ทำบุญช่วยพระไม่ให้ต้องอาบัติ (๗)
------------------------------
บุญที่ช่วยรักษาพระศาสนาได้จริง
ทำบุญช่วยพระไม่ให้ต้องอาบัติอย่างเป็นหลักการมั่นคงถาวร ทำอย่างไร - ตรงนี้เป็นเป้าหมายของการเขียนบทความชุดนี้
ตั้งแต่ตอนที่ ๑ มาถึงตอนที่แล้ว เป็นการปูพื้นเพื่อให้เห็นภาพรวมว่า วิถีชีวิตสงฆ์เป็นที่ปรากฏตัวของพระพุทธศาสนา
ต่อให้สร้างโบสถ์วิหารศาลามหาเจดีย์มโหฬารอลังการเต็มไปทั้งแผ่นดิน ถ้าไม่พระภิกษุสามเณรปรากฏตัวอยู่ในสังคม สิ่งเหล่านั้นทั้งหมดก็เท่ากับสิ่งที่ตายซาก อย่างดีก็เอาไว้ให้เดินดูเล่น แต่ไม่มีชีวิตจริง
ชีวิตจริงของพระพุทธศาสนาอยู่ที่มีผู้เข้ามาครองชีวิต ดำรงชีวิต และดำเนินชีวิต-ตามวิถีชีวิตสงฆ์ ซึ่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงวางแบบแผนเอาไว้ อันมีศีลเป็นพื้นฐาน
พระละเมิดศีล ต้องอาบัติ วิถีชีวิตสงฆ์ก็วิบัติ
การละเมิดศีลจึงเป็นการทำลายพระศาสนา
การช่วยให้พระไม่ต้องอาบัติ-คือการช่วยพระไม่ให้ละเมิดศีล-จึงเป็นการรักษาพระศาสนาโดยตรง เป็นบุญเป็นมหากุศลที่มีอานิสงส์แรงล้ำเลิศ
แต่เป็นบุญที่คนไทยลืมคิด ลืมมอง และลืมทำ
แม้จะทำบางอย่าง เช่นใส่บาตรทุกเช้า (ช่วยให้พระสงฆ์ไม่ต้องอาบัติเพราะหุงต้มฉันเอง) แต่ก็ไม่รู้ตัว
มิหนำซ้ำ มีการเอาเงินใส่บาตร ทำให้พระศีลขาด ต้องอาบัติ ทำลายพระศาสนาโดยไม่รู้ตัว-หนักเข้าไปอีก
ญาติมิตรที่อ่านมาจนถึงตอนนี้ คงมองภาพออกแล้วว่าอะไรเป็นอะไร อะไรควรเป็นอะไร หรืออะไรไม่ควรเป็นอะไร
เป้าหมายของการเขียนเรื่องนี้ก็คือ ชักชวนคนไทยให้ทำบุญไวยาวัจมัย-บุญคือการช่วยทำกิจที่ควรทำ อันเป็น ๑ ใน ๑๐ วิธีทำบุญ-โดยการอาสาเข้าไปเป็นกัปปิยการก เป็นอารามิกชนหรือคนวัด เป็นอุปัฏฐากวัด ดังที่คนเก่าท่านเคยทำกันมา
หน้าที่หลักของกัปปิยการก/อารามิกชน/อุปัฏฐากวัด ก็คือ
.........................................................
๑ เมื่อมีคนถวายเงินให้พระ ไม่ว่าจะเมื่อไร ที่ไหน อย่างไร กัปปิยการก/อารามิกชน/อุปัฏฐากวัด จะรับเงินนั้นแทนพระได้ทันที ไม่ต้องให้พระรับเองให้ต้องอาบัติ และเก็บรักษาดูแลไว้อย่างเรียบร้อยปลอดภัย ไม่ต้องให้พระเก็บเองให้เป็นอาบัติ
๒ เมื่อพระต้องการซื้อของฉันของใช้อันสมควรแก่สมณบริโภคด้วยเงินที่มีผู้ถวายนั้น กัปปิยการก/อารามิกชน/อุปัฏฐากวัด จะเป็นผู้ไปจัดซื้อจัดหามาถวายให้ ไม่ต้องให้พระกำเงินไปซื้อเองให้ต้องอาบัติ
.........................................................
นี่คือหน้าที่หลักของกัปปิยการก/อารามิกชน/อุปัฏฐากวัด
ส่วนหน้าที่รองก็คือ งานทั่วไปที่พระทำเองไม่ได้เพราะเป็นการละเมิดศีล เป็นอาบัติ -ตัวอย่างที่เห็นชัด ๆ เช่นงานตัดหญ้าที่เคยยกตัวอย่างข้างต้น งานประเภทนี้มีอะไรบ้าง ค่อยศึกษาเรียนรู้กันไป
เมื่อพระไม่ต้องทำเอง การละเมิดศีลก็ไม่เกิด
เมื่อไม่ละเมิดศีล วิถีชีวิตสงฆ์ก็ไม่เสีย
วิถีชีวิตสงฆ์ไม่เสีย พระพุทธศาสนาก็ดำรงอยู่ได้
มองเห็นความเป็นเหตุเป็นผลหรือยังครับ?
