สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ

รูปแบบการจำแนกธรรมระหว่าง คัมภีร์ธัมมสังคณี ๑ คัมภีร์วิภังค์ ๑ คัมภีร์ธาตุกถา ๑ ต่างกันอย่างไร ? ผู้ศึกษาจะได้ประโยชน์ในรูปแบบที่จำแนกนั้นอย่างไร ?

มีรายละเอียด ดังนี้

   ๑) ธัมมสังคณีปกรณ์

   คำว่า​ " ธัมมสังคณีปกรณ์​ " ประกอบด้วย​ศัพท์ว่า ธัมม  หมายเอาสภาวปรมัตถธรรมล้วนๆได้แก่​ จิต​ เจตสิก​ รูป​ และนิพพาน​ ไม่เกี่ยวกับอัตตา​ สัตว์​ บุคคล​ ตัวตน​ เรา​ เขา​ ที่เป็นสมมุติ​บัญญัติ​(อภิธาน​ 784) และศัพท์ว่า​  สังคณี​ สำเร็จมาจาก​ สํ+คณ+อี=สังคณี​ นัยนี้ จึงหมายถึงการนับจำนวนสภาว​ปรมัตถธรรม​ องค์​ธรรมก็คือ​ส่วนที่เป็นมาติกา(แม่บท)​ อีกนัยหนึ่ง​สำเร็จ​มาจาก​ สํ+คห+อี=สังคณี​ นัยนี้จึง​ หมายถึง​การประมวลรวบรวมสภาวปรมัตถธรรม​ องค์ธรรมก็คือส่วนที่เป็นกลไกประมวลรวบรวม​ สภาวปรมัตถธรรม​ ซึ่งมี​ 4​ กัณฑ์​ตามกิจที่ทำ​ ดังนี้​ คือ

   1. จิตตุปปาทกัณฑ์

   2. รูปกัณฑ์

   3. นิกเขปกัณฑ์

   4. อัฎฐ​กถากัณฑ์

ศัพท์​ว่า​ ปกรณ์​ สำเร็จ​มาจาก​  ปปุพโพ+กร​ กรเณ+ยุ=ปกรณ์​ หมายถึง​ คัมภีร์

   เพื่อความแจ่มชัดแห่งองค์ธรรมอันเป็นทั้งโครงสร้าง​คัมภีร์​และเป็นทั้งศัพท์เทคนิค​(ศัพท์​วิชาการประจำวิชาการนั้นๆ)​

จักขอขยายทที่มา(อาคม)​พร้อมแจ้งเหตุผล(ยุตติ)​และหลักฐาน​ตามคัมภีร์​ที่อาศัยอ้างอิง

   ศัพท์​ว่า​ มาติกา​ มีที่มา​ 2​ นัย​ คือ

   นัยที่​ 1. มาตาวิยาติ=มาติกา​ มีสภาพเหมือนแม่​ เรียกว่า​ มาติกา​ คัมภีร์​วิมติวิโนทนีฎีกา​ขยายความว่า​ มาติกาติ​ อุทฺเทโส, โส​ หิ นิทฺเทสปทานํ​ ชนนิฐาเน ฐิิตตฺตา​ มาตาวิยาติ​ มาติกา​ วุจฺจติ​ ฯ​ แปลว่า​ มาติกาที่เป็นแม่บท​ ก็คืออุทเทสที่เป็น​หัวข้อ, เพราะทั้งคู่นั้น​ ต่างตั้งอยู่ในฐานะผู้ให้นิทเทสที่เป็นข้อย่อยเกิดขึ้นเป็นหลัก(ปธาน)​ดังนั้น​จึกล่าวได้ว่าแม่บท(มาติกา)​เป็นเหมือนมารดาฯ

   นัยที่​ 2. มาตาวิยาติ=มาติกา​ มีสภาพเหมือนคลองส่งน้ำ​ ในคัมภีร์​นิสสยะฎีกาอักษรปัลลวะ​และอักษรสิงหลขยายความว่า​ คลองส่งน้ำย่อมนำน้ำคือมาติกาหลั่งไหล​ลงสู่สระไร่นาสวน​คือนิทเทสบท(ข้อย่อย)​


ประเภทของมาติกา​มี​ 5 ประเภท​ คือ


  1. โดยอาศัยจำนวนนิทเทสบท​จำแนก​ มี​ 2​ ประเภท

     (1.1) ติกมาติกา​ มี​ 22​ ติกะ.

