แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปกิณกธรรม แสดงบทความทั้งหมด

 


สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ

รูปแบบการจำแนกธรรมระหว่าง คัมภีร์ธัมมสังคณี ๑ คัมภีร์วิภังค์ ๑ คัมภีร์ธาตุกถา ๑ ต่างกันอย่างไร ? ผู้ศึกษาจะได้ประโยชน์ในรูปแบบที่จำแนกนั้นอย่างไร ?

มีรายละเอียด ดังนี้

   ๑) ธัมมสังคณีปกรณ์

   คำว่า​ " ธัมมสังคณีปกรณ์​ " ประกอบด้วย​ศัพท์ว่า ธัมม  หมายเอาสภาวปรมัตถธรรมล้วนๆได้แก่​ จิต​ เจตสิก​ รูป​ และนิพพาน​ ไม่เกี่ยวกับอัตตา​ สัตว์​ บุคคล​ ตัวตน​ เรา​ เขา​ ที่เป็นสมมุติ​บัญญัติ​(อภิธาน​ 784) และศัพท์ว่า​  สังคณี​ สำเร็จมาจาก​ สํ+คณ+อี=สังคณี​ นัยนี้ จึงหมายถึงการนับจำนวนสภาว​ปรมัตถธรรม​ องค์​ธรรมก็คือ​ส่วนที่เป็นมาติกา(แม่บท)​ อีกนัยหนึ่ง​สำเร็จ​มาจาก​ สํ+คห+อี=สังคณี​ นัยนี้จึง​ หมายถึง​การประมวลรวบรวมสภาวปรมัตถธรรม​ องค์ธรรมก็คือส่วนที่เป็นกลไกประมวลรวบรวม​ สภาวปรมัตถธรรม​ ซึ่งมี​ 4​ กัณฑ์​ตามกิจที่ทำ​ ดังนี้​ คือ

   1. จิตตุปปาทกัณฑ์

   2. รูปกัณฑ์

   3. นิกเขปกัณฑ์

   4. อัฎฐ​กถากัณฑ์

ศัพท์​ว่า​ ปกรณ์​ สำเร็จ​มาจาก​  ปปุพโพ+กร​ กรเณ+ยุ=ปกรณ์​ หมายถึง​ คัมภีร์

   เพื่อความแจ่มชัดแห่งองค์ธรรมอันเป็นทั้งโครงสร้าง​คัมภีร์​และเป็นทั้งศัพท์เทคนิค​(ศัพท์​วิชาการประจำวิชาการนั้นๆ)​

จักขอขยายทที่มา(อาคม)​พร้อมแจ้งเหตุผล(ยุตติ)​และหลักฐาน​ตามคัมภีร์​ที่อาศัยอ้างอิง

   ศัพท์​ว่า​ มาติกา​ มีที่มา​ 2​ นัย​ คือ

   นัยที่​ 1. มาตาวิยาติ=มาติกา​ มีสภาพเหมือนแม่​ เรียกว่า​ มาติกา​ คัมภีร์​วิมติวิโนทนีฎีกา​ขยายความว่า​ มาติกาติ​ อุทฺเทโส, โส​ หิ นิทฺเทสปทานํ​ ชนนิฐาเน ฐิิตตฺตา​ มาตาวิยาติ​ มาติกา​ วุจฺจติ​ ฯ​ แปลว่า​ มาติกาที่เป็นแม่บท​ ก็คืออุทเทสที่เป็น​หัวข้อ, เพราะทั้งคู่นั้น​ ต่างตั้งอยู่ในฐานะผู้ให้นิทเทสที่เป็นข้อย่อยเกิดขึ้นเป็นหลัก(ปธาน)​ดังนั้น​จึกล่าวได้ว่าแม่บท(มาติกา)​เป็นเหมือนมารดาฯ

   นัยที่​ 2. มาตาวิยาติ=มาติกา​ มีสภาพเหมือนคลองส่งน้ำ​ ในคัมภีร์​นิสสยะฎีกาอักษรปัลลวะ​และอักษรสิงหลขยายความว่า​ คลองส่งน้ำย่อมนำน้ำคือมาติกาหลั่งไหล​ลงสู่สระไร่นาสวน​คือนิทเทสบท(ข้อย่อย)​


ประเภทของมาติกา​มี​ 5 ประเภท​ คือ


  1. โดยอาศัยจำนวนนิทเทสบท​จำแนก​ มี​ 2​ ประเภท

     (1.1) ติกมาติกา​ มี​ 22​ ติกะ.

     (1.2) ทุกมาติกา​ มี​ 100​ ทุกะ


  2. โดยอาศัยบุคคลผู้กล่าวจำแนก​ มี​ 2​ ประเภท

      (2.1) อาทัจจภาษิต​ คือ​ มาติกาที่พระสัมมาสัมะุทธเจ้าทรงแสดง​ ได้แก่​ ติกะ​ 22​ ทุกะ​ 100​ ซึ่งเกี่ยวข้องกับอภิธรรม​เฉพาะ​

      (2.2) สาวก​ภาษิต​ คือ​ มาติกาที่สาวกแสดง​ ได้แก่​ สุตตันติกทุกมาติกา​  42  ทุกะ ซึ่งเกี่ยวข้องกับพระสูตรเฉพาะ​ที่พระสารีบุตรเถระแสดง

      (2.3) โดยอาศัยการสงเคราะห์​ปรมัทถธรรมลงในแต่ละมาติกา​จำแนก มี​ 2​ ประเภท

            (2.3.1) นิปปเทสมาติกา​ คือ​ มาติกาที่สงเคราะห์​ปรมัทถธรรมได้หมดไม่มีส่วนเหลือ​ ได้แก่​ ติกะ​ 13​ และ​ ทุกะ​ 71

            (23.2) สัปปเทสมาติกา​ คือ​ มาติกาที่สงเคราะห์​ปรมัทถธรรมได้ไม่หมด​ ยังมีส่วนเหลือ​ ได้แก่​ ติกะ​ 9​ และ​ ทุกะ​ 71


   4.โดยอาศัยการตั้งชื่อจำแนก​ มี​ 2​ ประเภท

      (4.1)​อาทิสัทธนาม คือ​ มาติกา​ ที่การตั้งชื่อสำเร็จจากบทต้น​  เช่น​ กุสลาติกะ​ เป็นต้น

      (4.2) สัพพลัทธนาม​ คือ​ มาติกา​ ที่การตั้งชื่อสำเร็จมาจากทุกบท​ เช่น​ เวทนาติก  เป็นต้น


   5) โดยอาศัยส่วนที่เป็นแนวพระอภิธรรม​(อภิธรรม​นัย)​และส่วนที่เป็นแนวพระสูตร(สุตตันตนัย)​ มี​ 3​ ประเภท

      (5.1)  ติกมาติกา​ มี​ 22​ ติกะ

      (5.2)  ทุกมาติกา​ มี​ 100​ ทุกะ

      (5.3)  สุตตันติกาทุกมาติกา​ มี​ 42  ทุกะ


   ลำดับตอนที่แสดง​ มี​ 4​ กัณฑ์

   1. จิตตุปปาทกัณฑ์​(ตอนที่ทรงแสดงเรื่องจิตและเจตสิก

   2. รูปกัณฑ์​ ตอนที่ทรงแสดงเรื่องรูป

   3. นิกเขปกัณฑ์​ ตอนที่ทรงแสดงคัดแยกมาติกาเป็นหมวดย่อย​(บท)​ คือ​ ติกมาติก​า ธรรมหมวดสาม​ 22​ ติกะ​ เป็น​ 66 บท, ทุกมาติกา​ ธรรมหมวดสอง​ 100​ ทุกะ​ เป็น​ 200  บ​ท

   4. อัฎฐกถากัณฑ์​ ตอนที่ทรงแสดงการสรุป องค์​ธรรมของอภิธรรม​นัย(ติกะ​ 22+ทุกะ100) ยกเว้นสุตตันตนัย( ทุกะ​ 42)



๒) วิภังค์ปกรณ์

   หมายถึง​คัมภีร์​ที่แสดงการจำแนกธรรม​ ซึ่งการจำแนกธรรม​ มี​ 2​ รูปแบบ​ คือ

   1. แบบคัดแยกธรรมเป็นข้อย่อย​ เช่น​ กุสลติกะ​ แบงแยกเป็น​ 3​ ข้อย่อย​ คือ

      (1.1)กุสลา ธัมมา

      (1.2) อกุสลา​ ธัมมา

      (1.3) อพยากตา​ ธัมมา

รูปแบบนี้่​ ใช้ในธัมมสังคณี​ปกรณ์

   2. แบบคัดรวมเป็นหมวดธรรม​ เช่น​ รวมธรรมที่จัดเป็นหมวดขันธ์​ได้​ ธรรมเหล่านั้น​ ต้องประกอบด้วยลักษณะ​ 11​ อย่าง​ คือ​ เป็น​ อดีต​ อนาคต​ ปัจจุบัน(3), เป็นไป​ ภายใน​ ภายนอก​(2), มี​ หยาบ​ ละเอียด (2), มี​ เลว​ ประณีต (2), มี​ อยู่ไกล้​ อยู่ใกล้​ (2) รูปแบบ​นี้​ใช้ใน วิภังค์ปกรณ์

   แบบ​ ธัมมสังคณีปกรณ์​ มี​ บทมาติกาเป็นบทตั้งเป็นอภิธรรม​ภาชนียนัยล้วน​ ส่วนแบบวิภังค์ปกรณ์​ มี​ บท​ 18​ วิภังค์​ เป็นบทตั้ง​ มีทั้งส่วนทีเป็นอภิธรรมภาชนียนัย, ส่วนทีเป็นสุตตันตภาชนียนัย​ และ​ ส่วนที่นำมาจากพระวินัยคือศีล​ 5​ เพื่อเป็นแนวตัวอย่างของบทตั้ง(สิกขาบทวิภังค์)​ ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับ​ปัญหาปุจฉกนัย

   สมจริงดังคัมภีร์​นิสสยะ​ อักษรปัลลวะ​ อักษร​สิงหล​ และอักษรขอม​ อธิบาย​ความเกี่ยวเนื่องกันระหว่างธรรมที่เป็นบทตั้ง(บท​ 18​ วิภังค์)​ เปรียบ​ได้​กับเครื่องเครื่องยนต์​ ส่วนที่เป็นกลไกเปรียบได้กับอภิธรรมภาชนียนัย​ ส่วนที่เป็นระบบเปรียบได้กับสุตตันตภาชนียนัย​ ส่วนแนวที่เป็นตัวอย่าง​พระวัยเปรียบ​ได้​กับผู้ใช้เครื่องยนต์​ ชึ่งจะรู้ระเบียบ​การใช้เครื่อง​ยนต์​ได้ต้องอาศัยการถามตอบ(ปัญหา​ปุจฉกนัย)

   ในวิภังค์ปกรณั จึงมีธรรมเป็นบทตั้งได้​ 18​ วิภัังค์​ ดังนี้

   1. ขันธวิภังค์​  การจำแนกขันธ์

   2. อายตนวิภังค์​  การจำแนกอายตนะ

   3. ธาตุวิภังค์​  การจำแนกธาตุ

   4. สัจจวิภังค์​  การจำแนกสัจจะ

   5. อินทรียวิภังค์​  การจำแนกอินทรีย์

   6. ปฏิจจสมุปปาทวิภังค์​  การจำแนกปฏิจจสมุปบาท

   7. สติปัฏฐานวิภังค์​  การจำแนกสติปัฏฐาน

   8. สัมมัปปธานวิภังค์​  การจำแนกสัมมัปปธาน

   9. อิทธิปาทวิภังค์​  การจำแนกอิทธิบาท

   10. โพชฌังควิภังค์​  การจำแนกโพชฌงค์

   11. มัคคังควิภังค์​  การจำแนกองค์​มรรค

   12. ฌานวิภังค์​  การจำแนกฌาน

   13. อัปปมัญญาวิภังค์​  การจำแนกอัปปมัญญา

   14. สิกขาปทวิภังค์​  การจำแนกสิกขาบท

   15. ปฏิสัมภิทาวิภังค์​  การจำแนกปฏิสัมภิทา

   16. ญาณวิภังค์​  การจำแนกญาณ

   17. ขุททกวิภังค์​  การจำแนกอกุศล​ธรรมต่างๆ

   18. ธัมมหทยวิภังค์​  การจำแนกธรรมอันเปรียบเสมือนดวงใจ

   เพื่อให้เห็นประจักษ์​ถึงองค์​ธรรมที่ใช้หลักจำแนกธรรม​ ทั้งแนวคัดแยก(ธัมมสังคณีปกรณ์)​ และทั้งแนวคัดรวม(วิภังค์ปกรณ์)​ คัมภีร์​อภิ.มูลฎีกา​ 2/2  จึงกล่าวสำทับความว่า​ ในธัมมสังคณีปกรณ์​ทรงใช้ลำดับกัณฑ์​ทั้ง​ 4​ เป็นหลัก​จำแนก​ เพื่อให้สอดข้องกับกิจในอริยสัจ​ 4​ ในวิภังค์ปกรณ์​ ทรงใช้คุณ​สมบัติของ​บทวิภังค์ทั้ง​ 18​ เป็นหลักจำแนก​ เพื่อให้สอดข้องกับ​ อาเวนีกธรรม​ 18​ อันเป็นคุณ​สมบัติเฉพาะ​พระองค์​ ชึ่งสามารถอาศัยเป็นเหตุให้ทราบได้ว่า​ ทำไมติกมาติกา, ทุกมาติกา​ ส่วนไหนบ้าง​ สงเคราะห์​ได้ครบหรือไม่​ครบ​ บทวิภังค์ขัอทึ่ 5​ และข้อที่​ 14​ มีส่วนของการรู้จักใช้เครื่องยนต์​(รู้ระเบียบ=ปัญหา​ปุจฉกนัย)​เป็นประธาน​ บทวิภังค์ข้อที่​ 16​ และ​ ข้อที่​ 17​ มีส่วนรู้จักระบบ=สตตันตภาชนียนัยเป็นประธาน​ บทวิภังค์ข้อที่​ 18​ มีส่วนรู้จักหัวใจของเครื่องยนต์​(ธรรมะ)​อันเป็นหลักศูนย์กลาง​สัมพันธ์​เชื่อมโยง​กลไก(พระอภิธรรม)​ ระบบ(พระสูตร)​ ระเบียบ​(พระวินัย)

   แม้นเพียงแค่​เรื่องการจำแนกธรรม​ ทั้งแบบธัมมสังคณีปกรณ์​ และแบบวิภังค์ปกรณ์​ ผู้ใคร่ธรรมทั้งหลายก็จะมองเห็นความสุขุมลุ่มลึกละเอียดพิสดาร​ในแง่มุมต่างๆอันเป็นพระสัพพัญญุต​ญาณ​ของพระพุทธองค์​ แล้วไฉนเล่า​ ธาตุกถาปกรณ์, ปุคคล​บัญญัติ​ปกรณ์, กถาวัตถุปกรณ์​ฺ, ยมกปกรณ์, มหาปัฏ​ฐาน​ปกรณ์​จักไม่ทวีความเข้มข้นยิ่งๆขึ้นไปอีกหรือ? ควรหรือไม่หนอที่พวกเราชาวพุทธ​ที่โชคดีเกิดมาพบพระพุทธ​ศาสนาที่ดำรง​อยู่​จักไม่พากันศึกษาอนุรักษ์​ไว้ให้ลูกหลาน​ของเรา​ครับ


