราชการที่เรามีอยู่ ก็ไม่คิดจะช่วยพระ

คงเหลือแต่เรา-ชาวพุทธที่รักและห่วงพระศาสนา

ถ้าเราพากันคิดว่า ไม่ใช่หน้าที่ ศาสนาไม่ใช่ของกูคนเดียว

ซ้ำพอมีใครคิดจะทำ ยังพากันเหยียบย่ำเย้ยหยันให้อีกด้วย

พระพุทธศาสนาก็ม้วยลงด้วยมือของพวกเรานี่เอง

แต่ภาษานักเลงบอกไว้ว่า-อย่าเพิ่งถอดใจ

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

ภาคีสมาชิก ราชบัณฑิตยสภา

๒๔ มีนาคม ๒๕๖๗

๑๓:๒๕


[full-post]

ปกิณกธรรม,พระ,ทำบุญ,อาบัติ

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.