     (1.2) ทุกมาติกา​ มี​ 100​ ทุกะ


  2. โดยอาศัยบุคคลผู้กล่าวจำแนก​ มี​ 2​ ประเภท

      (2.1) อาทัจจภาษิต​ คือ​ มาติกาที่พระสัมมาสัมะุทธเจ้าทรงแสดง​ ได้แก่​ ติกะ​ 22​ ทุกะ​ 100​ ซึ่งเกี่ยวข้องกับอภิธรรม​เฉพาะ​

      (2.2) สาวก​ภาษิต​ คือ​ มาติกาที่สาวกแสดง​ ได้แก่​ สุตตันติกทุกมาติกา​  42  ทุกะ ซึ่งเกี่ยวข้องกับพระสูตรเฉพาะ​ที่พระสารีบุตรเถระแสดง

      (2.3) โดยอาศัยการสงเคราะห์​ปรมัทถธรรมลงในแต่ละมาติกา​จำแนก มี​ 2​ ประเภท

            (2.3.1) นิปปเทสมาติกา​ คือ​ มาติกาที่สงเคราะห์​ปรมัทถธรรมได้หมดไม่มีส่วนเหลือ​ ได้แก่​ ติกะ​ 13​ และ​ ทุกะ​ 71

            (23.2) สัปปเทสมาติกา​ คือ​ มาติกาที่สงเคราะห์​ปรมัทถธรรมได้ไม่หมด​ ยังมีส่วนเหลือ​ ได้แก่​ ติกะ​ 9​ และ​ ทุกะ​ 71


   4.โดยอาศัยการตั้งชื่อจำแนก​ มี​ 2​ ประเภท

      (4.1)​อาทิสัทธนาม คือ​ มาติกา​ ที่การตั้งชื่อสำเร็จจากบทต้น​  เช่น​ กุสลาติกะ​ เป็นต้น

      (4.2) สัพพลัทธนาม​ คือ​ มาติกา​ ที่การตั้งชื่อสำเร็จมาจากทุกบท​ เช่น​ เวทนาติก  เป็นต้น


   5) โดยอาศัยส่วนที่เป็นแนวพระอภิธรรม​(อภิธรรม​นัย)​และส่วนที่เป็นแนวพระสูตร(สุตตันตนัย)​ มี​ 3​ ประเภท

      (5.1)  ติกมาติกา​ มี​ 22​ ติกะ

      (5.2)  ทุกมาติกา​ มี​ 100​ ทุกะ

      (5.3)  สุตตันติกาทุกมาติกา​ มี​ 42  ทุกะ


   ลำดับตอนที่แสดง​ มี​ 4​ กัณฑ์

   1. จิตตุปปาทกัณฑ์​(ตอนที่ทรงแสดงเรื่องจิตและเจตสิก

   2. รูปกัณฑ์​ ตอนที่ทรงแสดงเรื่องรูป

   3. นิกเขปกัณฑ์​ ตอนที่ทรงแสดงคัดแยกมาติกาเป็นหมวดย่อย​(บท)​ คือ​ ติกมาติก​า ธรรมหมวดสาม​ 22​ ติกะ​ เป็น​ 66 บท, ทุกมาติกา​ ธรรมหมวดสอง​ 100​ ทุกะ​ เป็น​ 200  บ​ท

   4. อัฎฐกถากัณฑ์​ ตอนที่ทรงแสดงการสรุป องค์​ธรรมของอภิธรรม​นัย(ติกะ​ 22+ทุกะ100) ยกเว้นสุตตันตนัย( ทุกะ​ 42)



๒) วิภังค์ปกรณ์

   หมายถึง​คัมภีร์​ที่แสดงการจำแนกธรรม​ ซึ่งการจำแนกธรรม​ มี​ 2​ รูปแบบ​ คือ

   1. แบบคัดแยกธรรมเป็นข้อย่อย​ เช่น​ กุสลติกะ​ แบงแยกเป็น​ 3​ ข้อย่อย​ คือ

      (1.1)กุสลา ธัมมา

      (1.2) อกุสลา​ ธัมมา

      (1.3) อพยากตา​ ธัมมา

รูปแบบนี้่​ ใช้ในธัมมสังคณี​ปกรณ์

   2. แบบคัดรวมเป็นหมวดธรรม​ เช่น​ รวมธรรมที่จัดเป็นหมวดขันธ์​ได้​ ธรรมเหล่านั้น​ ต้องประกอบด้วยลักษณะ​ 11​ อย่าง​ คือ​ เป็น​ อดีต​ อนาคต​ ปัจจุบัน(3), เป็นไป​ ภายใน​ ภายนอก​(2), มี​ หยาบ​ ละเอียด (2), มี​ เลว​ ประณีต (2), มี​ อยู่ไกล้​ อยู่ใกล้​ (2) รูปแบบ​นี้​ใช้ใน วิภังค์ปกรณ์