กัปปิยการก/อารามิกชน/อุปัฏฐากวัด เป็นบุคคลช่วยพระไม่ให้ต้องอาบัติ เป็นบุคคลที่พระจำเป็นต้องมี ต้องใช้
แต่ปัญหาใหญ่ก็คือจะไปหากัปปิยการก/อารามิกชน/อุปัฏฐากวัดได้ที่ไหน?
ปัญหานี้ก็คือที่ผมบอกว่า-เป็นหลุมดำขนาดมหึมาที่ขวางหน้าพระภิกษุสามเณรในคณะสงฆ์ไทย ทั้งในเมืองไทยและทุกแห่งทั่วโลก
ไปหาได้ที่ไหน?
ก็หาด้วยวิธีที่ผมกำลังทำอยู่ คือบอกกล่าวกัน-อย่างที่กำลังบอกอยู่นี่ไง
เป็นวิธีตรง ๆ ซื่อ ๆ
หรือใครจะว่าเป็นวิธีทื่อ ๆ หรือโง่ ๆ ก็คงไม่ผิด
บอกแล้วจะมีใครฟัง?
ฟังแล้วจะมีใครคิด?
คิดแล้วจะมีใครทำ?
ไม่เรียกว่าโง่แล้วจะเรียกว่าอะไร
บอกไปจนตายก็ไม่มีใครอาสาเข้าไปเป็นกัปปิยการก/อารามิกชน/อุปัฏฐากวัด-ให้โง่หรอก
และส่วนมากจะลากภูเขามาขวางทาง-ทำไม่ได้หร็อก ติดตรงนั้น ตันตรงนี้ สารพัด
.........................................................
สังคมไทยเรา มีคนที่พร้อมจะด่าพระ ถล่มพระอยู่ตลอดเวลา
แต่ขาดแคลนคนที่จะช่วยพระ-โดยเฉพาะช่วยพระไม่ให้ต้องอาบัติ
.........................................................
บรรดาอุปสรรคทั้งหลายทั้งปวง-ที่ทำไม่ได้
หาคนมาเป็นกัปปิยการก/อารามิกชน/อุปัฏฐากวัด-ไม่ได้
หรือหาคนมาช่วยพระไม่ให้ต้องอาบัติ-ไม่ได้
รากเหง้าใหญ่อยู่ที่-พระท่านไม่พยายามช่วยตัวเอง
คณะสงฆ์ไทยมีทุนที่คนเก่าท่านวางรากฐานไว้ดีมาก ๆ นั่นคือ มีระบบการปกครอง ตั้งแต่ฟันเฟืองตัวเล็ก ๆ คือเจ้าอาวาส ไปจนถึงองค์กรขนาดมหึมา-จะเรียกชื่ออะไรก็ตาม-ปัจจุบันเรียกว่า มหาเถรสมาคม
ถ้าฟันเฟืองเหล่านี้ขยับขับเคลื่อนขึ้นมาช่วยตัวเอง อย่าว่าแต่หาคนมาเป็นกัปปิยการก/อารามิกชน/อุปัฏฐากวัดเลย ทำชาวโลกทั้งโลกให้เป็นพุทธศาสนูปถัมภกก็ทำได้
เรารู้และยอมรับกันว่า พระก็จำเป็นต้องใช้เงิน ถึงกับพระเองพูดใส่หน้าผมว่า “สมัยนี้ถ้าไม่ให้พระใช้เงิน ก็บวชอยู่ไม่ได้นะจะบอกให้ รู้ไว้ด้วย”
แต่ใช้เงินอย่างไรจึงจะไม่ละเมิดศีล ไม่มีใครคิด ทั้ง ๆ ที่ผู้อยู่ในตำแหน่งหน้าที่ซึ่งสามารถจะช่วยกันคิดทำได้-ตั้งแต่เจ้าอาวาสไปจนถึงกรรมการมหาเถรสมาคม ก็มีอยู่แท้ ๆ
แต่พระท่านก็ไม่ช่วยกันคิด
เรารู้กันว่า รับเงินจ่ายเงิน พระทำเองผิดวินัย ต้องมีคนรับเงินจ่ายเงินแทนพระ ถึงกับพระเองพูดใส่หน้าผมว่า “โยมช่วยมาเป็นคนรับเงินจ่ายเงินแทนอาตมาให้หน่อยสิ รู้ดีนักนี่”
แต่จะหาคนรับเงินจ่ายเงินแทนมาจากไหน ไม่มีใครคิด ทั้ง ๆ ที่ผู้อยู่ในตำแหน่งหน้าที่ซึ่งสามารถจะช่วยกันคิดทำได้-ตั้งแต่เจ้าอาวาสไปจนถึงกรรมการมหาเถรสมาคม ก็มีอยู่แท้ ๆ
แต่พระท่านก็ไม่ช่วยกันคิด
นี่คือที่บอกว่า-พระท่านไม่พยายามช่วยตัวเอง
.........................................................
