หาความรู้-ให้ความรู้ (๓)-จบ
-------------------
จะได้ไม่พูดเพี้ยนเขียนผิด
มีแนวคิดของบางสำนักบอกว่า พระพุทธเจ้าทุกพระองค์เมื่อดับขันธปรินิพพานแล้วจะไปสถิตรวมกันอยู่ที่นิพพานภูมิหรือดินแดนพระนิพพาน ประทับอยู่ที่นั่นเป็นอภิมหาอมตะนิรันดร
พระอรหันต์ทั้งหลายก็เช่นกัน เมื่อดับขันธ์แล้วก็จะไปสถิตอยู่ที่ภูมิพระอรหันต์ และถ้าต้องการเกิดอีกก็สามารถมาเกิดในภูมิมนุษย์ได้อีก
เจ้าสำนักแห่งหนึ่ง-ซึ่งถ้าเอ่ยนามก็จะรู้จักกันทั่วประเทศ-ท่านเคยบอกว่า ท่านคือพระสารีบุตรกลับชาติมาเกิด
เพราะฉะนั้น ถ้าเอาแนวคิดแบบนี้มาเป็นพื้นฐาน ใครที่ฟังเรื่องพระอชิตเถระเป็นพระอรหันต์แล้วจะไปเกิดเป็นพระเมตไตรยก็คงเชื่อว่าเป็นไปได้
แต่โปรดเข้าใจว่าแนวคิดแบบนี้ไม่ตรงตามคำสอนของพระพุทธเจ้า
พระอริยบุคคลในพระพุทธศาสนามี ๔ จำพวก คือ พระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี พระอรหันต์
พระโสดาบัน จะเกิดอีกไม่เกิน ๗ ชาติ
พระสกทาคามี เกิดอีกชาติเดียว
พระอนาคามี ไม่เกิดในโลกมนุษย์ (อนาคามี แปลว่า “ผู้ไม่มา”) แต่ไปเกิดในชั้นพรหมแล้วนิพพาน
พระอรหันต์ ไม่เกิดอีก
“ไม่เกิดอีก” หมายความว่า เมื่อดับขันธ์แล้วไม่ได้ไปสถิตอยู่ในภพภูมิใด ๆ ทั้งสิ้น
ผู้ครองเรือน คือเป็นชาวบ้านธรรมดา ไม่ได้บวช ก็สามารถปฏิบัติธรรมจนเป็นพระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามีได้ แต่ถ้าบรรลุธรรมถึงระดับพระอรหันต์ ต้องบวชภายในวันที่บรรลุ ถ้าไม่บวชก็จะดับขันธ์ภายในวันนั้นเช่นกัน
ไม่ใช่-ต้องบวชหรือดับขันธ์ภายใน ๗ วัน ดังที่มีหลายท่านเข้าใจผิด
การบรรลุธรรมทุกระดับในพระพุทธศาสนา ผู้บรรลุต้องปฏิบัติเอง คนอื่นช่วยได้แค่แนะนำวิธีปฏิบัติ
การแนะนำวิธีปฏิบัติและการลงมือปฏิบัตินั้นเกิดจากศรัทธาประกอบด้วยปัญญา ไม่ใช่กิจการเชิงพาณิชย์หรือกิจกรรมที่ทำเป็นธุรกิจแสวงหากำไร
ถ้ารู้หลักอย่างนี้ เวลาได้ยินใครเสนอเรื่องแนวนี้เราก็จะรู้ทัน
เช่นครั้งหนึ่ง เอาเด็กมาโฆษณาว่าเป็นพระอนาคามีมาเกิด
ก็จะรู้ทันว่า-แบบนี้เพี้ยนแล้ว
เช่นครั้งหนึ่ง มีผู้โฆษณาเปิดหลักสูตรให้คนบรรลุนิพพานได้
ก็จะรู้ทันว่า-แบบนี้ก็เพี้ยนอีกเหมือนกัน
ต่อไปถ้ามีอะไรแปลก ๆ โผล่มาอีก (มีแน่ ไม่หมดง่าย ๆ) ถ้าเรียนรู้หลักเอาไว้ก็จะได้ไม่หลงตาม
ถามว่า-แล้วจะแก้ปัญหากันอย่างไรดี?