  ๓) ธาตุกถาปกรณ ์

   เป็นปกรณ์​ที่รวบรวม​ธรรมทีจำแนกแบบคัดรวม​ คือสังเคราะห์​เป็นหมวดธรรมในแนววิภังค์ปกรณ์​(125 บท)​ กับธรรมที่จำแนกแบบคัดแยกเป็นประเภทธรรม​ ในแนวธัมมสังคณีปกรณ์(266 บท)​ และในแนวธาตุกถาปกรณ์​โดยตรงฃึ่งจำแนกเป็นเชิงซ้อนเป็นหลักอยู่แล้ว(105 บท)​ด้วยแม่บทเป็นที่เป็นวิธีการ​ 14​ วิธี​ (นยมาติกา)​ที่จำเป็นต้องจำแนกสภาวธรรมในแนววิภังคปกรณ์​และในแนวธัมมสังคณีปกรณ์​ซ้ำอีกครั้งให้เป็นเชิงซ้อน)​เพื่อให้เห็นว่า​ บทสภาวธรรมทั้ง​ 3 แนว​ เกี่ยวข้องสัมพันธ์​กับ​ ขันธ์​ 5​ อายตนะ​ 12​ และธาตุ​ 18​ อย่างไร? ซึ่งจะเป็นพื้นฐานให้ทราบถึงหลักการปฏิบัติธรรมต่ออีกทอดหนึ่ง​ กล่าวคือ​ ขันธ์​ 5​ เป็นที่ตั้งแห่งความเห็นผิดว่า​ เป็นอัตตา​ ตัวตน​ เราเขา(สักกาย​ ทิฏฐิ=อัตตานุทิฏ​ฐิ)​ อันเป็นต้นเหตุแห่งความเห็นผิดทั้งสิ้น​ ที่ปรากฏเป็นลัทธิ​ 62​ นั่นแหละ​ อายตนะ​ 12​ เป็นที่อาศัยให้กิเลสรั่วรดใจ​ ซึ่งต้องสำรวมทั้งทวารกรรม​ คือ​ กาย​ วาจา​ ใจ​ ด้วยปาติโมกขสังวรศีล​ ​ทั้งต้องสำรวมทวารอินทรีย์​ มี​ ตา​ หู​ เป็นต้น​ ด้วยอินทรีย์สัวรศีล​ ส่วนธาตุ​ 18​ นอกจากเป็นที่อาศัยให้กิเลสรั่วรดใจแล้ว​ ยังเป็นที่อาศัยให้ทราบว่าการจะรักษาทั้งปาติโมกขสังวรศีล​ ทั้งอินทรีย์สังวรศีลใหได้หมดจดบริบูรณ์​เป็นวิสุทธิศีลเพื่อเป็นบาทฐาน​ให้แก่วิปัสสนาได้จำต้องอาศัยสติสัมปชัญญะอย่างจะขาดเสียมิได้​ เพราะธาตุมีขอบเขตที่กว้างกว่าอานุภาพที่โดดเด่นกว่าขันธ์​และอายตนะดังกล่าว​ ปกรณ์​นี้จึงได้ชื่อว่า​ " ธาตุกถาปกรณ์​ " ตามขอบเขตและอานุภาพที่เหนือกว่า​(สาติสยนัย)​นั่นเอง

   ธาตุกถาปกรณ์นี้จึงลึกซี้งละเอียดพิสดาร​กว่าธัมมสังคณีปกรณ์​ และวิภังค์ปกรณ์​ เพราะปกรณ์​ทั้ง​ 2​ เป็นการจำแนกธรรมเชิงเดี่ยว​ มีแม่บท(มาติกา)​จำเพเาะเป็นบทตั้ง(บทมูล)​ในธัมมสังคณีปกรณ์​ก็คือบทกัณฑ์​ทั้ง​ 4​ กัณฑ์​ เพียงอย่างเดียวที่ดำรงอยู่ในฐานะที่เป็นแม่บท(มาดิกา)​ได้​ ใ​นวิภังค์ปกรณ์ก็คือบทวิภังค์ทั้ง​ 18​ วิภังค์​ เพียอย่างเดียวทีดำรงฐานะเป็นแม่บท(มาติกา)​ได้​ จึงไม่จำเป็นต้องมีบทเพิ่มเติมเข้ามาท(บทมูลี)​และบทมูลกะอันเป็นผังแสดงรองรับก็ชัดเจนได้​  เพราะเป็นการจำแนกเชิงเดี่ยวนั่นเอง​ ส่วนธาตุกถาปกรณ์​เป็นการจำแนกเชิงซ้อน​ องค์ประกอบในการจำแนกทั้งหมด​ จึงมีฐานะเป็นแม่บท(มาติกา)​ได้ทั้งหมด​  รวม​ 5​ มาตืกา แม้จะมีแม่บทที่เป็นวิธีการจำแนก(นยมาติกา)​เป็นหลักก็ตาม​ แต่สถานภาพของบทธรรมที่นำมาจำแนกต่างกัน​  รวมทั้งต้องสังกัดอยู่ในมาติกาทั้ง 5​ ด้วย​ จึงส่งผลต่อบทมูลและบทมูลีว่าจะมีได้หรือไม่​ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับธรรมที่บทคาถากำกับและบทวิธีการจำแนก​(นยมาติกา)​ 14​ วิธีกำหนด​ สวนศัพท์มูลกะ​หมายถึงฝัง​ตาราง ถ้าใช้แสดงเป็นวิธีกำหนดจำนวนสภาวธรรมเป็นบทตั้ง(บทมูล)​ว่ามีเท่าไร? ก็เรียกว่า​ มูลกนัย​ เช่น​ เอกมูลกนัย เป็นต้น ส่วนบทปุจฉา​วาระ และบทวิสัชนา​วาระ ก็คืิบทสรุป​ในแต่ละครั้งที่จำแนก​ ซึ่งต้องมีประกอบทุกครั้ง​ เพราะความกระจ่างชัดของการจำแนกเชิงซ้อนปรากฏ​ที่ส่วนดังกล่าว

   เนื้อหาธาตุกถาปกรณ์​ จึงมี​  2​ ภาค​ คือ​ ภาคอุุทเทศ​ แสดงส่วนที่เป็นหัวข้อ​ กับภาคนิทเทส แสดงส่วนที่เป็นรายละเอียด​ ดังนี้

   ก. ส่วนที่เป็นภาคอุทเทส​ แสดงธรรมที่เกี่ยวข้องกันทั้งหมดมีสถานภาพเป็นแม่บท(มาติกา)​ได้ทั้งหมด​ เพื่อบอกให้ทราบโดยปริยายว่าเป็นปกรณ์การจำแนกเชิงซ้อน​ มี​ 5​ มาติกา​ คือ

   1. นยมาติกา​ คือ​ แม่บทที่เป็นส่วนแสดงวิธีจำแนกสภาวธรรมเป็นเชิงซ้อน​ 14​ นัย

      (1.1) สงคโห  อสงฺคโห​ คือ​ นัยที่สภาวธรรมมีทั้ง​ส่วนที่สังเคราะห์​กันไม่ได้​ มีทั้งส่วนที่สังเคราะห์​กันได้​  จึงเรียกนัยนี้ว่า สังคหาสังคหนัย​ 

      (1.2)​ สงฺคหิเตน อสงฺคหิตํ  คือ​ นัยที่สภาวธรรมมีส่วนสังเคราะห์​กันไม่ได้​ เกี่ยวข้อง​กับที่มีส่วนสังเคราะห์​กันได้​ จึงเรียกนัยนี้ว่า​ สังคหิเตนอสังคหิตนัย

      (1.3) อสงฺคหิเตน​ สงฺคหิตํ​ คือ​ นัยที่สภาวธรรมมีส่วนสงเคราะห์​กันได้เกี่ยวข้องกับส่วนที่สังเคราะห์​ไม่ได้​ จึง​เรียกนัยนี้ว่า​ อสังคหิเตนสังคหิตนัย

      (1.4) สงฺคหิเตน​ สงฺคหิตํ  คือ​ นัยที่สภาวธรรมมีส่วนสงเคราะห์

              ฯลฯ

   2. อัพภันตรมาติกา แสดงบทภายใน (ภายในอภิธัมมัตถสังคหะ) ที่นำมาแสดงตามนยมาติกา ๑๔ นัย มี นิทเทสหลัก คือ 

       (2.1) ขันธาทินิทเทส  (มี ๑๕ หมวด เริ่มตั้งแต่ ขันธ์ - ถึง อัฏฐังคิกมัคโค) 

       (2.2) ผัสสสัตตกราสีนิเทส มี ๗ (เริ่มตั้งแต่ ผัสสะ - มนสิการ )

   3. นยมุขมาติกา เป็นมาติกาที่แสดงนยแห่งการถาม คือถาม ว่า "สภาพธรรมนั้น ๆ นับสงเคราะห์ได้-ไม่ได้ด้วย ขันธ์ อายตนะ ธาตุ เท่าไร?" 

   4. ลักขณมาติกา เป็นมาติกาที่แสดงถึงสภาพธรรมที่นำมาแสดงประมวลลงเป็น สภาคะ (ประกอบกันได้) และวิสภาคะ (ประกอบกันไม่ได้) ในลักษณะว่า "สภาพธรรมนั้น ประกอบกับ นามขันธ์ ๔ ได้ หรือไม่ได้" 

   5. พาหิรมาติกา เป็นการแสดงมาติกาบทที่นำมาจาก ติกมาติกา ๖๖ บท และอภิธัมมทุกมาติกา ๒๐๐ บท รวมเป็น ๒๖๖ บท ซึ่งเป็นธรรมภายนอก (นอกไปจากอภิธัมมัตถสังคหะ) มาตั้งเป็นคำถาม-ตอบ แล้วประมวลว่า นับสงเคราะห์ได้-ไม่ได้ ประกอบกันได้้-ไม่ได้อย่างไร? 


                            นยอพฺภนฺตรนย-           มุขลกฺขณพาหิรา

                            อิจฺจิมา มาติกา ปญฺจ    ธาตุกฺกถาย เทสิตา ฯ (นิติเมธี)  


[full-post]

 


เด็กอายุต่ำกว่า ๗ ขวบ บรรลุธรรมได้หรือไม่

ถาม สามเณรอายุ ๗ ขวบเท่านั้นก็บรรลุเป็นพระอรหันต์ได้ หรือแม้นางวิสาขามหาอุบาสิกาก็บรรลุโสดาบัน เมื่ออายุเพียง ๗ ขวบ อยากทราบว่าผู้ที่อายุต่ำกว่า ๗ ขวบ สามารถจะบรรลุเป็นพระอรหันต์หรือบรรลุเป็นพระอริยะขั้นต่ำกว่านั้นได้หรือไม่
ตอบ ได้อ่านพบที่มาในพระไตรปิฎกที่กล่าวถึงผู้ที่บรรลุเป็นพระอรหันต์เมื่อ อายุ ๔ และ ๕ ขวบ เพียง ๒ ท่าน คือพระเอกที่ปิยเถระ ๑ บรรลุเมื่ออายุ ๔ ขวบ และพระปัญจศีลสมาทานิยเถระ ๒ บรรลุเมื่ออายุ ๕ ขวบ ซึ่งจะขอยกเฉพาะเรื่องของพระปัญจศีลสมาทานิยเถระ มาเล่าทั้งหมด ตามที่มีอยู่ในพระไตรปิฎก ซึ่งท่านกล่าวไว้เองว่า
เวลานั้น เราเป็นคนรับจ้างทำงานอยู่ในนครจันทวดี เรามัวแต่ประกอบการงานให้ผู้อื่นเสียจึงมิได้บวช โลกทั้งหลายถูกความมืดใหญ่หลวงปิดบังแล้ว ย่อมถูกไฟ ๓ กอง เผา (ไฟ ๓ กองนี้อรรถกถาแก้ว่า ได้แก่ ไฟนรก ๑ ไฟในเปรตวิสัย ๑ และไฟคือสังสาระ อีก ๑) เผาอยู่ โลกทั้งหลายถูกความมืดใหญ่หลวงปิดบังแล้ว ย่อมถูกไฟ ๓ กองเผา เราควรจะปลีกตนออกไปด้วยอุบายอะไรหนอ ในเมื่อไทยธรรมของเราก็ไม่มีจะให้ทาน และเราเป็นคนยากไร้ ทำงานรับจ้าง ถ้ากระไรเราพึงรักษาศีล ๕ ให้บริบูรณ์เถิด เราจึงเข้าไปหาพระภิกษุชื่อนิสภะ ผู้เป็นสาวกของพระมุนี พระนามว่า อโนมทัสสี แล้วได้รับสิกขาบทห้า
ในสมัยนั้นเรามีอายุแสนปี เรารักษาศีล ๕ ให้บริบูรณ์ตลอดเวลาเท่านั้น เมื่อเวลาเราใกล้จะตาย ทวยเทพพากันชื่นชมเชื้อเชิญเราว่า ท่านผู้นิรทุกข์ รถอันเทียมด้วยม้าพันหนึ่งนี้ปรากฏแล้วเพื่อท่าน เมื่อจะจุติ เราระลึกถึงศีลของเราด้วยกุศลกรรมที่ทำแล้ว เราได้ไปสู่ภพดาวดึงส์ ได้เป็นจอมเทพ เสวยราชสมบัติในเทวโลกถึง ๓๐ ครั้ง แวดล้อมด้วยนางอัปสรทั้งหลาย และได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๗๕ ครั้ง ได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์นับไม่ได้ เราอันกุศลมูลตักเตือนแล้ว เคลื่อนจากเทวโลกมาเกิดในสกุลพราหมณ์มหาศาลอันมั่งคั่ง ในนครเวสาลี เมื่อศาสนาของพระชินเจ้ายังรุ่งเรืองอยู่ มารดา และบิดาของเราได้รับศีล ๕ ในเวลาเข้าพรรษา เราฟังเรื่องศีลอยู่พร้อมกับมารดาบิดาของเรา จึงระลึกถึงศีลของเราได้ เรานั่งอยู่บนอาสนะเดียวได้บรรลุพระอรหัตแล้ว เราได้บรรลุพระอรหัตนับแต่เกิดได้ ๕ ปี
พระพุทธเจ้าผู้มีพระจักษุ ทรงทราบคุณวิเศษของเราแล้ว ได้ประทานอุปสมบทให้เรา เรารักษาสิกขาบท คือศีล ๕ ให้บริบูรณ์แล้ว ไม่ได้ไปสู่วินิบาต คือทุคติเลย ตลอดกัปหาประมาณมิได้นับแต่กัปนี้ เรานั้นได้เสวยยศเพราะกำลังแห่งศีลเหล่านั้น เมื่อจะประกาศผลของศีลที่เราได้เสวยแล้ว โดยจะนำมาประกาศตลอดโกฏิกัป ก็พึงประกาศได้เพียงส่วนเดียว เรารักษาศีลห้าแล้ว ย่อมได้เหตุ ๓ ประการ คือ ๑. เป็นผู้มีอายุยืน ๒. มีโภคสมบัติมาก ๓. มีปัญญาคมกล้า เมื่อเราประกาศผลของศีลทั้งปวงแก่มนุษย์ อันมีประมาณยิ่ง เราท่องเที่ยวอยู่ในภพน้อยภพใหญ่ย่อมได้ฐานะเหล่านี้ พระสาวกของพระชินเจ้าทั้งหลาย ประพฤติอยู่ในศีลหาประมาณมิได้ ถ้าจะพึงยินดีอยู่ในภพจะพึงได้รับ ผลเช่นไร ศีลห้าอันเราผู้เป็นคนรับจ้างมีความเพียรประพฤติดีแล้ว เราพ้นจากเครื่องผูกทั้งปวงได้ในวันนี้ด้วยศีลนั้น ในกัปอันประมาณมิได้แต่กัปนี้ เรารักษาศีล ๕ แล้วไม่รู้สึกถึงทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการรักษาศีลห้า คุณวิเศษเหล่านี้ คือปฏิสัมภิทาสี่ วิโมกข์แปด และแม้อภิญญาหก เราทำให้แจ้งแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว ฉะนี้แล
ทั้งหมดนี้คือเรื่องราวของท่านพระปัญจศีล สมาทานิยเถระ ที่ได้กล่าวไว้หลังจากท่านบรรลุเป็นพระอรหันต์แล้ว อานิสงส์แห่งการรักษาศีล ๕ ให้บริบูรณ์ มีอานุภาพมาก ถึงเพียงนี้แล
---------
ขอขอบคุณ อาจารย์สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ (เพจ)


[full-post]



ศีลเมื่อจำแนกโดยอาศัยสภาพความหมดจดของบุคคลเป็นไฉน ?  มีอะไรเป็นขอบเขตแห่งความหมดจดนั้น ?