จับเข่าคุยกันให้เข้าใจก่อนนะครับว่า เดี๋ยวนี้พระภิกษุสามเณรในเมืองไทยรับเงิน จับเงิน ซื้อของ จ่ายเงินด้วยตัวเอง ทั่วไปแล้ว อ้างว่าเป็นความจำเป็นตามความเปลี่ยนแปลงของสังคม
และเข้าใจตรงกันนะครับว่า เราไม่ว่าอะไรกันแล้ว เลิกพูดกันแล้ว และเรายอมรับกันว่าเป็นเรื่องปกติไปแล้ว
ต้องย้ำว่า-เข้าใจให้ตรงกัน จะได้ไม่มีใครมาถล่มผมข้อหาถล่มพระ
.........................................................
ผมยกประเด็นนี้ขึ้นมาพูด ก็เพื่อย้ำเตือนว่า แม้เราจะไม่ว่าอะไรกันแล้ว และเรายอมรับว่าเป็นเรื่องปกติไปแล้ว แต่ก็ต้องยอมรับด้วยว่า ไม่ว่าเราหรือใครจะมองอย่างไรคิดอย่างไรก็ตาม การละเมิดศีลก็ยังคงเป็นภัย คือเป็นการทำร้ายพระศาสนาอยู่นั่นเอง
ถ้าไม่ตระหนัก ไม่ยอมรับตรงนี้ และไม่คิดจะหยุดทำ เราก็กำลังฆ่าตัวตาย คือดำเนินไปสู่ความพินาศ
..........................
โปรดถอยหลังมาตั้งหลักตรงนี้นิดหนึ่ง -
การละเมิดศีล คือทั้ง ๆ ที่รู้ว่าเรื่องนั้นท่านห้ามทำ ก็ยังฝืนทำ จัดว่าเป็น “ภัย”
ละเมิดศีล แล้วพากันเห็นว่าไม่ใช่เรื่องเสียหาย จัดว่าเป็น “มหาภัย”
ขอให้ศึกษาข้อความในพระไตรปิฎกต่อไปนี้ -
.........................................................
“อนุมตฺเตสุ วชฺเชสุ ภยทสฺสาวี”
แปลความว่า “โทษเพียงเล็กน้อยก็เห็นเป็นภัยที่น่ากลัว”
หมายความว่า ไม่ดูหมิ่นสิกขาบทที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้ว่าเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ อาบัติก็แค่เล็ก ๆ น้อย ๆ ความผิดบกพร่องก็เป็นเพียงเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ
.........................................................
พระภิกษุที่ดีจะไม่คิดแบบนี้ แต่จะเห็นว่า พระธรรมวินัยทุกข้อทุกเรื่องล้วนเป็นเรื่องสำคัญ สิกขาบทไม่ว่าจะเล็กน้อยเพียงไรเป็นเรื่องควรยำเกรงทั้งสิ้น ไม่กล้าล่วงละเมิด
“อนุมตฺเตสุ วชฺเชสุ ภยทสฺสาวี” เป็นข้อความบรรยายถึง --
- ลักษณะของภิกษุผู้ตั้งใจประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมวินัยเพื่อขัดเกลาตนเอง
- คุณสมบัติที่สำคัญประการหนึ่งของภิกษุที่คณะสงฆ์ควรแต่งตั้งให้ทำหน้าที่ต่าง ๆ อันเป็นกิจของพระศาสนา เช่น ทำหน้าที่อบรมสั่งสอนภิกษุณี เป็นพระวินัยธร ทำหน้าที่ตัดสินอธิกรณ์ต่าง ๆ เป็นต้น
- คุณสมบัติของภิกษุผู้นำมาซึ่งความศรัทธาเลื่อมใสของประชาชน
ข้อความเต็ม ๆ ของคุณสมบัติข้อนี้น่าศึกษายิ่งนัก
ขอยกมาศึกษากันในตอนหน้าครับ
พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย
ภาคีสมาชิก ราชบัณฑิตยสภา
๒๓ มีนาคม ๒๕๖๗
๑๗:๓๑

แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