........................
การแก้ปัญหา-ควรทำอะไร ควรมีอะไร ควรเป็นอะไร-ถ้าคิดจะทำในระดับ “บริหารจัดการ” หน่วยงานที่ทำหน้าที่ผู้บริหารการพระศาสนาต้องเป็นผู้ทำ
ผู้บริหารการพระศาสนาในคณะสงฆ์ ก็เริ่มตั้งแต่เจ้าอาวาสไปจนถึงมหาเถรสมาคม
ฟันเฟืองที่ทำหน้าที่ขับเคลื่อน ก็เริ่มตั้งแต่พระภิกษุสามเณรที่เป็นลูกวัดต้องเสนอแนะบอกกล่าวแก่เจ้าคณะภายในวัดหรือแก่เจ้าอาวาส
ถ้าวิธีแก้ปัญหานั้นอยู่ในอำนาจของเจ้าอาวาส เจ้าอาวาสก็สั่งให้ดำเนินการภายในอาวาสนั้น ๆ
ถ้าอยู่นอกเหนืออำนาจ เจ้าอาวาสก็เสนอแนะบอกกล่าวไปยังเจ้าคณะแขวงหรือเจ้าคณะตำบล
เจ้าคณะแขวงหรือเจ้าคณะตำบลเสนอแนะบอกกล่าวไปยังเจ้าคณะเขตหรือเจ้าคณะอำเภอ
เจ้าคณะเขตหรือเจ้าคณะอำเภอเสนอแนะบอกกล่าวไปยังเจ้าคณะจังหวัด
เจ้าคณะจังหวัดเสนอแนะบอกกล่าวไปยังเจ้าคณะภาค
เจ้าคณะภาคเสนอแนะบอกกล่าวไปยังเจ้าคณะใหญ่
เจ้าคณะใหญ่เสนอแนะบอกกล่าวไปยังกรรมการมหาเถรสมาคม
กรรมการมหาเถรสมาคมนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมมหาเถรสมาคม
ที่ประชุมมหาเถรสมาคมพิจารณาหาวิธีแก้ปัญหา/วิธีบริหารจัดการ แล้วมีมติออกมา-จะให้ใครทำอะไรอย่างไร
ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องปฏิบัติตามมติมหาเถรสมาคม
การลงมือแก้ปัญหาในระดับบริหารจัดการก็เกิดขึ้นและขับเคลื่อนกันไป
ผู้บริหารการพระศาสนาในฝ่ายราชการบ้านเมือง คือสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และกรมการศาสนา ก็ดำเนินการในลักษณะเดียวกัน
ข้าราชการระดับประจำแผนกเสนอแนะบอกกล่าวหัวหน้าแผนก
หัวหน้าแผนกเสนอแนะบอกกล่าวหัวหน้ากองหรือผู้อำนวยการกอง
หัวหน้ากองหรือผู้อำนวยการกองเสนอแนะบอกกล่าวผู้อำนวยการสำนักหรืออธิบดี
ผู้อำนวยการสำนักหรืออธิบดีเสนอแนะบอกกล่าวรัฐมนตรีผู้กำกับดูแลหรือรับผิดชอบ
รัฐมนตรีนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี
ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีพิจารณาหาวิธีแก้ปัญหา/วิธีบริหารจัดการ แล้วมีมติออกมา-จะให้ใครทำอะไรอย่างไร
ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี
การลงมือแก้ปัญหาในระดับบริหารจัดการก็เกิดขึ้นและขับเคลื่อนกันไป
........................