   - มีได้ในบุคคล 5 ประเภท ดังนี้ คือ

   1. ปริยันตปาริสุทธิศีล คือ  ศีลของอนุปสัมบันบุคคล เพราะมีสิกขาบทจำกัด คือ สิกขาบท 5 ในฐานะเป็นนิจจศีล (สิกขาบทที่พึงรักษาเป็นประจำ) สิกขาบท 8 (สืกขาบทในฐานะเป็นองค์อุโบสถ) อุตสาหะเต็มที่ก็สิกขาบท 10 ทรงจัดเป็นชุดๆ เพื่อให้อนุปสัมบันทราบว่า การเข้าถึงความบริสุทธิ์หมดจดได้ ต้องรักษาได้ทุกสิกขาบทครบ ดุจภาชนะใส่น้ำ แม้รั่วเพียงรูเดียว น้ำก็ไหลรั่วรดท่วมทับภาชนะนั้นได้ฉันใด สิกขาบทที่เป็นชุดๆนั้น รั่วคือรักษาไม่ได้ด้วยสิกขาบทใด กิเลสก็ไหลรั่วรดท่วมทับจิตใจทางสิกขาบทนั้นก็ฉันนั้น ศีลของอนุปสัมบันจึงเกี่ยวข้องกับจำนวนสิกขาบทแน่นอน เหมือนศีลของท่านฆฏิกการผู้เป็นสหายท่านโชติกมานพนั่นแล

      2. อปริยันตปาริสุทธิศีล คือศีลของอุปสัมบันบุคคล เนื่องจากจำนวนสิกขาบทมีมาก นับเป็นโกฏิข้อก็ไม่จบสิ้นได้ ท่านจึงศึกษาหลักการการจัดการ เพื่อป้องกันความเสียหาย ซี่งต้องประกอบพร้อม ทั้งสาตถกสัมปชัญญา ทั้งสัปปายสัมปชัญญะ และหลักการการบริหาร เพื่อป้องกันความผิดพลาด ซึ่งต้องประกอบพร้อมทั้งโคจรสัมปชัญญะ ทั้งอสัมโมหสัมปชัญญะ เช่น ภูตคามสิกขาบท เมื่อท่านเห็นว่าไม่เหมาะกับสมณเพศ(สัปปายสัมปชัญญะไม่มี)ท่านก็ไม่จัดการทำเอง เมี่อท่านเห็นว่า การบริหารด้วยกัปปิยโวหารโดยการใช้อนุปสัมบัน ทั้งโคจรสัมปชัญญะ ทั้งอสัมโมหสัมปชัญญะก็ไม่เสีย แถมท่านก็ไม่พลาดจากการบริหารวัดให้สะอาดสวยงามได้อีกด้วย ดังนั้นความเป็นผู้รอบรู้การจัดการความเสียหาย และรอบรู้การบริหารความผิดพลาดจึงไม่มีผลต่อจำนวนสิกขาบทแน่นอน เหมือนศีลของพระมหาติสสเถระผู้อาศัยอยู่ที่จีวรคุมพวิหารที่นอนเพลียอ่อนแรงจวนเจียนจะสิ้นแรงจากการเดินทางไกลใต้มะม่วงที่มีผลสุกร่วงหล่นกระจายเต็มพื้นที่ ซึ่งไม่มีเจ้าของก็ไม่หยิบฉัน เพราะขาดผู้ประเคน(ปฏิคาหก) คือไม่ยอมละเมิดปฏิคคาหณสิกขาบท(สิกขาบทที่เกี่ยวกับการรับ) พอมีอุบาสกผู้เป็นบัณฑิตแตกฉานพระวินัยพบเห็นเข้าก็รู้ถึงความเป็นผู้มีศีลบรืสุทธื์หมดจดของท่าน จึงเกิดศรัทธาทำน้ำปานะมะม่วงถวายให้ท่านดื่มบรรเทาอาการกระหายและอิดโรย พร้อมแบกท่านขึ้นหลังของตนเพื่อนำส่งวัด ด้วยพลานุภาพของศีลที่บริสุทธิ์หมดจดดังกล่าวพระเถระเจริญวิปัสสนาบนหลังของอุบาสกก็บรรลุเป็นพระอรหันต์ได้สะดวกแล              

   3. ปริปุณณปาริสุทธิศีล คือศีลของกัลยาณปุถุชนบุคคล ผู้เจริญวิปัสสนาถึงขั้นสังขารุเปกขาญาณจนเชี่ยวชาญชำนาญเป็นปกติวิสัยก็มีความบริสุทธิ์หมดจดอันเป็นเหตุให้บรรลุเป็นพระอรหันต์ได้สะดวก เหมือนศีลของพระมหาสังฆรักขิตเถระ และพระสังฆรักขิตเถระผู้เป็นหลาน มีเรื่องเล่าว่า ภิกษุสงฆ์ถามถึงการบรรลุโลกุตตรธรรมกะพระมหาสังฆรักขิตเถระ ผู้มีพรรษาเกิน 60 ซึ่งนอนอยู่บนเตียงที่จะมรณภาพ พระเถระกล่าวตอบว่า " เราไม่มีโลกุตตรธรรม " ภิกษุหนุ่มผู้เป็นอุปัฏฐากของพระเถระกล่าวว่า " ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ผู้คนทั้งหลายประชุมกันตลอด 12 โยชน์โดยรอบ เพราะคิดว่า ท่านจะเป็นพระที่ปรินิพพาน, ความร้อนใจจักมีแก่มหาชน เพราะการตายอย่างปุถุชนของท่านนี่แหละ " พระเถระจึงกล่าวว่า " นี่แน่ท่าน เพราะเราตั้งใจว่า " ฉันจักพบพระผู้มีพระภาคเมตไตรย " วิปัสสนาญาณจึงหยุดยั้งอยู่แค่สังขารุเปกขาญาณ, ถ้าอย่างนั้น ท่านจงช่วยพยุงให้เรานั่งขึ้นเถิด " แล้วภิกษุหนุ่มก็ออกไปนอกห้อง พระเถระบรรลุพระอรหัตพร้อมกับการเดินออกไปของพระภิกษุนั้นนั่นแหละ แล้วได้ให้สัญญาด้วยการดีดนิ้วมือ สงฆ์ประชุมกันกล่าวว่า " ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ตัวท่านเมื่อทำโลกุตตรธรรมให้บังเกิดขึ้นได้ในเวลาใกล้ตายเห็นเช่นนี้ ชื่อว่าทำกิจที่บุคคลทำได้ยาก"  พระเถระกล่าวว่า " ดูก่อน ท่านทั้งหลาย ตัวเราตั้งแต่กาลที่บวชแล้ว ชื่อว่า การกระทำที่เราทำเพราะไม่รู้สึก เพราะหาสติมิได้ เราระลึกถึงไม่ได้เลย " (ท่านสำรวมทวารอินทรีย์ด้วยการเจริญอินทรีย์สังวรศีลเป็นปกติวิสัย) แม้พระสังฆรักขิตเถระผู้เป็นหลานของท่านก็บรรลุอรหัตโดยทำนองนี้ ในกาลที่มีพรรษา 50 นั่นแล

   4. อปรามัฏฐปาริสุทธิศีล คือ ศีลของพระเสขะ 7 จำพวก ที่ละอาหารอันเป็นเหตุให้ตัณหาและทิฏฐิจับต้องลูบคลำศีลไม่ได้ คือ การละสักกายทิฎฐิได้เป็นสมุทเฉท(เด็ดขาด)แล้วในโสดาปัตติมรรค แต่ก็ยังมีการป้องกันไม่ให้ตัณหาและทิฏฐิจับต้องลูบคลำศีลได้ด้วยการเจริญอินทรีย์สังวรศีล ท่านจึงสงเคราะห์กัลยาณปุถุชนผู้เจริญอินทรีย์สังวรศีลเข้าไว้ในกลุ่มนี้ด้วย ซึ่งเมื่อสำรวมได้ดีเป็นอุปนิสัยแล้ว สติจะตั้งมั่นไม่หวั่นไหวที่จะหลุดพ้นจากวัฏฏทุกข์ให้ได้ เพราะไม่มีตัณหาและทิฏฐิทำให้การปฏิบัติมัวหมอง เหมือนอย่างศีลของพระติสสเถระ ผู้เป็นบุตรของกฏุมพี ออกบวชปฏิบัติวิปัสสนาในป่า น้องสะใภ้เกรงว่าจะสึกออกมาแบ่งสมบัติ จึงจ้างคนให้ไปฆ่า พระเถระขอโอกาสปฏิบัติวิปัสสนาต่อ แต่คนร้ายไม่ยอม เพื่อให้มั่นใจว่าท่านไม่หลบหนี พระเถระจึงใช้ก้อนหินใหญ่ทุบทำลายเท้าทั้งสอง รุ่งเช้าพระเถระก็บรรลุเป็นพระอรหันต์ อีกตัวอย่างหนึ่ง พระเถระเป็นไข้หนัก ไม่สามารถบริโภคอาหารด้วยมือตนเองได้ นอนจมเกลือกกลิ้งบนปัสสาวะอุจจาระของตน ภิกษุหนุ่มรูปหนึ่งพบเห็นเข้าจึงกล่าวว่า " โอ้ ! ชีวิตสังขารทั้งหลายเป็นทุกข์หนอ " พระเถระกล่าวกับภิกษุรูปนั้นว่า " นี่แน่ะ ท่าน เราเมื่อตายไปบัดนี้ ย่อมได้สวรรค์สมบัติ, เราไม่มีความสงสัยในเรื่องนี้, แต่ขึ้นชื่อว่าสมบัติที่ได้เพราะทำลายศีลนี้ เป็นเหมือนได้ความเป็นคฤหัสถ์กลับมาเพราะบอกคืนสิกขา, เราจักตายไปพร้อมกับศีลนี้นี่แหละ " พระเถระนอนพิจารณาโรคนั้นไปก็บรรลุเป็นพระอรหันต์แล

   5. ปฏิปัสสัทธิศีล คือ ศีลของพระขีณาสพผู้เป็นสาวกของพระตถาคตเจ้าทั้งหลาย ของพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย ของพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย ที่บริสุทธิ์หมดจด เพราะสงบระงับความทะยานยากได้สิันเชิงแล้ว

   ในวิสุทธิมรรคมหาฎีกา 1/20/88 อธิบายความ คำว่า เสขปริยันตธรรม คือ การเจริญวิปัสสนา นับตั้งแต่ นามรูปปริเฉทญาณ ถึงโคตรภูญาณ เป็นขอบเขตเต็มที่ของ

โลกีย์ญาณ ส่วนความบริบูรณ์เต็มเปี่ยม ต้องนับตั้งแต่การสมาทาน สังวรวินัย(ซึ่งจำต้องอาศัยป้องกันและฝึกฝน ไม่ให้เผลอประมาท มีการสพประมาท และชล่าใจเป็นต้น อันเป็นเหตุให้สภาพจิตรใจ หยาบแข็งกระด้าง ทำให้ไม่คู่ควร แก่การรองรับมรรคผลได้ ดังนั้น คำว่าไม่มีที่สุด ท่านจึงมุ่งหมายเอา การสมาทานได้หมด ไม่มีเหลือเลย คือไม่มีที่สุดด้วยกายและชีวิตนั่นแหละ คือด้วยอานุภาพที่ปฏิบัติได้เช่นนั้นนั่นเอง หาใช่ด้วยการนับไม่ ทั้งๆที่นับได้ หนึ่งหมื่นเจ็ดพันโกฏิห้าล้านสามสิบหกสิกขาบทแล้ว ก็ยังละการนับต่อ ด้วยเปยยาลนั่นแล ซึ่งสภาวะเช่นนั้นผู้ปฏิบัติต้องเจริญถึงสังขารุเบกขาญาณจึงจะมีอานุภาพเช่นนั้นได้

สมดังพระคาถาที่ว่า ท่านผู้มีอายุนั้น เมื่อไม่ละอนุสติของสัตบุรุษข้อที่ว่านี้ คือ

" ธนํ จเช องฺควรสฺส เหตุ

  องฺคํ จเช ชีวิตํ รกฺขมาโน

  องฺคํ ธนํ ชีวิตญฺจาปิ สพฺพํ

  จเช นโร ธมฺมมนุสฺสรนฺโตติ."( ขุ ชา 28/147)

ความว่า " นระ พึงสละทรัพย์ เพราะเหตุแห่งอวัยวะที่ประเสริฐกว่า

เมื่อจะรักษาชีวิต พึงสละอวัยวะเสีย เมื่อตามระลึกถึงธรรม พึงสละอวัยวะ ทรัพย์และแม้นชีวิตได้ทั้งหมดแล."

--------
ขอขอบคุณ อาจารสมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ (เพจ)

[full-post]



สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ

ประเภทบุคคล ที่เจริญมัคคญาณได้สำเร็จ มี 4 ได้แก่

   1. พระโสดาบันบุคคล คือ ผู้เจริญโสดาปัตติมรรคได้สำเร็จ จึงละการปฏิสนธิในอบายภูมิได้ ด้วยการกำจัดทิฏฐิและวิจิกิจฉาได้เด็ดขาด ส่งผลให้เป็น สัตตักขัตตุปรมบุคคล ที่ถือกำเนิด(ปฏิสนธิ)ในกามสุขคติภูมิเต็มที่ 7 ชาติ ส่วนในรูปภูมิและอรูปภูมิมีได้มากชาติกว่านั้น ในขุ.ขุ. 25/7 กล่าวยืนยันว่า " น เต ภวํ อฏฺฐมมาทิยนฺตํ-ท่านพระโสดาบันเหล่านั้น ย่อมไม่ถือเอาภพที่ 8...ส่วนอาจารย์ทั้งหลาย กล่าวว่า " ย่อมไปสู่สุคติที่เป็นรูปภูมิหรืออรูปภูมิ เกินกว่า 7 ชาติได้(อภิ.ปุ.36.32.122,วิสุทธิมนรค 2.357)

   2. พระสกทาคามีบุคคล คือ ผู้เจริญสกทาคามีมรรคได้สำเร็จ ทำให้มูล คือรากของกิเลส มี ราคะ โทสะ และโมหะเบาบางลงได้เด็ดขาด ส่งผลให้เป็นบุคคลผู้ถือกำเนิดในกามสุคติภูมิอีกหนึ่งชาติ ในนิสสยะอักษรปัลลวะกล่าวว่าคำว่า ราคะ โทสะ โมหะเบาบางลงได้เด็ดขาดนั้น ท่านมุ่งหมายเอาโมหะที่เป็นประธานทอันเกิดอยู่ในจิตตุปปาทเดียวกันกับราคะและโทสะ(อภิ.ปุ.36.35.123,วิสุทธิมรรค.2.358)

   3.พระอนาคามีบุคคล คือผู้เจริญ อนาคามีมรรคได้สำเร็จ ละกามราคะและพยาบาทได้ไม่มีเหลือ จึงเป็นผู้ไม่กลับมาเกิดในกามภูมิอีกเลย แม้เป็นพระอนาคามีบุคคลผู้ไม่ได้เจริญฌานเลย ก่อนตายโลภะชวนนิกันติจะน้อมนำให้ท่านอาศัยอารมณ์ที่มาปรากฏทางทวารมีทวารตาเป็นต้นเช่น เห็นลานเนินนวดข้าวก็เจริญเป็นปฐวีกสิณสำเร็จก่อนตายได้โดยง่าย เหตุเพราะท่านละ กามราคะและพยาบาทอันเป็นเสี้ยนหนามของฌานได้ไม่มีเหลือนั้นเอง(อภิ.ปุ.36.43.124,วิสุทธิมรรค.2.359)

   4. พระอรหันตบุคคล คือ ผู้เจริญอรหัตตมรรคได้สำเร็จ จึงละกิเลสที่เหลือจากมรรคเบื้องตำได้ไม่มีเหลือ ส่งผลให้เป็นพระขีณาสพ(บุคคลผู้สิ้นอาสวะ) เป็นอัคคทักขิเณยยบุคคล(บุคคลผู้ยอดเยี่ยมในบรรดาท่านที่ควรแก่ทักขิณาทาน)(คเวสิตพฺพํ)

ประเภทสมาบัติ มี 2 ประเภท ดังนี้

   1.ผลสมาบัติทั้งหลายย่อมเป็นของสาธารณะ แม้แก่พระอริยะทุกจำพวก โดยเกี่ยวกับผลของตน ของตน

   2.นิโรธสมาบัติ ย่อมได้แก่ พระอนาคามีและพระอรหันต์เท่านั้น ในการเข้านิโรธสมาบัตินั้น ท่านย่อมเข้ามหัคคตสมาบัติ มีปฐมฌานเป็นต้นไปตามลำดับ ออกแล้วก็เจริญวิปัสสนา พิจารณาเห็นสังขาร ที่เป็นไปในมหัคคตสมาบัตินั้น ในแต่ละสมาบัตินั้นๆนั่นแหละ กระทั้งถึงอากิญจัญญายตนะ ต่อจากนั้นก็ทำบุพกิจ(กิจที่ควรทำก่อนเข้านิโรธ)  มีการอธิฏฐานเป็นต้น แล้วก็เข้าเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ ต่อจากอัปปนาชวนะ 2 ขณะ แห่งเนวสัญญานาสัญญายตนนั้น จิตตสันตติก็ขาดสายไป นับแต่นั้น ก็ชื่อว่า เป็นผู้เข้านิโรธ

   ส่วน ในเวลาที่ออก สำหรับท่านที่เป็นพระอนาคามี ก็ย่อมอนาคามิผลจิต สำหรับท่านที่เป็นพระอรหันต์ ก็ย่อมมีอรหัตตผลจิต เป็นไปเพียงวาระเดียวเท่านั้น แล้วก็มีการตกภวังค์ไป ถัดจากนั้นไป ปัจจเวกขณะญาณ ย่อมเป็นไป(วิสุทธิ. 2.385,389)

ประเภทแห่งวิสุทธิ

   ในวิปัสสนากรรมฐาน มีการสงเคราะห์วิสุทธิ 7 ประเภท คือ ศีลวิสุทธิ 1

จิตตวิสุทธิ 1 ทิฏฐิวิสุทธิ 1 กังขาวิตรณวิสุทธิ 1 มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ 1 ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ 1 ญาณทัสสนวิสุทธิ 1

   วิสุทธิธรรมทั้งหลาย มีศีลเป็นต้น ชื่อว่า วิสุทธิ เพราะบริสุทธิ์ คือ หมดจดจากธรรมอันเป็นเครื่องมัวหมอง คือ ตัณหาและทิฏฐิ โดยไม่แปลกกัน  คือ ไม่ถือเอาวิสุทธิธรรมโดยการปฏิบัติเพื่อจะเอาบุญ(ตัณหา)เอาภพชาติ(ทิฏฐิ) มี การได้เกิดเป็นเทวดาเพราะเล็งเห็นว่าเที่ยงยั่งยืนเป็นต้น แต่เพื่อการละกิเลสอันเป็นเหตุให้หลุดพ้นจากวัฏฏทุกข์(สัมมาทิฏฐิ)