   แบบ​ ธัมมสังคณีปกรณ์​ มี​ บทมาติกาเป็นบทตั้งเป็นอภิธรรม​ภาชนียนัยล้วน​ ส่วนแบบวิภังค์ปกรณ์​ มี​ บท​ 18​ วิภังค์​ เป็นบทตั้ง​ มีทั้งส่วนทีเป็นอภิธรรมภาชนียนัย, ส่วนทีเป็นสุตตันตภาชนียนัย​ และ​ ส่วนที่นำมาจากพระวินัยคือศีล​ 5​ เพื่อเป็นแนวตัวอย่างของบทตั้ง(สิกขาบทวิภังค์)​ ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับ​ปัญหาปุจฉกนัย

   สมจริงดังคัมภีร์​นิสสยะ​ อักษรปัลลวะ​ อักษร​สิงหล​ และอักษรขอม​ อธิบาย​ความเกี่ยวเนื่องกันระหว่างธรรมที่เป็นบทตั้ง(บท​ 18​ วิภังค์)​ เปรียบ​ได้​กับเครื่องเครื่องยนต์​ ส่วนที่เป็นกลไกเปรียบได้กับอภิธรรมภาชนียนัย​ ส่วนที่เป็นระบบเปรียบได้กับสุตตันตภาชนียนัย​ ส่วนแนวที่เป็นตัวอย่าง​พระวัยเปรียบ​ได้​กับผู้ใช้เครื่องยนต์​ ชึ่งจะรู้ระเบียบ​การใช้เครื่อง​ยนต์​ได้ต้องอาศัยการถามตอบ(ปัญหา​ปุจฉกนัย)