แต่ทุกวันนี้ไม่ได้เป็นอย่างที่ว่า เพราะฟันเฟืองแต่ละตัวพากันหยุดนิ่ง ไม่มีการขับเคลื่อน
ถือคติตรงกัน-ทั้งฝ่ายคณะสงฆ์ ทั้งฝ่ายราชการบ้านเมือง-คือ “แล้วแต่นายจะสั่ง”
นายไม่ได้สั่งให้ทำอะไรก็ไม่ต้องทำอะไร
รวมทั้งไม่ต้องคิดทำอะไรด้วย
เพราะฉะนั้น การแก้ปัญหาในระดับบริหารจัดการจึงทำได้เพียงแค่-พูดให้คิดกันเท่านั้น-อย่างที่ผมกำลังพูดอยู่นี่ ไม่ต้องหวังว่าจะมีการปฏิบัติจริง จนกว่าผู้ที่เป็น “นาย” จะเกิดความคิดที่จะสั่งอะไรออกมา ซึ่งก็ไม่มีใครบอกได้ว่าเมื่อไรท่านจึงจะเกิดความคิดที่ว่านั่น
แต่อย่าเพิ่งถอดใจ เพราะยังมีทางออกอีกทางหนึ่ง คือการแก้ปัญหาในระดับบุคคล ด้วยวิธีหาความรู้และให้ความรู้
เช่น-ผู้คนในสังคมยังเข้าใจผิดเรื่องอะไรบ้าง ยังไม่รู้เรื่องอะไรบ้าง-ที่ควรรู้ ก็ไปช่วยกัน “หา” ความรู้ในเรื่องนั้น ๆ ได้ความรู้ที่ถูกต้องมาแล้วก็เอามา “ให้” แก่สังคม ด้วยการบอกกล่าวเผยแพร่ตามช่องทางต่าง ๆ ที่สามารถทำได้
เมื่อผู้คนรู้ถูกเข้าใจถูกกันมากขึ้น ใครเสนออะไรขึ้นมาก็จะรู้ทัน ไม่หลงเชื่อ ไม่ตกเป็นเหยื่อได้ง่าย ๆ อีกต่อไป
วิธีนี้ ไม่ต้องรอให้ใครสั่ง ไม่ต้องทำเรื่องขออนุมัติใคร
แต่ละคนลงมือทำได้เลย-เดี๋ยวนี้
........................
ความไม่รู้-ความเข้าใจผิดเรื่องเกี่ยวกับพระศาสนาเป็นเรื่องใหญ่และสำคัญมาก นักเรียนบาลีเป็นผู้ที่มีความพร้อมมากที่สุดที่จะช่วยกันทำงาน “หาความรู้-ให้ความรู้”
วันนี้ (๓๐ มีนาคม ๒๕๖๗) เป็นวันประกาศผลสอบบาลีประจำปี ขณะที่ท่านอ่านเรื่องนี้คงรู้กันเรียบร้อยแล้วว่า ปีนี้เรามีนักเรียนบาลีจบประโยค ๙ เพิ่มขึ้นกี่รูป และมีสามเณรจบประโยค ๙ ซึ่งจะได้เป็นนาคหลวงกี่รูป
กระผมขอแสดงมุทิตาสักการะอย่างจริงใจด้วยบทความนี้
และขอกราบอาราธนามา ณ ที่นี้ว่า เมื่อยินดีปรีดากันเรียบร้อยแล้ว ขอได้โปรดลงมือ “หาความรู้-ให้ความรู้” เรื่องเกี่ยวกับพระศาสนาแก่สังคมต่อไปเลย
อย่ารอให้เครื่องเย็น แล้วก็เลยสตาร์ทไม่ติด-เหมือนที่กำลังเกิดขึ้นทั่วไปอยู่ในขณะนี้นะขอรับ
-------------
พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย
ภาคีสมาชิก ราชบัณฑิตยสภา
๓๐ มีนาคม ๒๕๖๗
๑๘:๓๘
[full-post]
แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