     โดยแปลกกัน

1.จตุปาริสุทธิศีล

    1.1ปาติโมกขสังวรศีล บริสุทธิ์ด้วยเทศนา(การแสดงอาบัติตามสมควรแก่อาบัติ)

    1.2 อินทรียสังวรศีล  บริสุทธิ์ด้วยความสัมรวม อันได้แก่สติที่ปิดกั้นทวารที่เป็นอินทรีย์ 6

    1.3 อาชีวปาริสุทธิศีล บริสุทธิ์ด้วยการแสวงหาปัจจัยตามที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตไว้ หรือ เป็นอาชีวะที่มิได้สำเร็จด้วยอเนสนา(การแสวงหาที่ไม่สมควร) มีการแสร้งปฏิเสธปัจจัยเป็นต้น รวมทั้งไม่อิงอาศัยกายทุจริต วจีทุจริตแสวงหา

    1.4 ปัจจยสันนิสืตตศีล บริสุทธิ์ด้วยการพิจารณาประโยชน์ของปัจจัย 4 ตามความเป็นจริงก่อนใช้สอย

2. จิตตวิสุทธิ

   สมาธิ ชื่อว่า " จิต " เพราะมีความหมายว่า " คิด " คือเพ่งอารมณ์ สมาธินี้นั่นแหละ ชื่อว่า " วิสุทธิ " เพราะเป็นเครื่องชำระจิตให้หมดจดจากนิวรณ์ เป็นต้น หรือเพราะหมดจดจากตัณหาและทิฏฐิ(โดยไม่แปลกกันกับวิสุทธิธรรมอี่น) เพราะความเป็นไปเพื่อพระนิพพาน เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า จิตตวิสุทธิ ท่านฎีกาจารย์ ผู้รจนา อภิธัมมัตถวิภาวินีกล่าวว่า ในอภิธัมมัตถสังคหะระบุว่า " อุปจารสมาธิ และ อัปปนาสมาธิ ชื่อ ว่า จิตตวิสุทธิ " นี้นั้น

เพราะท่านหมายเอาจิตตวิสุทธิของพระโยคาวจรผู้เป็นสมถยานิก(มีสมถะเป็นยาน)เป็นสำคัญ พึงทราบว่า แม้ขณิกสมาธิของพระโยคาวจรผู้เป็นวิปัสสนายานิก(มีวิปัสสนาเป็นยาน) ก็เป็นจิตตวิสุทธิได้ โดยเกี่ยวกับการใช้เป็นบาทเกิดขึ้นแห่งวิปัสสนาญาณทั้งหลาย แม้ท่านฏีกาจารย์ผู้รจนาปรมัตถมัญชุสา(วิสุทธิมรรคมหาฎีกา)ก็ได้กล่าวไว้แล้วว่า " น หิ ขณิกสมาธึ วินา วิปสฺสนา สมฺภวติ( มหาฎีกา 113)-เป็นความจริงว่า เว้นขณิกสมาธิเสีย วิปัสสนาหาเกิดได้ไม่ "

3.ทิฏฐิวิสุทธิ

   การกำหนดถือเอานามรูปโดยเกี่ยวกับลักษณะ รส ปัจจุปัฏฐาน และปทัฏฐานได้ เป็นเหตุให้เห็นตามความเป็นจริงว่ามีแต่นามและรูปเท่านั้น อัตตาหามีไม่ จึงเป็นสัมมาทิฏฐิที่บริสุทธิ์จากอัตตานุทิฏธิ ซึ่งก็คือ นามรูปปริเฉทญาณนั่นเอง

4. กังขาวิตรณวิสุทธิ

   การกำหนดถือเอาปัจจัยแห่งนามและรูปเหล่านั้นนั่นแหละได้ เป็นเหตุให้ข้ามพ้นความสงสัยจากมลทิน คืออเหตุกทิฏฐิ(ความเห็นผิดว่าไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัย) และทิฏฐิที่อ้างเหตุไม่เหมาะสมกับผล ซึ่งก็คือปัจจยปริคคหญาณนั่นเอง

5. มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ

   การกำหนดได้ซึ่งลักษณะที่เป็นมรรค(เป็นทาง) โดยอาศัยธรรมอันเป็นข้าศึก คือ วิปัสสนูปกิเลส 10 อย่าง มี โอภาส(แสงสว่าง) 1 ปีติ(ความอิ่มเอิบใจ) 1 ปัสสัทธิ(ความสงบความกระวนกระวายแห่งกายและจิต) 1 อธิโมกข์(ความปักใจเชื่อ) 1

ปัคคหะ(ความเพียร) 1 สุข(สุขเวทนาทางใจ) 1 ญาณ(วิปัสสนาญาณ) 1

อุปัฏฐานะ(สติที่เข้าไปตั้งไว้) 1 อุเบกขา(ตัตรมัชฌัตตุเบกขาและอาวัชชนุเบกขา) 1 นิกันติ(ความใคร่) 1 โดยหลุดพ้นจากมลทิน คือ วิปัสสนูปกิเลส (ความหม่นหมองของวิปัสสนา) 10 อย่างว่าเป็นทาง ไตรลักษ์เท่านั้นเป็นทาง ความบริสุทธิ์หมดจดเช่นนี้ ก็ คือ อุทยัพพยญาณที่ถึงความแก่กล้านั้นเอง

6. ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ

   ก็คือวิปัสสนาญาณ 9 ญาณที่หลุดพ้นจากธรรมอันเป็นข้าศึกได้หมดแล้ว มุ่งดำเนินสู่ไตรลักษ์ ตามลำดับญาณ คือ 1. อุทยัพพยญาณ ญาณเห็นการเกิดดับของนามรูป 2.ภังคญาณ ญาณที่ ญาณที่ปล่อยความเกิดเสียตามเพ่งเพียงความดับไป 3.ภยญาณ ญาณที่ตามเพ่งแ ต่อาการที่น่ากลัว ดุจสัตว์ร้าย มี ราชสีห์เป็นต้น ที่ปรากฏด้วยความดับไปแห่งนามรูป

4.อาทีนวญาณ ญาณที่ตามเพ่งอาการที่เป็นโทษ ดุจเรือนที่ถูกไฟไหม้แห่งนามรูปทั้งหลาย

ตามที่เห็นว่ามีภัยอย่างนั้น 5.นิพพิทาญาณ อันเป็นไป โดยเกี่ยวกับความเบื่อหน่ายในนามรูปทั้งหลาย ที่ได้เห็นแล้ว 6.มุจจิตุกัมยตาญาณ(มุญจิตุกัมยตาญาณ) ที่เป็นไปด้วยอำนาจความต้องการจะพ้นจากธรรมอันมีในภูมิ 3 ที่น่าเบื่อหน่ายเหล่านั้น 

 ดุจสัตว์ทั้งหลาย มีปลาเป็นต้น ที่ต้องการจะพ้นจากแห เป็นต้น 7.ปฏิสังขาญาณ ที่เป็นไปด้วยอำนาจการพิจารณา ซ้ำๆซากๆในสังขารทั้งหลายที่ได้เห็นโทษ เบื่อหน่ายแล้ว อันเป็นการทำอุบายเพื่อความหลุดพ้นให้ถึงพร้อม ดุจกาประจำเสากระโดงเรือ ที่คอยบินละเสาเพื่อเสาะหาฝั่งอยู่เรื่อยๆ 8.สังขารุเบกขาญาณ ที่เป็นไปโดยอาการวางเฉยในสังขารทั้งหลายที่ได้เห็นโทษแล้วเหล่านั้น ดุจบุรุษผู้เห็นโทษในภรรยา แล้ววางเฉยในภรรยาได้ 9.อนุโลมญาณ กล่าวคือ

สัจจานุโลิกญาณ(ญาณที่รู้อนุโลมต่อสัจจะ) ที่เป็นไปก่อนหน้าโคตรภู ในมัคควิถีอันอนุโลมต่อวิปัสสนา 8 ญาณ ที่เป็นไปเบื้องต่ำ โดยภาวะที่เป็นไปตามการเห็นแจ้งไตรลักษ์ที่คล้อยตามกัน

เพื่ออนุโลมต่อโพธิปักขิยธรรม 37 ประการ ที่พึงบรรลุในเบื้องบน คือในขณะแห่งมรรคญาณนั้นเอง ความบริสุทธิ์หมดจดจากความเยื่อใยนามรูปด้วยอาการของญาณทั้ง 9 ตามที่กล่าวนี้แหละ คือ วิสุทธิในข้อนี้

7.ญาณทัสสนวิสุทธื

   ก็เมื่อพระโยคีนั้นปฏิบัติอยู่อย่างนี้ วิปัสสนาจิต 2-3 ขณะ ย่อมปรารภเอาลักษณะมีอนิจจลักษณะเป็นต้นอย่างใดอย่างใดหนึ่งเป็นไป โดยชื่อว่า บริกรรม อุปจาระ และ อนุโลม ในลำดับแห่งมโนทวาราวัชชนะที่อาศัยความสุกงอมแห่งวิปัสสนาเกิดขึ้น ตัดภวังค์ที่พึงกล่าวได้ว่า " อัปปนาจักเกิดขึ้นในบัดนี้ละ " คือเป็นวิปัสสนาที่ถึงยอดอันท่านเรียกว่า สานุโลมา สังขารุเบกขา หมายถึงเป็นวุฏฐานคามินี เพราะสิ้นความเยื่อใยในสังขารธรรมได้หมด สังขารุเบกขาญาณนี้ จึงดำเนินสู่มัคควิถีได้ ต่อจากนั้นไปโคตรภูจิตย่อมหน่วงเหนี่ยวเอาพระนิพพานเป็นอารมณ์ เป็นไปครอบงำโคตรปุถุชน และทำโคตรอริยะให้เกิดขึ้น ในลำดับแห่งโคตรภูนั่นเอง มรรคย่อมหยั่งลงสู่อัปปนาวิถี โดยเกี่ยวกับเป็นการเจริญมรรคสัจจะ กำหนดรู้อยู่ซึ่งทุกขสัจจะ ละอยู่ซึ่งสมุทัยสัจจะ กระทำให้แจ้งอยู่ซึ่งนิโรธสัจจะ 

กิจของอริยสัจจะทั้ง 4 เสร็จสมบูรณ์พร้อมกันได้ในมรรคญาณเพราะบริสุทธิ์หมดจดจากความเยื่อใยในสังขารธรรมนี่เอง ท่านเรียกว่า

"ญาณทัสสนวิสุทธิ " ต่อจากนั่นไป ผลจิต 2-3 ย่อมเป็นไปแล้วก็ดับไป

    ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ก็คือการสงเคราะห์วิสุทธิ 7 เข้ากับวิปัสสนาญาณทั้งสิ้นนั่นแล

(วิสุุทธิมรรค, มหาฎีกา, อภิธัมมัตถวิภาวินีฎีกา,นิสสยะอักษรปัลลวะ,อักษรสิงหล)


[full-post]

 


สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ


ฆ่าสัตว์ให้พ้นทรมานบาปไหม

    ถาม แม่สอนหนูไม่ให้ฆ่าสัตว์แม้กระทั่งมด ยุง หรือแมลงสาบ บางทีหนู ก็อดใจได้ บางทีหนูก็อดใจไม่ได้ ก็มักจะทำให้มันต้องตายไป แม่กลัวหนูจะมีบาปติดตัว จะทําให้ลำบากในวันข้างหน้า แม่จึงเตือนบ่อยๆ มาคราวหนึ่งตอนกลางคืน หนูเดินไปจะเปิดไฟ เดินเร็วๆ ตามประสาเด็ก พอเอื้อมมือจะเปิดสวิตช์ไฟ ก็รู้สึกว่าเหยียบอะไรเข้าอย่างหนึ่ง พอหนูเปิดไฟสว่าง ก็มองเห็นว่าหนูเหยียบแมลงสาบเข้าเต็มที่ มันนอนหงายท้อง แต่ยังไม่ตาย หนูคิดว่ามันน่าจะตาย เพราะหนูเหยียบลงไปแรง แต่ขามันหักข้างหนึ่งค่ะ หนูถามแม่ว่า หนูควรจะทำให้มันตายเสียเลยดีไหม จะได้ไม่ต้องทุกข์ทรมาน แต่แม่ห้ามไว้บอกว่า ทำมันบาดเจ็บและโดยไม่เจตนาบาปไม่มาก แต่ถ้าหนูไปทำให้มันตาย หนูจะบาปมากขึ้นไปอีก หนูอยากเรียนถามว่า แค่ทำให้มันบาดเจ็บพิการนั้นหนูจะบาปสักแค่ไหนคะ และถ้าทำให้มันตายด้วยคิดว่าจะช่วยให้มันไม่ทรมาน จะบาปสักแค่ไหนคะ

    ตอบ การที่หนูเดินเหยียบแมลงสาบในตอนกลางคืนที่มืดๆ นั้น เชื่อทีเดียวว่า หนูไม่ได้ตั้งใจจะเหยียบมันเลย แต่เพราะมองไม่เห็นจึงเหยียบ เมื่อเปิดไฟสว่างแล้ว จึงรู้ว่าเหยียบแมลงสาบขาหักไม่ถึงตาย การกระทำตอนนี้ไม่จัดเป็นบาป เพราะหนูไม่มี เจตนาจะฆ่าหรือทำร้ายมัน การกระทำที่เป็นบาปนั้นต้องมีเจตนา คือตั้งใจที่จะทำบาป จึงเป็นบาป แต่นี่หนูไม่ตั้งใจเลย จึงไม่เป็นบาป แต่ตอนที่หนูเห็นมันขาหักแล้ว กลัวมันจะทุกข์ทรมาน จึงคิดจะฆ่าให้ตาย ถ้าคิดแล้วไม่ทำก็เป็นเพียงอกุศลจิต แต่ถ้าหนูคิดแล้ว ทำลงไป คือฆ่ามันให้ตายจริงๆ ด้วยเจตนาดีคิดจะช่วยให้พ้นทุกข์ อันนี้ก็เป็นความกรุณา ของหนูซึ่งเป็นกุศล แต่กรุณาแล้วกลับไปทำให้เขาเกิดทุกข์ถึงตายตอนนี้เป็นอกุศลกรรม เพราะเป็นการฆ่าสัตว์โดยตรงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถ้ากรรมคือการฆ่านี้มีโอกาสให้ผลหนู ก็อาจต้องเกิดในอบายได้ พ้นจากอบายแล้วมาเกิดในที่ใดๆ ก็อาจจะถูกใครเขาฆ่าหรือ ทำอันตรายจนถึงตายก็ได้ หรือหนูอาจจะได้รับอันตรายอย่างใดอย่างหนึ่งที่ทำให้ขาหักได้ รับทุกข์ทรมาน แล้วก็มีคนที่เขาคิดเห็นอย่างหนู คืออยากช่วยให้หนูพ้นทรมาน เขา ก็เลยฆ่าหนูเสียให้ตาย ด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งเหมือนหนูอยากช่วยแมลงสาบให้พ้นทุกข์แล้ว ฆ่ามันเสีย หนูทำกรรมอย่างใด หนูก็จะต้องได้รับผลเช่นนั้นเหมือนกัน การช่วยให้สัตว์ พ้นทุกข์ด้วยการฆ่านั้นเป็นบาป เพราะสัตว์นั้นแม้จะทุกข์อย่างไรก็ยังรักชีวิต ยังไม่อยากตายทั้งนั้น เพราะฉะนั้นจะทำอะไรจึงต้องอาศัยปัญญาความรอบรู้ จึงจะเกิดประโยชน์แก่ตนเองและผู้อื่น ปัญญานั้นก็ต้องได้มาจากการศึกษาเล่าเรียน สดับตรับฟังท่านผู้รู้ หรือ คำสอนของท่านอีกทีหนึ่ง แล้วนำมาพิจารณาให้เข้าใจ แล้วปฏิบัติตามจึงจะเกิดประโยชน์

    เมื่อพูดถึงเรื่องการฆ่าต้องอาศัยเจตนาความตั้งใจจึงจะเป็นบาปแล้ว ก็ใคร่จะยก ตัวอย่างจริงๆ ในสมัยก่อนมาเล่าให้ฟัง เพื่อจะได้เข้าใจชัดเจนขึ้น เรื่องนี้ก็คือเรื่อง ของพระนางสามาวดีที่ถูกไฟคลอกตาย พร้อมกับหญิงบริวาร ๕๐๐ เพราะถูกพระนาง มาคัณฑิยา สตรีร่วมสามีเดียวกันริษยา วางอุบายให้อาของพระนางเผาปราสาทของ พระนางสามาวดีเสีย พระพุทธเจ้าทรงเล่าถึงเหตุที่พระนางสามาวดีกับหญิงบริวารต้องถูกไฟคลอกตายว่า