   ในวิภังค์ปกรณั จึงมีธรรมเป็นบทตั้งได้​ 18​ วิภัังค์​ ดังนี้

   1. ขันธวิภังค์​  การจำแนกขันธ์

   2. อายตนวิภังค์​  การจำแนกอายตนะ

   3. ธาตุวิภังค์​  การจำแนกธาตุ

   4. สัจจวิภังค์​  การจำแนกสัจจะ

   5. อินทรียวิภังค์​  การจำแนกอินทรีย์

   6. ปฏิจจสมุปปาทวิภังค์​  การจำแนกปฏิจจสมุปบาท

   7. สติปัฏฐานวิภังค์​  การจำแนกสติปัฏฐาน

   8. สัมมัปปธานวิภังค์​  การจำแนกสัมมัปปธาน

   9. อิทธิปาทวิภังค์​  การจำแนกอิทธิบาท

   10. โพชฌังควิภังค์​  การจำแนกโพชฌงค์

   11. มัคคังควิภังค์​  การจำแนกองค์​มรรค

   12. ฌานวิภังค์​  การจำแนกฌาน

   13. อัปปมัญญาวิภังค์​  การจำแนกอัปปมัญญา

   14. สิกขาปทวิภังค์​  การจำแนกสิกขาบท

   15. ปฏิสัมภิทาวิภังค์​  การจำแนกปฏิสัมภิทา

   16. ญาณวิภังค์​  การจำแนกญาณ

   17. ขุททกวิภังค์​  การจำแนกอกุศล​ธรรมต่างๆ

   18. ธัมมหทยวิภังค์​  การจำแนกธรรมอันเปรียบเสมือนดวงใจ

   เพื่อให้เห็นประจักษ์​ถึงองค์​ธรรมที่ใช้หลักจำแนกธรรม​ ทั้งแนวคัดแยก(ธัมมสังคณีปกรณ์)​ และทั้งแนวคัดรวม(วิภังค์ปกรณ์)​ คัมภีร์​อภิ.มูลฎีกา​ 2/2  จึงกล่าวสำทับความว่า​ ในธัมมสังคณีปกรณ์​ทรงใช้ลำดับกัณฑ์​ทั้ง​ 4​ เป็นหลัก​จำแนก​ เพื่อให้สอดข้องกับกิจในอริยสัจ​ 4​ ในวิภังค์ปกรณ์​ ทรงใช้คุณ​สมบัติของ​บทวิภังค์ทั้ง​ 18​ เป็นหลักจำแนก​ เพื่อให้สอดข้องกับ​ อาเวนีกธรรม​ 18​ อันเป็นคุณ​สมบัติเฉพาะ​พระองค์​ ชึ่งสามารถอาศัยเป็นเหตุให้ทราบได้ว่า​ ทำไมติกมาติกา, ทุกมาติกา​ ส่วนไหนบ้าง​ สงเคราะห์​ได้ครบหรือไม่​ครบ​ บทวิภังค์ขัอทึ่ 5​ และข้อที่​ 14​ มีส่วนของการรู้จักใช้เครื่องยนต์​(รู้ระเบียบ=ปัญหา​ปุจฉกนัย)​เป็นประธาน​ บทวิภังค์ข้อที่​ 16​ และ​ ข้อที่​ 17​ มีส่วนรู้จักระบบ=สตตันตภาชนียนัยเป็นประธาน​ บทวิภังค์ข้อที่​ 18​ มีส่วนรู้จักหัวใจของเครื่องยนต์​(ธรรมะ)​อันเป็นหลักศูนย์กลาง​สัมพันธ์​เชื่อมโยง​กลไก(พระอภิธรรม)​ ระบบ(พระสูตร)​ ระเบียบ​(พระวินัย)

   แม้นเพียงแค่​เรื่องการจำแนกธรรม​ ทั้งแบบธัมมสังคณีปกรณ์​ และแบบวิภังค์ปกรณ์​ ผู้ใคร่ธรรมทั้งหลายก็จะมองเห็นความสุขุมลุ่มลึกละเอียดพิสดาร​ในแง่มุมต่างๆอันเป็นพระสัพพัญญุต​ญาณ​ของพระพุทธองค์​ แล้วไฉนเล่า​ ธาตุกถาปกรณ์, ปุคคล​บัญญัติ​ปกรณ์, กถาวัตถุปกรณ์​ฺ, ยมกปกรณ์, มหาปัฏ​ฐาน​ปกรณ์​จักไม่ทวีความเข้มข้นยิ่งๆขึ้นไปอีกหรือ? ควรหรือไม่หนอที่พวกเราชาวพุทธ​ที่โชคดีเกิดมาพบพระพุทธ​ศาสนาที่ดำรง​อยู่​จักไม่พากันศึกษาอนุรักษ์​ไว้ให้ลูกหลาน​ของเรา​ครับ


  ๓) ธาตุกถาปกรณ ์

   เป็นปกรณ์​ที่รวบรวม​ธรรมทีจำแนกแบบคัดรวม​ คือสังเคราะห์​เป็นหมวดธรรมในแนววิภังค์ปกรณ์​(125 บท)​ กับธรรมที่จำแนกแบบคัดแยกเป็นประเภทธรรม​ ในแนวธัมมสังคณีปกรณ์(266 บท)​ และในแนวธาตุกถาปกรณ์​โดยตรงฃึ่งจำแนกเป็นเชิงซ้อนเป็นหลักอยู่แล้ว(105 บท)​ด้วยแม่บทเป็นที่เป็นวิธีการ​ 14​ วิธี​ (นยมาติกา)​ที่จำเป็นต้องจำแนกสภาวธรรมในแนววิภังคปกรณ์​และในแนวธัมมสังคณีปกรณ์​ซ้ำอีกครั้งให้เป็นเชิงซ้อน)​เพื่อให้เห็นว่า​ บทสภาวธรรมทั้ง​ 3 แนว​ เกี่ยวข้องสัมพันธ์​กับ​ ขันธ์​ 5​ อายตนะ​ 12​ และธาตุ​ 18​ อย่างไร? ซึ่งจะเป็นพื้นฐานให้ทราบถึงหลักการปฏิบัติธรรมต่ออีกทอดหนึ่ง​ กล่าวคือ​ ขันธ์​ 5​ เป็นที่ตั้งแห่งความเห็นผิดว่า​ เป็นอัตตา​ ตัวตน​ เราเขา(สักกาย​ ทิฏฐิ=อัตตานุทิฏ​ฐิ)​ อันเป็นต้นเหตุแห่งความเห็นผิดทั้งสิ้น​ ที่ปรากฏเป็นลัทธิ​ 62​ นั่นแหละ​ อายตนะ​ 12​ เป็นที่อาศัยให้กิเลสรั่วรดใจ​ ซึ่งต้องสำรวมทั้งทวารกรรม​ คือ​ กาย​ วาจา​ ใจ​ ด้วยปาติโมกขสังวรศีล​ ​ทั้งต้องสำรวมทวารอินทรีย์​ มี​ ตา​ หู​ เป็นต้น​ ด้วยอินทรีย์สัวรศีล​ ส่วนธาตุ​ 18​ นอกจากเป็นที่อาศัยให้กิเลสรั่วรดใจแล้ว​ ยังเป็นที่อาศัยให้ทราบว่าการจะรักษาทั้งปาติโมกขสังวรศีล​ ทั้งอินทรีย์สังวรศีลใหได้หมดจดบริบูรณ์​เป็นวิสุทธิศีลเพื่อเป็นบาทฐาน​ให้แก่วิปัสสนาได้จำต้องอาศัยสติสัมปชัญญะอย่างจะขาดเสียมิได้​ เพราะธาตุมีขอบเขตที่กว้างกว่าอานุภาพที่โดดเด่นกว่าขันธ์​และอายตนะดังกล่าว​ ปกรณ์​นี้จึงได้ชื่อว่า​ " ธาตุกถาปกรณ์​ " ตามขอบเขตและอานุภาพที่เหนือกว่า​(สาติสยนัย)​นั่นเอง