    ในอดีตชาติพระนางสามาวดีกับหญิงบริวาร ๕๐๐ ได้ไปเล่นน้ำในแม่น้ำทั้งวันจนรู้สึกหนาว จึงขึ้นจากน้ำ ก่อไฟเพื่อจะผิงให้คลายหนาวที่กอหญ้าใหญ่ แล้วยืนผิงไฟอยู่ ครั้นหญ้ายุบลงไปจึงเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่ง ซึ่งพระราชาทรงอุปัฏฐากนั่งเข้า นิโรธสมาบัติอยู่ที่กอหญ้านั้น ครั้นเห็นแล้วก็ตกใจมาก เกรงจะถูกพระราชาลงโทษที่เผาพระปัจเจกพุทธเจ้าของพระองค์ จึงคิดจะปกปิดความผิด ด้วยการเผาพระปัจเจกพุทธเจ้าให้ตายเสีย จึงช่วยกันไปหาฟื้นมาสุมที่องค์ท่านแล้วจุดไฟเผา แต่พระปัจเจกพุทธเจ้าซึ่งข้านิโรธสมาบัติอยู่นั้น ไม่มีใครสามารถทำให้ตายได้ ครบ ๗ วันแล้ว ท่านก็ลุกขึ้นออกจากที่นั้นไป ซึ่งพวกหญิงเหล่านั้นเมื่อพากันสุมฝืนให้เป็นกองใหญ่แล้วจุดไฟเผาจนไฟลุกโชติ ช่วงแล้วก็ได้พากันกลับไป ด้วยคิดว่าท่านคงจะถูกไฟกองใหญ่ไหม้หมด แต่เพราะท่านเข้านิโรธสมาบัติอยู่ท่านจึงไม่เป็นอันตราย การกระทำของพระนางสามาวดีกับหญิงบริวาร ๕๐๐ ที่จุดไฟที่กอหญ้าเพื่อผิงไฟ โดยไม่ทราบว่าพระปัจเจกพุทธเจ้านั่งเข้าฌานอยู่ที่ กอหญ้ากอใหญ่นั้น หาเป็นบาปกรรมอันใดไม่ เพราะเจตนาในการเผาท่านให้ตายไม่มี แต่ตอนหลังที่เห็นว่ากอหญ้านั้นมีพระปัจเจกพุทธเจ้านั่งเข้าฌานสมาบัติอยู่ พวกตนได้ จุดไฟผิงกันหนาว แต่ก็เผาพระปัจเจกพุทธเจ้าโดยที่ไม่ทราบ เกิดกลัวความผิด เพราะ พระปัจเจกพุทธเจ้านั้นเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าของพระราชา จึงคิดจะเผาท่านเสียให้สิ้นซาก เพื่อให้พ้นผิด จึงช่วยกันเอาฝืนมาสุมบนองค์ท่านเป็นกองใหญ่ด้วยเจตนาตั้งใจจะให้ท่านตายจริงๆ จะได้พ้นผิด เพราะเมื่อพระปัจเจกพุทธเจ้าถูกเผาเหลือแต่เถ้าถ่านแล้ว ก็ไม่มีใครรู้ว่าเป็นใคร เจตนาที่ตั้งใจเผาให้ตายตอนหลังนี้แหละ เป็นบาปกรรม และเป็น บาปกรรมที่หนักด้วย เพราะเป็นการฆ่าพระอรหันต์ ต้องพากันไปตกนรกอยู่เป็นเวลาช้านาน พ้นจากนรกมาเกิดเป็นมนุษย์แล้วก็ยังถูกเผาอีก เพราะฉะนั้นการกระทำที่สำเร็จเป็นบาปกรรม หรือบุญกรรมก็ตามถือเอาที่เจตนาความตั้งใจเป็นสำคัญ

    ก่อนจะผ่านปัญหานี้ไป ขอเล่าเรื่องในธรรมบทประกอบอีกสักเรื่อง คือเรื่อง ของเด็กเลี้ยงโคกลุ่มหนึ่งที่พาโคไปเลี้ยง แล้วก็พบเหี้ยตัวหนึ่ง จึงพากันไล่มันเข้าไปในจอมปลวกแห่งหนึ่ง แล้วหากิ่งไม้มาสะทางออกเสีย กันไม่ให้มันออก ตั้งใจว่าเมื่อเวลากลับจะเอากิ่งไม้ออก ปล่อยเหี้ยไป แต่แล้วก็ลืม พาโคไปเลี้ยงยังที่อื่น วันที่ ๗ จึง กลับมาที่เดิม นึกได้จึงไปเอากิ่งไม้ออกปล่อยไป เหี้ยนั้นอดอาหาร อ่อนเพลีย แต่ไม่ถึงตาย มาในชาติสุดท้ายนี้ คือในสมัยของพระพุทธเจ้าของเรา เด็กเหล่านั้นบวชเป็นภิกษุ ตั้งใจจะไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ออกเดินทางไป และได้ไปพักอยู่ในถ้ำของวัดแห่งหนึ่ง ตกกลางคืนมีหินกลิ้งมาปิดปากถ้ำ ใครจะช่วยกันอย่างไรก็เอาหินใหญ่ก้อนนั้นออกไม่ได้ พอครบ ๗ วัน หินก้อนนั้นก็กลิ้งออกไปได้เอง ภิกษุเหล่านั้นได้อดอาหารอยู่ถึง ๗ วัน ได้รับความทุกข์มาก ทั้งนี้ก็ด้วยผลของการขังเหี้ยในครั้งนั้น แต่เพราะไม่ฆ่าเหี้ยปล่อย มันไป ภิกษุเหล่านั้นจึงเพียงแต่อดอาหารอยู่ในถ้ำ ๗ วัน ไม่ถึงกับสิ้นชีวิต เพราะฉะนั้น ถ้าเราไม่เคยทำให้ใครเขาตายแล้ว เราก็จะไม่ต้องรับกรรมทำนองนั้น คือจะไม่ถูกผู้อื่นฆ่าตาย เพราะฉะนั้นคุณแม่ท่านจึงเตือนหนูไม่ให้ฆ่าแมลงสาบ เพราะเกรงหนูจะต้องถูกผู้อื่นฆ่าในอนาคต จึงห้ามหนูไม่ให้ทำ ซึ่งคุณแม่ท่านก็ห้ามถูกแล้ว

    เรื่องทำนองนี้ยังมีอีก เป็นเรื่องของกาตัวหนึ่งบินมาในอากาศ ถูกเสวียนหญ้าที่ ติดไฟปลิวขึ้นจากชายคาที่หญิงคนหนึ่งหุงต้มอาหารอยู่ เข้าไปคล้องที่คอกาที่บินมาพอดี กานั้นจึงถูกไฟไหม้ตาย ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเล่าถึงกรรมในอดีตของกาตัวนั้นว่า เคยเป็นเจ้าของโค เอาโคออกไปฝึก ก็คงเอาไปลองไถนานั่นแหละ แต่โคตัวนั้นขี้เกียจเดินไปหน่อยก็นอนเสีย เมื่อถูกตีก็ลุกขึ้นเดินไปได้หน่อยหนึ่งก็นอนเสียอีก เป็นดังนี้ จนเจ้าของโกรธ เอาฟางมาฟั่นเป็นวงรอบคอโค แล้วจุดไฟเผา โคนั้นก็ตาย ด้วยผลของการฆ่าโคด้วยความโกรธนั้นเขาต้องตกนรกอยู่นาน มาในชาติที่เป็นกา บินอยู่ในอากาศแท้ๆ ก็ยังถูกเสวียนหญ้าที่มีไฟติดทั่วลอยไปคล้องคอตายได้ เพราะฉะนั้นถ้าเรามีเจตนาทำให้ เขาตายด้วยไฟ เราก็ต้องตายด้วยไฟเหมือนกัน.


[full-post]


สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ

ทําอย่างไรจึงจะใส่บาตรด้วยศรัทธาตลอดไป

    ถาม เวลาใส่บาตรตอนเช้า บางวันก็พบพระที่สำรวมเรียบร้อย บางวันก็ไม่เรียบร้อย จึงเกิดเสื่อมศรัทธาในเวลาที่ใส่บาตรพระที่ไม่เรียบร้อย ทำอย่างไรจึงจะ ให้มีศรัทธาเสมอกัน คือแม้จะพบพระที่ไม่เรียบร้อยก็ยังใส่บาตรด้วยศรัทธาได้

    ตอบ เรื่องของพระภิกษุนั้น ปัจจุบันท่านก็เป็นปุถุชนกันเป็นส่วนใหญ่ มาบวช ด้วยประเพณีก็มี บางองค์ท่านก็บวชด้วยศรัทธา เล่าเรียนพระธรรมวินัย ประพฤติปฏิบัติตนให้อยู่ในกรอบของพระวินัย จึงมองดูน่าเคารพเลื่อมใส แต่บางองค์ท่านก็มิได้มีศรัทธาในการบวชเท่าไร พ่อแม่อยากให้บวชก็บวช บวชแล้วถ้าได้อยู่ในวัดที่มีการเรียนการสอนพระธรรมวินัย ท่านก็มีโอกาสประพฤติปฏิบัติตนให้ถูกพระธรรมวินัย แต่บางองค์บวช แล้วได้อยู่ในวัดที่ไม่มีการศึกษาพระธรรมวินัย ทั้งอุปัชฌาย์อาจารย์ก็มิได้สนใจที่จะสอน ท่านก็ไม่มีความรู้พอที่จะประพฤติตนให้อยู่ในกรอบของพระธรรมวินัยได้ แต่บางองค์ ก็ติดนิสัยที่ไม่ดีมาจากบ้านตั้งแต่เป็นฆราวาส บวชแล้วก็ยังไม่ทิ้งนิสัยเดิม ทำอะไรก็ไม่เรียบร้อย ไม่เป็นที่ตั้งให้เกิดความเลื่อมใสแก่ผู้พบเห็น แต่บางองค์แม้จะมีอุปัชฌาย์อาจารย์คอยบอกสอน แต่ท่านไม่สนใจ ไม่ใส่ใจ ยังคงประพฤติตนไม่เรียบร้อยเหมือนที่ยังไม่บวชที่มี เพราะฉะนั้นในวันหนึ่งๆ สำหรับท่านที่ใส่บาตรเป็นประจำ ท่านจึงได้พบทั้งพระที่น่า เลื่อมใสและไม่น่าเลื่อมใสรวมๆกันไปเสมอ ด้วยเหตุนี้ในการถวายทานจึงควรตั้งจิตไว้ ให้มุ่งตรงต่อพระอริยสงฆ์ เช่นเดียวกับเวลาที่ถวายสังฆทาน การถวายสังฆทานนั้นต้อง ทำใจให้ยำเกรงในสงฆ์ คือพระอริยสงฆ์ ผู้สมบูรณ์ด้วยพระคุณ ๕ ประการ มีสุปฏิปันโนเป็นต้นฉันใด การใส่บาตรก็ต้องทำใจมุ่งถวายแด่พระอริยสงฆ์เช่นกันฉันนั้น ความชอบ ไม่ชอบจึงจะไม่เกิด เรียกว่าวางใจให้เสมอกันในผู้รับ ในฐานะที่ท่านเป็นตัวแทนของพระอริยสงฆ์ ท่านจะเรียบร้อยหรือไม่เรียบร้อย เราก็ให้ความเคารพนับถือยำเกรงท่าน เสมอเหมือนกับที่เราให้ความเคารพยำเกรงพระอริยสงฆ์ที่มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ถ้าทำได้ดังนี้ ความไม่สบายใจก็คงจะไม่เกิดขึ้นแน่นอน

    อีกประการหนึ่ง ถ้าเราคิดว่าการมีพระภิกษุมาสงเคราะห์ให้เราได้บำเพ็ญบุญ ในส่วนทานมัยนี้ก็นับว่าเป็นลาภอันประเสริฐแล้ว ท่านจะดีหรือไม่ดีเป็นเรื่องส่วนตัวของท่าน ขอเพียงให้เจตนาของเราดี มุ่งอนุเคราะห์ท่านบ้าง มุ่งขัดเกลากิเลสมีความตระหนี่ เป็นต้นของเราบ้าง ท่านก็จะถวายทานด้วยความเลื่อมใส ในที่บางแห่งท่านมีไทยธรรมพร้อม แต่หาผู้รับไม่ได้ ทำให้เกิดความไม่สบายใจ เพราะไม่มีโอกาสได้ถวายทานตามประสงค์ แต่นี่ไทยธรรมก็มี ผู้รับไทยธรรมก็มี นับว่าเป็นโอกาสดีแล้ว แล้วก็อย่าลืมที่พระพุทธเจ้า ตรัสไว้ว่า แม้ในอนาคตกาลจะมีแต่โคตรภูภิกษุ ซึ่งเป็นผู้ทุศีล ทำไร่ทำนา มีเพียงผ้าเหลืองพันคอเพียงให้รู้ว่าเป็นเชื้อสายของภิกษุเท่านั้น การถวายสังฆทานใน โคตรภูภิกษุนั้นก็ยังมีผลมากจนประมาณไม่ได้ นี่ก็เพราะจิตที่ตั้งไว้ในพระอริยสงฆ์ จึง เกิดความยำเกรงในสงฆ์ ถวายทานด้วยความเคารพนอบน้อมนั่นเอง ก็หวังว่าท่านผู้ถาม จะทำใจให้มุ่งตรงต่อพระอริยสงฆ์ได้ ในการทำบุญครั้งต่อๆ ไป และเมื่อท่านทำใจได้อย่างนี้ ก็แน่นอนว่า ท่านจะมีศรัทธาเลื่อมใสในภิกษุที่มารับบาตรของท่านเสมอหน้ากันหมด แต่การจะทำจิตให้ได้อย่างนั้น เราก็ต้องคอยตามดูจิตของเราด้วยว่า ขณะนี้จิต ชนิดไหนเกิดขึ้น ถ้าไม่คอยตามดูจิตแล้ว คุณจะไม่รู้เลยว่า จิตของคุณเลื่อมใสหรือไม่เลื่อมใส.


[full-post]



สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ


พระสูตรเรื่องที่นำเสนอนี้ ทรงแสดงการอุปมาลึกซึ้ง แปลก็ยาก อธิบายก็ยาก แต่ถ้าพยายามพิจารณาใคร่ครวญไม่ข้ามขั้นตอนก็ไม่เกินความตั้งใจ ท่านจะได้ความรู้ทั้งนัยปริยัติ นัยปฏิบัติ และนัยปฏิเวธพร้อมเสร็จ เนื้อหาอาจจะยาวตามสภาวธรรมที่ทรงนำมาอุปมา

       เรื่องนายธนิยะผู้กล้าท้าฝนให้ตก

   ถาม ขอฟังเรื่องของนายโคบาล คนที่กล้าท้าฝนให้ตก ที่เคยเล่านานมาแล้ว ปัจจุบันออกจะลืมๆไปมาก ชอบคำโต้ตอบของพระพุทธเจ้ากับนายโคบาล คนนั้น มีข้อธรรมที่ลึกซึ้งน่าสนใจมาก

   ตอบ เรื่องที่เพื่อนๆขอมานั้น เป็นเรื่องของนายธนิยะ ซึ่งเป็นทั้งคนเลี้ยงโคและเป็นเจ้าของโคที่ตนเลี้ยงด้วย ในที่นี้ท่านไม่ใช้คำว่าโคบาล เพราะโคบาลนั้นหมายเฉพาะคนที่เลี้ยงโค แต่มิได้เป็นเจ้าของโคที่ตนเลี้ยง แต่เราก็เรียกกันติดปากว่า นายธนิยะโคบาล ซึ่งไม่ถูกต้อง เพราะฉะนั้นเพื่อไม่ให้ผิดความหมาย จึงขอเรียกสั้นๆ ว่า นายธนิยะเท่านั้น 

    เรื่องของนายธนิยะนี้อยู่ใน ธนิยสูตร ขุททกนิกาย สุตตนิบาต ข้อ ๒๙๕ ข้อความในพระสูตรมีเฉพาะคาถาที่โต้ตอบกันระหว่างนายธนิยะและพระผู้มีพระภาคเจ้าเท่านั้น คำอธิบายนอกเหนือจากนั้นเป็นของท่านอรรถกถา จึงขอยกมากล่าวควบคู่กันไป เฉพาะตอนที่สำคัญๆ เพื่อให้เข้าใจง่าย เริ่มแต่อดีตชาติของนายธนิยะเป็นต้นไป

   ในสมัยของพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า นายธนิยะนี้ได้เคยถวายสลากภัต ๒๐ สำรับ ทุกๆ วันตลอดสองหมื่นปี จุติจากชาตินั้นแล้วไปเกิดในเทวโลกทั้งหลายตลอด ๑ พุทธันดร มาในสมัยของพระพุทธเจ้าของเรานี้ เขาเกิดเป็นลูกเศรษฐีในเมืองธัมมโกรัณฑะ ในแคว้นปัพพตะ ตอนกลางรัฐวิเทหะ ได้อาศัยฝูงโคเป็นจำนวนมากเลี้ยงชีวิต กล่าวคือ เขามีโคอยู่ประมาณสามหมื่น เป็นแม่โคนมเสียประมาณ ๒๗,๐๐๐ตัว ตามปกตินั้น พวกคนเลี้ยงวัวมักจะไม่อยู่เป็นที่ กล่าวคือในฤดูฝน ๔ เดือน เขาจะอยู่กันบนที่ดอน อีก ๘ เดือนนอกนั้นที่ไหนมีหญ้าและน้ำบริบูรณ์สำหรับฝูงโค เขาก็จะไปอยู่กันในที่นั้น คือที่ใกล้ฝั่งแม่น้ำ บึง แม้นายธนิยะก็ทำตามเยี่ยงของคนเลี้ยงวัวทั้งหลาย

   ในสมัยที่พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่พระวิหารเชตวันนั้น นายธนิยะอาศัยอยู่ริมฝั่งแม่น้ำมหี พอถึงฤดูฝนเขาก็ออกจากที่อยู่ที่ริมฝั่งแม่น้ำมหี ไปแสวงหาที่ดอนที่ฝูงวัวของเขาจะอาศัยอยู่ได้อย่างสุขสบาย แม่น้ำมหีนั้นเป็นแม่น้ำใหญ่แยกออกเป็น ๒ สาย คือแม่น้ำกาฬมหีกับมหามหี แล้วมาบรรจบกันที่ใกล้ฝั่งทะเลอีก นายธนิยะได้ไปสร้างที่อยู่บนที่ดอนซึ่งอยู่ในระหว่างแม่น้ำ ๒ สายนั้น สร้างที่อยู่ของตนด้วย สร้างคอกโคสำหรับให้โคของตนอยู่ด้วย เขาอยู่กับบุตรชาย ๗ คน บุตรหญิง ๗ คน บุตรสะใภ้ ๗ คน และกรรมกรอีกมาก

   ธรรมดานั้นคนเลี้ยงวัวทั้งหลายย่อมจะรู้นิมิตของฝน กล่าวคือ ถ้าฝูงนกทั้งหลาย ทำรังอยู่บนยอดไม้ พวกปูปิดรูปูในที่ใกล้แม่น้ำ ขึ้นมาทำรูอยู่ใกล้ๆที่ดอนแล้ว เขาก็รู้ว่า ปีนั้นฝนชุก แต่ถ้าฝูงนกทั้งหลายมาทำรังอยู่บนกิ่งไม้เตี้ยๆ ใกล้น้ำ และพวกปูพากัน ปิดรูปูที่อยู่บนที่ดอนเสียมาทำรูที่ใกล้ๆ ชายน้ำ ปีนั้นฝนน้อย สำหรับในฤดูฝนนี้นายธนิยะตรวจดูนิมิตนี้แล้วก็รู้ว่าฝนดี จึงได้ออกจากที่อยู่ริมฝั่งแม่น้ำมหี มาสร้างที่อยู่บนที่ดอน ที่เขาคิดว่า แม้ฝนจะตกอยู่ถึง ๗ สัปดาห์ น้ำก็จะไม่ท่วม แล้วสร้างคอกโคล้อมรอบที่อยู่ ของเขา เขาให้รวบรวมพืนและหญ้า เป็นต้น จนเพียงพอสำหรับฝูงวัว เมื่อบุตร ภรรยา ทาส กรรมกร ทั้งหมดมาพร้อมหน้ากันแล้ว เตรียมอาหารเรียบร้อยแล้ว เมฆฝนใหญ่ ก็ตั้งเค้าขึ้นทั้ง 4 ทิศ เป็นสัญลักษณ์ว่าฝนจะตกใหญ่

   นายธนิยะจึงให้รีดนมโค ต้อนลูกโคเข้าคอก แล้วก็ให้สุมไฟให้โค จัดแจงให้ทุกคนกินอาหารจนอิ่มแล้วให้ตามประทีปขึ้นให้สว่าง ตัวของเขาเองกินข้าวและดื่มน้ำนมโคแล้วก็ไปนอนบนที่นอนใหญ่รำพึงถึงสิริสมบัติของตนด้วยความเบิกบานใจ ได้ยินเสียงฟ้าร้องดังมาจากทิศหนึ่ง ทั้งๆ ที่เขานอนอยู่ เขาก็เปล่งอุทานเป็นคาถาว่า เรามี ข้าวสุกแล้ว มีน้ำนมโคที่รีดแล้ว อยู่รวมกันกับบริวารผู้มีความประพฤติอนุกูลเสมอกันที่ใกล้ฝั่งแม่น้ำมหี กระท่อมคือที่อยู่ของเรา เรามุงไว้ดีแล้ว ไฟเราก็ก่อไว้แล้ว แน่ะฝน หากท่านปรารถนา ก็เชิญตกลงมาเถิด

   เมื่อนายธนิยะกล่าวคาถานี้นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าซึ่งประทับอยู่ที่พระคันธกุฎีใน พระเชตวันวิหาร ได้ทรงสดับเสียงของนายธนิยะด้วยทิพยโสตธาตุ จึงทรงตรวจดูโลกด้วย พุทธจักษุ ทรงเห็นนายธนิยะและภริยาเป็นผู้มีอุปนิสัยที่จะบรรลุมรรคผล หากพระองค์เสด็จไปแสดงธรรมให้ฟัง แต่ถ้าหากพระองค์ไม่เสด็จไปแล้ว คนทั้งสองจะถึงแก่ความตายเพราะห้วงน้ำท่วมทับในวันพรุ่งนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีพระมหากรุณาแก่ นายธนิยะและภริยา จึงได้เสด็จออกจากพระวิหารเชตว้นโดยทางอากาศ เป็นระยะทาง ๗ โยชน์ จากเมืองสาวัตถี ไปประทับยืนอยู่เบื้องบนกระท่อมที่อยู่ของนายธนิยะนั้น

   เพราะเหตุที่นายธนิยะกล่าวคาถาด้วยความร่าเริงใจ พร้อมกับเชื้อเชิญให้ฝนตกลง มาซ้ำแล้วซ้ำเล่า พระผู้มีพระภาคเจ้าซึ่งประทับยืนอยู่ในอากาศเบื้องบนกระท่อมของนายธนิยะ จึงได้ตรัสพระคาถาตอบว่า เราเป็นผู้ไม่โกรธ มีกิเลสดุจหลักตอปราศไปแล้ว เรามีการอยู่สิ้นราตรีหนึ่งที่ใกล้ฝั่งแม่น้ำมหี กระท่อมมีหลังคาอันเปิดแล้ว ไฟก็ดับแล้ว แน่ะฝน หากว่าท่านปรารถนาก็เชิญตกลงมาเถิด

   พระคาถาที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสนี้ น่าฟังมากเพราะมีความหมายลึกซึ้งยิ่งนัก อรรถกถาอธิบายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า พระองค์เป็นผู้ไม่โกรธ คือพ้นเสียแล้ว จากความโกรธ ไม่ว่าจะเป็นความโกรธอย่างรุนแรงหรือความโกรธเล็กๆ น้อยๆ ความ โกรธเหล่านั้นพระองค์ทำให้สงบระงับแล้ว กิเลสของพระองค์ถูกทำลายไปหมดแล้ว ตั้งแต่วันที่ได้ตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้น พระองค์จึงได้ตรัสว่า เราเป็นผู้ไม่โกรธ มีกิเลสคือหลักตอปราศไปแล้ว

   และที่พระองค์ตรัสว่า เรามีการอยู่สิ้นราตรีหนึ่งที่ใกล้ฝั่งแม่น้ำมหีนี้นั้น มีความหมายว่า พระองค์เสด็จมาที่นี้เพียงราตรีเดียวเท่านั้น ในขณะที่นายธนิยะตั้งใจจะอยู่ในที่นี้ ตลอด ๔ เดือนในฤดูฝนนี้ และที่พระองค์ตรัสว่า กระท่อมของพระองค์มีหลังคาเปิดแล้ว นั้น หมายความว่า กระท่อมคืออัตภาพร่างกายของพระองค์ซึ่งถูกอวิชชามุงบังอยู่นั้น บัดนี้พระองค์ได้รื้อเครื่องมุงบังคืออวิชชาออกไปเสียแล้ว ไฟคือ ราคะ โทสะ โมหะ ไม่อาจจะไหม้เรือนคืออัตภาพของพระองค์ได้อีกต่อไปแล้ว เพราะพระองค์ได้ดับไฟ เหล่านั้นแล้ว เพราะฉะนั้นหากฝนจะตกลงมาก็เชิญตกลงมาเถิด 

   คำว่า ฝนในที่นี้ได้แก่ กิเลส

   พระพุทธองค์ทรงทำลายเครื่องมุงบัง คืออวิชชาเสียได้แล้ว ด้วยอรหัตมรรคญาณ ไฟ คือราคะ โทสะ โมหะ พระองค์ก็ดับได้แล้ว แม้ฝน คือกิเลสทั้งหลายจะตกลงมา ก็ไม่อาจจะเปียก คือไม่ทำให้พระองค์เปรอะเปื้อนไปด้วยกิเลสอีกได้

   เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้ตรัสไว้ว่า กิเลสย่อมรั่วรดเรือนที่มุงไว้ไม่ดี ทั้งนี้เพราะเรือนคือ อัตภาพของเรามุงไว้ด้วยอวิชชา กิเลสต่างๆ จึงอาศัยอวิชชาเกิดขึ้นได้เป็นนิจ แต่หากเรือนของเรามุงไว้ดีแล้ว ด้วยปัญญาหรือวิชชา กิเลสต่างๆ ย่อมไม่สามารถจะเกิดขึ้นได้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็นผู้ที่ฝนคือกิเลสรั่วรดไม่ได้แล้ว แม้จะร้อง เชื้อเชิญให้ฝนตกลงมา ฝนคือกิเลสก็ไม่สามารถทำอันตรายพระองค์ได้ แต่นายธนิยะนั้น ยังไม่พ้นไปจากอวิชชาเครื่องมุงบัง ฝนคือกิเลสตกลงมาเมื่อไรก็เปียกเมื่อนั้น เพราะฉะนั้น จึงไม่ควรจะร่าเริงใจร้องท้าให้ฝนตกลงมาเลย 

   นายธนิยะไม่เข้าใจความหมายที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบ จึงได้กล่าวคาถา ต่อไปอีกว่า เหลือบและยุงไม่มี โคทั้งหลายย่อมเที่ยวไปในประเทศใกล้แม่น้ำที่มีหญ้างอกขึ้นแล้ว พึงอดทนแม้ซึ่งฝนที่ตกลงมาได้ แน่ะฝน หากว่าท่านปรารถนาก็จงตกลงมาเถิด 

  ตอนนี้นายธนิยะหมายความว่า เพราะเหตุที่เขาได้ให้คนของเขาสุมไฟไว้ดีแล้ว เหลือบและยุงจึงไม่มาไต่ตอมฝูงโคของเขา เพราะฉะนั้นโคทั้งหลายของเขาย่อมเที่ยวไปหากินได้โดยปราศจากอันตราย หรือแม้ฝนจะตกลงมาฝูงโคของเขาก็อดทนได้ เพราะไม่มีฝูงเหลือบและยุงคอยรุมกินเลือด เมื่อโคของเขาปลอดภัยอย่างนี้ แม้ฝนจะตกลงมาเขา ก็ไม่เดือดร้อน จึงได้ร้องเชิญให้ฝนตกลงมาตามปรารถนา

   นี่แสดงว่านายธนิยะนั้น อาศัยความยินดีร่าเริงใจด้วยกิเลสว่า ตนได้ทำกิจการงาน ของตนและป้องกันฝูงโคของตนไว้ดีแล้ว จึงท้าทายให้ฝนตกลงมาเพราะเขาและบริวาร ย่อมไม่เดือดร้อนเพราะฝน เขาหาได้รู้ว่าคนที่ยังมีกิเลสนั้นหาควรร่าเริงใจไม่ เพราะหากฝนคือกิเลสตกลงมาเมื่อไร เขาก็ย่อมได้รับความทุกข์เดือดร้อนเมื่อนั้น แต่พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นทรงหมดจดจากกิเลสแล้ว ฝนคือกิเลสจะตกลงมาเมื่อไรก็ย่อมไม่ได้รับความทุกข์เดือดร้อน เพราะฉะนั้นพระองค์ต่างหากที่ควรจะร้องเชื้อเชิญให้ฝนตกลงมา หาใช่นายธนิยะไม่ ด้วยเหตุนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสตอบนายธนิยะเป็นคาถาที่ ๒ ว่า ก็เราผูกแพไว้ดีแล้ว ตกแต่งดีแล้ว กำจัดโอฆะ ข้ามถึงฝั่งแล้ว ความต้องการด้วยแพย่อมไม่มี แน่ะฝน หากว่าท่านปรารถนาก็เชิญตกลงมาเถิด

    พระคาถานี้มีความหมายว่า นายธนิยะนั้นเมื่อจะออกจากที่อยู่ที่ริมฝั่งแม่น้ำมหีมาอยู่ในที่นี้ ต้องผูกแพขึ้นสำหรับใช้ข้าม แต่พระองค์ได้ตกแต่งแพคืออริยมรรคของพระองค์ด้วยพระปัญญาเรียบร้อยแล้ว สามารถจะข้ามห้วงน้ำใหญ่คือกามโอฆะ ทิฏฐิโอฆะ ภวโอฆะ และอวิชชาโอฆะ ได้แล้ว มาถึงฟากฝั่งคือพระนิพพานแล้ว เพราะฉะนั้น พระองค์จึงไม่ต้องการแพที่จะต้องใช้ข้ามมายังฝั่งพระนิพพานอีกต่อไปแล้ว ด้วยเหตุนั้น หากฝนคือกิเลสจะตกลงมา ก็เชิญตกลงมาตามปรารถนา แต่นายธนิยะนั้นยังต้องอาศัยแพเป็นเครื่องข้ามโอฆะคือแม่น้ำใหญ่อยู่แล้วๆ เล่าๆ เหตุใดจึงมาร้องเชื้อเชิญให้ฝน คือกิเลสตกลงมารั่วรดใจของตนเล่า เพราะคนที่ยังมีกิเลสนั้น ฝนคือกิเลสตกลงมาเมื่อไร ที่จะไม่เดือดร้อนเป็นไม่มี เพราะฉะนั้นพระองค์ต่างหากที่ควรจะร้องเชื้อเชิญให้ฝน ตกลงมา หาใช่นายธนิยะไม่

   ช่างน่าฟังจริงๆ หากเราเข้าใจในความหมายที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส แต่เราเอง ก็ยังถูกอวิชชาครอบงำอยู่จึงไม่อาจเข้าถึงความลึกซึ้งของพระดำรัสนั้นเช่นเดียวกับ นายธนิยะเหมือนกัน เพราะฉะนั้นนายธนิยะจึงได้กล่าวคาถาต่อไปอีกว่า ภริยาของเรา เชื่อฟังเรา ไม่โลเล เป็นที่พอใจ อยู่ร่วมกันมาตลอดกาลนาน เราไม่ได้ยินความชั่วอะไรๆ ของภริยาของเรานี้เลย แน่ะฝน หากท่านปรารถนาก็เชิญตกลงมาเถิด

   ตอนนี้นายธนิยะก็ชื่นชมภริยาของตนว่า ตั้งแต่อยู่ด้วยกันมาไม่เคยได้ยินว่าภริยา ไปทำความชั่วที่ไหนเลย ไม่เคยนอกใจเลย พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประสงค์จะแสดงให้ นายธนิยะทราบว่า ธรรมดาจิตของบุคคลอื่นนั้นรู้ได้ยาก โดยเฉพาะจิตของสตรี ธรรมชาติของจิตนั้นรักษาได้ยาก คนเช่นนายธนิยะไม่อาจรู้จิตของใครได้ แต่จิตของพระองค์เชื่อฟังพระองค์ เป็นไปในอำนาจของพระองค์ ดังปรากฏแก่มหาชนเมื่อคราวแสดงยมกปาฏิหาริย์ ด้วยเหตุนี้พระองค์จึงได้ตรัสพระคาถาตอบว่า จิตเชื่อฟังเรา หลุดพ้นแล้ว เราอบรมจิตแล้ว ฝึกหัดจิตดีแล้วสิ้นกาลนาน และความชั่วของเราย่อมไม่มี แน่ะฝน หากท่านปรารถนา ก็เชิญตกลงมาเถิด

   ในพระคาถานี้มีความหมายว่า จิตของพระองค์เป็นจิตที่ฝึกดีแล้ว อบรมดีแล้ว ด้วยบารมีทานและศีล เป็นต้น ละทุจริตทั้งปวงได้แล้ว เพราะฉะนั้นจิตของพระองค์จึงอยู่ ในอำนาจของพระองค์ได้ แต่นายธนิยะกล้าร้องเชื้อเชิญให้ฝนตก ทั้งๆ ที่ไม่อาจจะรู้จิต ของภริยาของตนได้ว่าตั้งอยู่ในสุจริตธรรมตลอดเวลาหรือไม่ เพราะฉะนั้นจึงไม่สมควร ที่จะร้องเชื้อเชิญให้ฝนตกลงมา

   เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้ นายธนิยะก็ยังไม่เข้าใจจึงกล่าวคาถาแสดง ความยินดีในบุตรของตนต่อไปอีก คนมีกิเลสก็อย่างนี้แหละ ย่อมติดอยู่ในกิเลสกามคือ ตัณหาบ้าง ติดอยู่ในวัตถุกามคือบุตร ภรรยา ข้าทาส กรรมกร วัว ควาย และทรัพย์สิน ต่างๆ บ้าง นายธนิยะได้กล่าวคาถาว่า เราเป็นผู้เลี้ยงตนด้วยอาหารและเครื่องนุ่งห่ม และบุตรทั้งหลายของเราดำรงอยู่ดี ไม่มีโรค เราไม่ได้ยินความชั่วอะไรๆ ของบุตรเหล่านั้น แน่ะฝน หากท่านปรารถนาก็จงตกลงมาเถิด

   คาถานี้มีความหมายว่า นายธนิยะปรารถนาจะแสดงความเป็นไท คือไม่ได้เป็นลูกจ้างของใครจึงกล่าวว่า เราเป็นผู้เลี้ยงตนเองด้วยอาหารและเครื่องนุ่งห่ม แม้ลูกชาย ลูกหญิงของตนก็อยู่พร้อมหน้ามีสุขภาพสมบูรณ์ ทั้งเป็นผู้ประพฤติตนดีไม่ทำความชั่ว ไม่ประพฤติผิดศีลธรรมเลย เขาจึงได้ภูมิใจในบุตรของเขา ซึ่งก็เป็นธรรมดาใครที่มีลูก อยู่ในโอวาท ไม่ทำกรรมชั่ว ก็ย่อมยินดีปรีดาภาคภูมิใจ นี่เป็นธรรมดาของคนที่ยึดมั่น ผูกพันอยู่ในบุตรธิดาของตน แต่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงละความผูกพันทั้งหลายได้แล้ว ทรงเป็นไทอย่างแท้จริง คือไม่เป็นทาสของกิเลสและตัณหาใดๆ แล้วจึงได้ตรัสพระคาถาว่า เราไม่เป็นลูกจ้างของใครๆ เราเที่ยวไปด้วยความเป็นพระสัพพัญญู ผู้ไม่มีความต้องการ ในโลกทั้งปวง เราไม่มีความต้องการค่าจ้าง แน่ะฝน หากท่านปรารถนาก็เชิญตกลงมาเถิด

   คาถานี้มีความหมายว่า พระพุทธองค์ไม่ได้ทรงเป็นลูกจ้างของใคร ตั้งแต่ทรง ปรารถนาพระโพธิญาณเป็นต้นมา พระองค์ก็ทรงปฏิบัติธรรมเพื่อความบรรลุพระโพธิญาณนั้น โดยมิได้รับจ้างใครมาปฏิบัติเลย พระองค์ทรงปฏิบัติด้วยความเต็มพระทัยของพระองค์เอง แม้เมื่อทรงบรรลุพระโพธิญาณเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว พระองค์ก็มิได้ทรงต้องการ ค่าจ้างจากใคร พระองค์ทรงเปลื้องทุกข์ของชาวโลก อนุเคราะห์ชาวโลก ทรงแสดงธรรม แก่ชาวโลก ด้วยพระมหากรุณาของพระองค์เอง แม้การต้องการเกิดในภพต่างๆ ก็ไม่มีแล้ว เพราะฉะนั้นแม้ฝนคือกิเลสจะตกลงมาก็ไม่สามารถทำให้พระองค์เกิดความต้องการภพได้ แต่ว่านายธนิยะนั้นมิได้เป็นเช่นพระองค์ เหตุใดจึงร้องท้าให้ฝนตกในเมื่อถึงแม้เขาจะ ทำงานของตนเองไม่ได้เป็นลูกจ้างใคร ถึงกระนั้นก็ยังชื่อว่าเป็นทาสอยู่นั่นเอง เพราะเป็นทาสของตัณหา เขาจึงไม่พ้นจากคำว่าเป็นลูกจ้าง เพราะเขายังเป็นลูกจ้างของกิเลส ทำงานหาเลี้ยงชีพเพื่อตนและบุตร ภรรยา ก็เพราะมีกิเลสเป็นนายบงการให้ทำทั้งสิ้น ไม่สมควร เลยที่จะท้าให้ฝนชตก เพราะฝนคือกิเลสย่อมเป็นนายจ้างของเขาต่อไปอีก

   จริงหรือไม่ที่ว่า เราๆ ท่านๆ นี้เป็นลูกจ้างของกิเลส มีกิเลสเป็นนายคอยบงการ ให้เราทำโน่นทำนี่ เหน็ดเหนื่อยสายตัวแทบขาด ก็เพราะเราตกเป็นทาสของกิเลสนั่นเอง เมื่อใดท่านพ้นจากอำนาจของกิเลส เมื่อนั้นจึงเป็นอิสระเสรีคือเป็นไท พ้นจากความเป็นทาสอย่างแท้จริง

   นายธนิยะได้ฟังพระคาถาที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตักเตือนกล่าวสอนเช่นนั้น ปรารถนาจะฟังโอวาทให้ยิ่งขึ้น จึงได้กล่าวคาถาต่อไปอีกโดยที่มิได้ทราบว่า ตนกำลัง โต้ตอบอยู่กับพระพุทธเจ้า เขากล่าวว่า โคแก่ ลูกโคอ่อนที่ยังไม่ได้ฝึก แม่โคที่มีครรภ์ ลูกโคหนุ่ม แม่โคผู้ปรารถนาประเวณีมีอยู่ อนึ่งแม้โคที่เป็นเจ้าฝูงแห่งโคก็มีอยู่ แน่ะฝน หากท่านปรารถนาก็เชิญตกลงมาเถิด

   ข้อความตอนนี้มีความหมายว่า นายธนิยะชื่นชมยินดีที่เขามีโคทุกอย่างคือ ลูกโคที่ยังไม่ได้ฝึกก็มี ยังดื่มนมแม่อยู่ก็มี โคที่กำลังท้องก็มี โคหนุ่มที่แข็งแรงก็มี แม่โคที่สามารถจะให้ลูกได้ก็มี แม้โคที่เป็นเจ้าฝูง สามารถนำฝูงโคออกไปหากินแล้วกลับมาเองได้ก็มี เพราะฉะนั้นเขาจึงไม่เดือดร้อนเลย หากฝนอยากตกก็ตกลงมาเถิด แต่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงโอวาทด้วยพระคาถาที่มีความหมายว่า พระองค์ไม่มีโคทุกชนิดที่เขาเอ่ยถึงนั้นเลย

   คำว่า โค ของพระพุทธเจ้านั้น มีความหมายหลายอย่าง คือโคหนุ่มนั้นหมายเอา ผู้ที่ยังมีกิเลสอยู่ ยังมิได้ฝึกตนให้เจริญในพระศาสนาของพระองค์ ทั้งนี้เพราะโคหนุ่ม ย่อมคึกคะนอง คนที่มีกิเลสก็เช่นกัน หากมิได้ฝึกตนให้เจริญแล้ว ก็ย่อมคึกคะนอง ไปตามอำนาจของกิเลสอยู่เป็นนิตย์

   คำว่า โคอ่อน นั้นหมายเอาลูกโคที่ยังดื่มนมอยู่ ซึ่งพระองค์ตรัสเปรียบลูกโค ที่ยังดื่มนมเหมือนกับอนุสัยทั้งหลายที่ซึมซาบอยู่ในจิตใจของผู้ที่ยังมีกิเลสอยู่

   คำว่า แม่โคที่มีครรภ์ นั้นหมายเอาอภิสังขารเจตนาที่เป็นบาปและบุญ ทั้งฝ่าย กามกุศลและฌานกุศลที่เป็นเหตุให้ปฏิสนธิต่อไปอีก

    คำว่า แม่โคที่ปรารถนาประเวณี นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมายเอาตัณหา อันเป็นที่ตั้งแห่งความปรารถนาทั้งปวง

   ส่วน โคนายฝูง นั้นทรงหมายเอาอภิสังขารวิญญาณ คือปฏิสนธิวิญญาณที่เกิด เพราะอาศัยเจตนาอันเป็นอภิสังขารทั้งหลายเป็นปัจจัยให้เกิด

   พระพุทธองค์ทรงปลอดโปร่งจากเครื่องเกาะเกี่ยว คือโคทั้งหลายดังกล่าวเสียหมดแล้ว ทรงเป็นผู้เกษมจากโยคะทั้งปวงแล้ว ฝนจะตกลงมาเมื่อไรก็ได้ตามปรารถนา แต่ นายธนิยะยังไม่ได้ทำลายเครื่องเกาะเกี่ยวเหล่านั้น เหตุใดจึงยินดีในความมีทั้งหลาย อันเป็นที่ตั้งแห่งทุกข์ มีความเศร้าโศก เป็นต้น เพราะฉะนั้นจึงไม่ควรร้องเชิญให้ฝน ตกลงมาตามปรารถนา เพราะไม่ถูกต้อง

   โดยเหตุที่ได้กล่าวไว้แต่ต้นแล้วว่า นายธนิยะและภริยาเป็นผู้มีอุปนิสัยใน มรรคผล เพราะฉะนั้นเมื่อได้ฟังพระคาถาที่มีความหมายลึกซึ้งเช่นนั้น ก็ไม่อิ่มในการ ที่จะได้ฟังต่อไปอีก คือปรารถนาจะได้ฟังให้ยิ่งขึ้นไปอีก จึงได้กล่าวคาถาต่อไปอีกว่า เสาเป็นที่ผูกโคเราฝังไว้ดีแล้วไม่หวั่นไหว เชือกสำหรับผูกพิเศษ ประกอบด้วยปมและ ห่วงเราทำไว้แล้ว สำเร็จด้วยหญ้ามุงกระต่าย เป็นของใหม่มีสัณฐานดีสำหรับผูกโคทั้งหลาย แม้โคหนุ่มๆ ก็ไม่อาจให้เชือกนั้นขาดได้เลย แน่ะฝน หากท่านปรารถนาก็เชิญตกลงมาเกิด

  .และพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า เราจักไม่เข้าถึงการนอนในครรภ์อีก เหมือนโคตัดเชือกสำหรับผูกขาดแล้ว เหมือนช้างทำลายเถากระพังโหมได้แล้ว ฉะนั้น แน่ะฝน หากท่านปรารถนาก็เชิญตกลงมาเถิด

   จากคาถาที่นายธนิยะกล่าวนั้น ถ้าจะพูดในทางธรรมแล้วก็แสดงว่า นายธนิยะนั้น ยังยินดีอยู่ด้วยเครื่องผูกทั้งหลาย ยินดีในความมั่นคงของเครื่องผูกทั้งหลาย ไม่ต้องการพ้น ไปจากเครื่องผูกทั้งหลาย เหมือนโคหนุ่มที่ถูกผูกอยู่ที่เสาที่ปักไว้แล้วอย่างมั่นคง ด้วยเชือกผูกที่ทำไว้อย่างดี ย่อมไม่อาจหลุดพ้นไปจากเชือกและเสาได้เลย แต่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสพระคาถาในความหมายที่ตรงกันข้ามกับความหมายที่นายธนิยะกล่าว คือ ในขณะที่นายธนิยะยินดีในเครื่องผูก พระองค์กลับทรงรังเกียจเครื่องผูก ทรงดิ้นรนจะให้พ้นจากเครื่องผูก และพระองค์ก็ทรงพ้นแล้ว ทำลายเครื่องผูกได้หมดแล้ว ไม่ต้องนอนในครรภ์คือ ไม่ต้องเกิดอีกต่อไปแล้ว ถ้านายธนิยะต้องการจะเป็นเหมือนพระองค์ ก็จงตัดเครื่องผูกทั้งหลายเสีย

   โดยทางธรรมะแล้ว พระคาถานี้แสดงถึงอริยสัจ ๔ ด้วยข้ออุปมา กล่าวคือ เครื่องผูกทั้งหลายนั้น ได้แก่ สมุทัยสัจ คือตัณหาอันเป็นเหตุให้เกิดในภพทั้ง ๓ คือ กามภพ รูปภพ อรูปภพ

   ส่วนการนอนในครรภ์นั้นคือ ทุกขสัจ

  .การไม่นอนในครรภ์อีกเป็นนิพพานหรือ นิโรจสัจ

   ส่วนการทำลายเครื่องผูกได้แล้ว ได้แก่ ทำลายด้วยมรรคสัจ และเพราะเหตุที่ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงอริยสัจ ๔ ด้วยพระคาถาดังกล่าว นายธนิยะ ภริยา และ ธิดาอีก ๒ คน ซึ่งมีบารมีพร้อมแล้วที่จะบรรลุมรรคผล ก็ได้ดวงตาเห็นธรรมเป็นพระโสดาบันบุคคล ได้เห็นธรรมกายของพระพุทธเจ้าแล้วด้วยปัญญาจักษุ มีศรัทธา อันตั้งมั่นไม่หวั่นไหวในพระรัตนตรัย เป็นเหตุให้นายธนิยะซึ่งได้กล่าวคาถาโต้ตอบกับพระผู้มีพระภาคเจ้ามาเป็นเวลานานโดยไม่เห็นพระองค์ และไม่ทราบว่าผู้ที่กล่าวตอบคาถาตนนั้นเป็นใคร ก็ได้ทราบในบัดนั้นเองว่า ผู้ที่จะตอบคาถาของตนด้วยถ้อยคำลึกซึ้ง ประกอบด้วยธรรมเช่นนั้นจะเป็นใครไปไม่ได้ นอกจากพระผู้มีพระภาคเจ้า ในขณะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงเปล่งพระรัศมีเข้าไปในที่อยู่ของนายธนิยะ พร้อมกันกับ พระอาทิตย์ขึ้นในเวลาเช้า ทำให้ที่อยู่ของนายธนิยะสว่างไสวราวกับจุดประทีปตั้งพันดวง นายธนิยะจึงทราบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมาแล้ว

   ในขณะนั้นเมฆฝนซึ่งตั้งเค้ามาทั้ง ๔ ทิศ ตั้งแต่นายธนิยะเข้าไปนอนกล่าวคาถาแรกอยู่ จนได้ดวงตาเห็นธรรมก็ตกลงมามากมายเป็นเหตุให้น้ำเต็มไปทั้งที่ลุ่มและที่ดอน นายธนิยะจึงได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า เป็นลาภของข้าพระองค์ยิ่งนัก ที่ข้าพระองค์ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าแต่พระองค์ผู้มีจักษุ ข้าพระองค์ขอถึงพระองค์ว่า เป็นสรณะ ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นมหามุนี ขอพระองค์ทรงเป็นดวงตาของข้าพระองค์ ทั้ง ภริยา และข้าพระองค์เป็นผู้เชื่อฟัง ประพฤติพรหมจรรย์ในพระสุคต ข้าพระองค์เป็น ผู้ถึงฝั่งแห่งชาติและมรณะ จะเป็นผู้กระทำซึ่งที่สุดแห่งทุกข์ได้

  .น่าชื่นใจแท้ๆ ที่นายธนิยะและภริยาผู้ได้บรรลุธรรมแล้วด้วยใจ ได้กล่าวขอถึงพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นสรณะด้วยวาจาซ้ำอีก เป็นการประกาศความไม่หวั่นไหวในพระรัตนตรัยให้ปรากฏแก่ผู้อื่น ทูลขอบรรพชาขึ้น ขณะที่คนทั้งสองทูลขอบรรพชาอยู่นั้น

มารซึ่งเฝ้าติดตามมาด้วย ไม่ต้องการให้คนทั้งสองได้พ้นจากอำนาจของตน จึงได้กล่าว คาถาชักชวนให้คนทั้งสองยินดีในการอยู่ครองเรือนด้วยคาถาว่า บุคคลย่อมเพลิดเพลิน เพราะอุปธิทั้งหลาย เปรียบเหมือนบุคคลผู้มีบุตร ย่อมเพลิดเพลินเพราะบุตร บุคคล มีโคย่อมเพลิดเพลินเพราะโคฉะนั้น คนที่ไม่มีอุปย่อมไม่เพลิดเพลินเลย

   ขออธิบายคำในคำขอถึงสรณคมณ์ของนายธนิยะกับภริยาเป็นบางคำก่อน คำว่า ข้าแต่พระองค์ผู้มีจักษุ คำว่า จักษุ นี้ หมายถึงจักษุของพระพุทธเจ้า ๕ อย่างคือ 