   ธาตุกถาปกรณ์นี้จึงลึกซี้งละเอียดพิสดาร​กว่าธัมมสังคณีปกรณ์​ และวิภังค์ปกรณ์​ เพราะปกรณ์​ทั้ง​ 2​ เป็นการจำแนกธรรมเชิงเดี่ยว​ มีแม่บท(มาติกา)​จำเพเาะเป็นบทตั้ง(บทมูล)​ในธัมมสังคณีปกรณ์​ก็คือบทกัณฑ์​ทั้ง​ 4​ กัณฑ์​ เพียงอย่างเดียวที่ดำรงอยู่ในฐานะที่เป็นแม่บท(มาดิกา)​ได้​ ใ​นวิภังค์ปกรณ์ก็คือบทวิภังค์ทั้ง​ 18​ วิภังค์​ เพียอย่างเดียวทีดำรงฐานะเป็นแม่บท(มาติกา)​ได้​ จึงไม่จำเป็นต้องมีบทเพิ่มเติมเข้ามาท(บทมูลี)​และบทมูลกะอันเป็นผังแสดงรองรับก็ชัดเจนได้​  เพราะเป็นการจำแนกเชิงเดี่ยวนั่นเอง​ ส่วนธาตุกถาปกรณ์​เป็นการจำแนกเชิงซ้อน​ องค์ประกอบในการจำแนกทั้งหมด​ จึงมีฐานะเป็นแม่บท(มาติกา)​ได้ทั้งหมด​  รวม​ 5​ มาตืกา แม้จะมีแม่บทที่เป็นวิธีการจำแนก(นยมาติกา)​เป็นหลักก็ตาม​ แต่สถานภาพของบทธรรมที่นำมาจำแนกต่างกัน​  รวมทั้งต้องสังกัดอยู่ในมาติกาทั้ง 5​ ด้วย​ จึงส่งผลต่อบทมูลและบทมูลีว่าจะมีได้หรือไม่​ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับธรรมที่บทคาถากำกับและบทวิธีการจำแนก​(นยมาติกา)​ 14​ วิธีกำหนด​ สวนศัพท์มูลกะ​หมายถึงฝัง​ตาราง ถ้าใช้แสดงเป็นวิธีกำหนดจำนวนสภาวธรรมเป็นบทตั้ง(บทมูล)​ว่ามีเท่าไร? ก็เรียกว่า​ มูลกนัย​ เช่น​ เอกมูลกนัย เป็นต้น ส่วนบทปุจฉา​วาระ และบทวิสัชนา​วาระ ก็คืิบทสรุป​ในแต่ละครั้งที่จำแนก​ ซึ่งต้องมีประกอบทุกครั้ง​ เพราะความกระจ่างชัดของการจำแนกเชิงซ้อนปรากฏ​ที่ส่วนดังกล่าว

   เนื้อหาธาตุกถาปกรณ์​ จึงมี​  2​ ภาค​ คือ​ ภาคอุุทเทศ​ แสดงส่วนที่เป็นหัวข้อ​ กับภาคนิทเทส แสดงส่วนที่เป็นรายละเอียด​ ดังนี้

   ก. ส่วนที่เป็นภาคอุทเทส​ แสดงธรรมที่เกี่ยวข้องกันทั้งหมดมีสถานภาพเป็นแม่บท(มาติกา)​ได้ทั้งหมด​ เพื่อบอกให้ทราบโดยปริยายว่าเป็นปกรณ์การจำแนกเชิงซ้อน​ มี​ 5​ มาติกา​ คือ

   1. นยมาติกา​ คือ​ แม่บทที่เป็นส่วนแสดงวิธีจำแนกสภาวธรรมเป็นเชิงซ้อน​ 14​ นัย

      (1.1) สงคโห  อสงฺคโห​ คือ​ นัยที่สภาวธรรมมีทั้ง​ส่วนที่สังเคราะห์​กันไม่ได้​ มีทั้งส่วนที่สังเคราะห์​กันได้​  จึงเรียกนัยนี้ว่า สังคหาสังคหนัย​ 

      (1.2)​ สงฺคหิเตน อสงฺคหิตํ  คือ​ นัยที่สภาวธรรมมีส่วนสังเคราะห์​กันไม่ได้​ เกี่ยวข้อง​กับที่มีส่วนสังเคราะห์​กันได้​ จึงเรียกนัยนี้ว่า​ สังคหิเตนอสังคหิตนัย

      (1.3) อสงฺคหิเตน​ สงฺคหิตํ​ คือ​ นัยที่สภาวธรรมมีส่วนสงเคราะห์​กันได้เกี่ยวข้องกับส่วนที่สังเคราะห์​ไม่ได้​ จึง​เรียกนัยนี้ว่า​ อสังคหิเตนสังคหิตนัย

      (1.4) สงฺคหิเตน​ สงฺคหิตํ  คือ​ นัยที่สภาวธรรมมีส่วนสงเคราะห์

              ฯลฯ

   2. อัพภันตรมาติกา แสดงบทภายใน (ภายในอภิธัมมัตถสังคหะ) ที่นำมาแสดงตามนยมาติกา ๑๔ นัย มี นิทเทสหลัก คือ 

       (2.1) ขันธาทินิทเทส  (มี ๑๕ หมวด เริ่มตั้งแต่ ขันธ์ - ถึง อัฏฐังคิกมัคโค) 

       (2.2) ผัสสสัตตกราสีนิเทส มี ๗ (เริ่มตั้งแต่ ผัสสะ - มนสิการ )

   3. นยมุขมาติกา เป็นมาติกาที่แสดงนยแห่งการถาม คือถาม ว่า "สภาพธรรมนั้น ๆ นับสงเคราะห์ได้-ไม่ได้ด้วย ขันธ์ อายตนะ ธาตุ เท่าไร?" 

   4. ลักขณมาติกา เป็นมาติกาที่แสดงถึงสภาพธรรมที่นำมาแสดงประมวลลงเป็น สภาคะ (ประกอบกันได้) และวิสภาคะ (ประกอบกันไม่ได้) ในลักษณะว่า "สภาพธรรมนั้น ประกอบกับ นามขันธ์ ๔ ได้ หรือไม่ได้" 

   5. พาหิรมาติกา เป็นการแสดงมาติกาบทที่นำมาจาก ติกมาติกา ๖๖ บท และอภิธัมมทุกมาติกา ๒๐๐ บท รวมเป็น ๒๖๖ บท ซึ่งเป็นธรรมภายนอก (นอกไปจากอภิธัมมัตถสังคหะ) มาตั้งเป็นคำถาม-ตอบ แล้วประมวลว่า นับสงเคราะห์ได้-ไม่ได้ ประกอบกันได้้-ไม่ได้อย่างไร? 


                            นยอพฺภนฺตรนย-           มุขลกฺขณพาหิรา

                            อิจฺจิมา มาติกา ปญฺจ    ธาตุกฺกถาย เทสิตา ฯ (นิติเมธี)  


ปกิณกธรรม,อภิธรรม,ธัมมสังคณี,วิภังค์,ธาตุกถา

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.