   ๑.มังสะจักษุ คือดวงตาธรรมดา

   ๒. ทิพยจักษุ คือตาทิพย์เกิดด้วยอำนาจของทิพยจักษุญาณอภิญญาสามารถ จะเห็นสิ่งต่างๆ แม้ที่เล็กละเอียดที่สุดที่อยู่ทั้งใกล้และไกลได้ ทั้งสามารถจะรู้การเกิด การตายของสัตว์ทั้งหลายได้ แม้หากพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประสงค์จะทอดพระเนตร ดูโลกธาตุก็ทรงสามารถจะทอดพระเนตรเห็นโลกธาตุ ได้ตั้งแต่ โลกธาตุขึ้นไปจนถึง หมื่นโลกธาตุ ๑

   ๓. ปัญญาจักษุ ได้แก่ พระปัญญาตรัสรู้ที่ทำลายกิเลสได้หมดสิ้น สำเร็จ ปฏิสัมภิทาญาณ ๔ เวสารัชชญาณ 4 ทศพลญาณ ๑๐ ทั้งทรงมีพระปัญญาในการที่จะ ตรัสสอนแนะนำให้ผู้ที่ยังไม่รู้ได้รู้ตามด้วย นอกจากนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้ายังทรงรอบรู้ อัธยาศัย อนุสัย จริต และอธิมุตติของสัตว์ทั้งหลายว่าดีเลวแตกต่างกันอย่างไร

   ๔. พุทธจักษุ พระปัญญาที่ทรงสามารถตรวจดูสัตว์โลกทั้งหลายว่า ผู้ใดมีกิเลส มาก ผู้ใดมีกิเลสน้อย ผู้ใดมีอินทรีย์แก่ ผู้ใดมีอินทรีย์อ่อน ผู้ใดสมควรจะตรัสรู้ ผู้ใด ยังไม่สมควรจะตรัสรู้ ต้องแสดงธรรมอย่างไรจึงจะถูกกับอัธยาศัยและจริตของผู้รับ ดังนี้ เป็นต้น

  .๕. สมันตจักษุ คือพระปัญญาที่ทรงรอบรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่มีสิ่งใดที่ไม่ทรงทราบ สมันตจักษุนั้น ได้แก่ พระสัพพัญญุตญาณนั่นเอง

   ส่วนคำว่า อุปธิ นั้น หมายถึงธรรมที่เข้าไปทรงไว้ให้สัตว์ทั้งหลายต้องเวียนว่าย ตายเกิดอยู่เป็นนิตย์ อุปธินั้นมีอยู่ ๔ อย่างคือ กาม ขันธ์ กิเลส และอภิสังขาร 

   กามทั้งหลาย เรียกว่า อุปธิ เพราะเป็นเหตุให้เกิดกามสุข

   ขันธ์ทั้งหลาย ชื่อว่า อุปธิ เพราะเป็นที่ตั้งให้เกิดทุกข์ รูปขันธ์หรือนามขันธ์ หรือจะมีทั้งรูปขันธ์และนามขันธ์ก็ตาม ทุกข์ก็ยังมีอยู่ เพราะทุกข์ จะเกิดได้ก็เพราะอาศัยขันธ์คืออุปธินี้ 

   กิเลสทั้งหลาย เรียกว่า อุปธิ เพราะเป็นที่ตั้งแห่งทุกข์ในอบาย ทั้งนี้เพราะคนที่ยังมี กิเลสอยู่นั้น ย่อมทำบาปกรรมอันจะเป็นเหตุให้เกิดในอบาย

   ส่วน อภิสังขาร คือเจตนาที่เป็นบุญเป็นบาป ชื่อว่า อุปธิ เพราะเป็นที่ตั้งแห่งทุกข์ คือการเกิดในภพต่างๆ

   สำหรับอุปธิที่มารกล่าวนี้ มารมุ่งหมายจะกล่าวถึงอุปคือกาม อันทำให้คน หลงใหลเพลิดเพลิน

   กามนั้นก็หมายถึงสิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิต ที่เป็นที่น่ายินดีเพลิดเพลินของผู้ที่มี กิเลสทั้งหลาย ใครมีบุตรก็ย่อมเพลิดเพลินเพราะบุตร มีโคก็เพลิดเพลินเพราะโค มีสิ่งใด ก็เพลิดเพลินเพราะสิ่งนั้น

   ด้วยเหตุนั้นมารจึงกล่าวว่า คนที่ไม่มีอุปธิคือกาม จึงไม่สนุกเพลิดเพลินเลย ทั้งๆ ที่คนส่วนมากที่ได้ศึกษาพระพุทธศาสนามาแล้วต่างก็ทราบว่ากามทั้งหลายมีโทษ แต่ก็มักจะหลงใหลเพลิดเพลินกันอยู่ในกามเสมอ ไม่ต้องรอให้มารมาชักชวนเลย เราชวนตัว ของเราเองอยู่แล้ว เพราะเหตุนั้นเราจึงหลงใหลอยู่ในกามทั้งหลาย มีรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส และโภคทรัพย์ทั้งปวง ไม่อาจพ้นไปจากอำนาจของมารได้เลย

   เมื่อมารกล่าวชักชวนอยู่อย่างนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้ตรัสแก่มารว่า คนย่อม เศร้าโศก เพราะอุปธิทั้งหลาย เปรียบเหมือนบุคคลผู้มีบุตรย่อมเศร้าโศกเพราะบุตร บุคคลมีโคย่อมเศร้าโศกเพราะโค ฉะนั้นคนผู้ไม่มีอุปธิย่อมไม่เศร้าโศกเลย

   จริงแท้ทีเดียว ถ้าเราไม่มีลูกเราก็ไม่เศร้าโศกถึงลูก ในเมื่อเขาจากเราไปหรือเขาทำสิ่งที่ไม่ถูกใจเรา มีโคก็เศร้าโศกเพราะโค มีตาก็เศร้าโศกเพราะตา มีหูก็เศร้าโศก เพราะหู มีขันธ์ ๕ ก็เศร้าโศกเพราะขันธ์ ๕ มีสิ่งใดก็เศร้าโศกเพราะสิ่งนั้น หากไม่มี อะไรเสียเลยจะเศร้าโศกได้อย่างไร เพราะฉะนั้นคนผู้หมดอุปคือหมดกาม หมดขันธ์ หมดกิเลส หมดความต้องการในบุญบาปอันเป็นอภิสังขารเสียแล้ว ย่อมจะไม่เศร้าโศกเลย

    ในเวลาที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสพระคาถานี้จบลง นายธนิยและภริยาได้บวชแล้ว ส่วนพระผู้มีพระภาคเจ้าก็เสด็จกลับพระเชตวันมหาวิหาร โดยทางอากาศ  ครั้นบวชแล้วไม่นานก็บรรลุพระอรหัตเป็นพระอรหันต์ บรรดาคนเลี้ยงโคและบริวารก็ได้ สร้างวิหารให้เป็นที่อยู่ในที่อยู่ของท่านทั้งสองนั้น วิหารนั้นมีชื่อว่า โคปาลกวิหาร มาจนบัดนี้ นี่คือเรื่องราวของนายธนิยะ ผู้กล้าท้าฝนให้ตกทั้งๆ ที่ยังมีกิเลสอยู่ แต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงมีพระมหากรุณาเสด็จมาแสดงธรรมโต้ตอบกับเขา จนเขาและภริยาสามารถเข้าถึงธรรม บรรลุเป็นพระอรหันต์ได้ ไม่ต้องถูกฝนคือกิเลสท่วมทับอีกต่อไป

 

[full-post]



สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ

อักขณสูตร ว่าด้วยความสำคัญผิดเวลาว่าขณะนั้นประพฤติพรหมจรรย์ได้

    ตรัสว่า ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ ย่อมกล่าวถึงการประพฤติพรหมจรรย์ได้สำคัญผิดเวลา(อักขณะ) ๘ ประการ คือ

   กาลที่ตถาคตอุบัติขึ้นมาในโลก แล้วแสดงธรรมที่นำความสงบจากวัฏทุกข์มาให้ เป็นไปเพื่อปรินิพพาน(ดับวัฏทุกข์) สามารถปฏิบัติตามได้(ตรัสรู้ตามได้) แต่ บุคคลผู้นี้

    ๑. เกิดเป็นสัตว์นรก

    ๒. เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน

    ๓. เกิดเป็นเปรตวิสัย

    ๔. เกิดเป็นอสัญญีสัตว์(พรหมรูปฟัก)ซึ่งอายุยืนยาวมาก

    ๕. บุคคลนี้กลับมาเกิดในปัจจันตชนบท(ชุมชนนอกพุทธศาสนา)ที่ไม่รู้เดียงสา(รู้ผิดรู้ชอบตามอายุ)ไม่มีภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาข้องแวะได้เลย(ต่อต้านเต็มที่)

    ๖. บุคคลนี้กลับมาเกิดในมัชฌิมชนบท(ท่ามกลางชุมชนที่นับถือพุทธศาสนา) แต่เป็นนิยตมิจฉาทิฏฐิ มีความเห็นวิปริตปักใจว่า ทานที่ให้แล้วไม่มีผล กรรมดีกรรมชั่วไม่มีผล โลกหน้าไม่มี คุณมารดาบิดาไม่มี โอปปาติกสัตว์ไม่มี สมณพราหมณ์ผู้ประพฤติดีปฏิบัติชอบ ทำให้รู้แจ้งโลกนี้และโลกหน้าด้วยปัญญาอันยิ่งเอง แล้วสอนผู้อื่นให้รู้แจ้งตามได้ ก็ไม่มีในโลก(=ปฏิเสธพระพุทธเจ้าไม่มีอยู่จริง)

    ๗. บุคคลนี้กลับมาเกิดในมัชฌิมชนบท เป็นคนมีปัญญาทราม โง่เขลา ไม่สามารถรู้เนื้อความแห่งสุภาษิตและทุพภาษิตได้

    ๘. ตถาคตไม่ได้อุบัติขึ้นในโลก(ว่างเว้นจากพุทธศาสนา) แม้บุคคลนี้จะกลับมาเกิดในมัชฌิมชนบท(ท่ามกลางชุมชนคนดี) มีปัญญาสามารถรู้เนื้อความแห่งสุภาษิตและทุพภาษิตได้

   ทรงตรัสสรุปว่า กาลเวลาที่จะประพฤติปฏิบัติพรหมจรรย์เพื่อดับวัฏทุกข์ได้ว่ามีขณะ(โอกาส)เดียวเท่านั้น คือ มี พระตถาคตอุบัติขึ้นมาในโลก และบุคคลนี้กลับมาเกิดในมัชฌิมชนบท(ท่ามกลางชุมชนที่พุทธศาสนายังไม่เสื่อม) และสามารถรู้เนื้อความแห่งสุภาษิตและทุพภาษิตได้

   เมื่อพิจารณาตามที่พระพุทธองค์ทรงกล่าวเตือนสติทั้ง ๘ โอกาสก็น่าใจหาย เพราะเราๆท่านๆทั้งหลายมัวพากันชล่าใจอยู่ วัฏทุกข์จึงยืดยาว ควรหรือไม่หนอ เมื่อโอกาสของพวกเราได้จังหวะพ้นจาก อักขณะ ทั้ง ๘ อยู่พอดี จักไม่ชล่าใจปล่อยให้ตนจมปลักในอักขณะทั้ง ๘ ไม่รู้จักจบจักสิ้นเสียที่ครับ 

[full-post]



สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ


อัตตศัพท์ มีความหมายว่าตัวตน มีไวพจน์ศัพท์ 3 ศัพท์ที่ใช้แทนกันได้ในความหมายว่าตัวตน คือ ชีว ปุริส และ อตฺต(อภิธาน 92) มีความหมายศัพท์(อรรถ)ได้ 4 อรรถ คือ 1. จิตตะ(จิต) 2. กายะ(กาย) 3. สภาวะ(สภาพ) 4. ปรมัตตะ(อาตมัน) คือ ลัทธิพราหมณ์ที่เชื่อว่า ท้าวมหาพรหมเท่านั้นเที่ยงยั่งยืนเป็นอมตะ(ไม่ตาย)

จึงเป็นผู้สร้างโลก(ภพภูมิ 31 ภูมิ)(อภิธาน 861)

   อัตตศัพท์ที่มีอรรถว่าจิต ก็เช่นในคำว่า ปหิตตฺต(ปหิ + อตฺต)  ที่แปลว่า มีตนอันส่งไปแล้ว อันมีความหมายว่า มีจิตของตนส่งไป คือน้อมไปสู่พระนิพพานแล้ว อัตตส้มมาปณิธิ ที่แปลว่า  การตั้งจิตไว้ชอบ คือเพื่อไม่ให้ก้าวล่วงทุจริต 3 มี กายทุจริต วจีทุจริต และมโนทุจริต ซึ่งองค์ธรรม ก็คือโยนิโสมนัสสิการ(การกระทำเข้าไว้ในใจโดยถูกทาง)นั่นเอง ดังนั้นคำว่า อัตตสัมมาปณิธิจึงมักพบในคัมภีร์ปฏิบัติ และในคัมภีร์มงคลทีปนี เป็นต้น ตัวอย่าง เช่น มงคลที่ 6 มีรายละเอียดการโยนิโสมนัสสิการจากพระอรรถกถาจารย์ ดังนี้

        อัตตสัมมาปณิธิ

   การตั้งตนไว้โดยชอบ ก็คือ การตั้งจิตของตนไว้ในทางที่จะเกิดกุศลอยู่เสมอ คืออย่างไร? คือ เป็นผู้มีโยนิโสมนัสสิการในอารมณ์ทั้งหลายทั้งปวง ในเวลาตาเห็นภาพ ในเวลาที่หูได้ยินเสียง ในเวลาที่จมูกได้กลิ่น เป็นต้น โดยการใส่ใจอาการพิเศษแห่งอารมณ์ ที่เมื่อใส่ใจแล้ว ก็จะเป็นช่องทางให้เกิดกุศลได้ เช่นในคราวที่ประสพพบเห็นคนกำลังได้รับความเจ็บปวดนอนร้องครวญคราง เมื่อได้ใส่ใจในความทุกข์ที่เขากำลังได้รับ โดยอาศัยภาพที่เห็นอยู่ก็ดี เสียงที่ได้ยินอยู่กฺ็ดี ก็ย่อมเกิดกุศล คือ ความกรุณาขึ้น หรือพบเห็นการกระทำที่น่ารักของคนอื่น ที่ปรากฏออกมาทางกายก็ดี ทางวาจาก็ดี ใส่ใจอารมณ์ที่น่ารักเหล่านั้นแล้ว กุศลคือเมตตา ก็ย่อมเกิดขึ้น อย่างนี้ เป็นต้น นี่ก็เป็น อัตตสัมมาปณิธิประการหนึ่ง

   อีกอย่างหนึ่ง การละเว้นสถานที่อโคจรที่ไม่ควรเข้าไป เกี่ยวกับเป็นสถานที่บันเทิงที่มุ่งปรนเปรอผู้ที่เข้าไปให้มัวเมาความสุขด้านกามคุณ มีการบริการด้านสุรา สิ่งเสพติดมืนเมาต่างๆ ทำให้เคลิบเคลิ้มมัวเมากามคุณ หมดยางอาย กล้าประพฤติล่วงละเมืดศีล พึงรักษาด้วยอารักขโคจรคือห่างไกลสถานที่เช่นนั้น นี่ก็เป็น อัตตสัมมาปณิธิ ประหนึ่ง

   อีกอย่างหนึ่ง เมื่อมีโอกาสได้ฟังธรรม รู้ว่าตนเป็นผู้ไม่มีศรัทธา หรือศรัทธาของตนไม่มีกำลัง ก็ทำตนให้เกิดศรัทธา หรือทำศรัทธาให้มีกำลัง รู้ว่าตนเป็นคนไม่มีศีล ก็ทำตนให้เป็นคนมีศีล รู้ว่าตนเป็นคนมีสติเลอะเลือน ก็ทำตนให้เป็นคนมีสติตั้งมั่น รู้ว่าตนเป็นคนไม่มีปัญญา ก็ทำตนให้เป็นคนมีปัญญา นี่ก็เป็นอัตตสัมมาปณิธื ประการหนึ่ง

   หมายความว่า อัตตสัมมาปณิธิทั้งหลาย มีเพราะการโยนิโสมนัสสิการเป็น(การกระทำเข้าไว้ในใจโดยถูกทาง เรียกง่ายๆว่าทำใจเป็น)นั่นเอง ทรงจัดเป็นมงคลข้อที่ 6 เพราะนำมาซึ่งประโยชน์สุข คือ สุจริต 3 อันเกิดจากโยนิโสมนัสสิการนั้นนั่นแล


[full-post]



สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ

ตัณหาที่ควรกำจัดมี ๓ อย่าง

    ๑. ตัณหาที่เป็นเหตุให้เกิดกิเลสทำกรรมทางกายและวาจา

    ๒. ตัณหาที่เป็นเหตุให้เกิดกิเลสก่อความเพลิดเพลินทางใจ

    ๓. ตัณหาที่เป็นเหตุให้เกิดอนุสัยนอนเนื่องอยู่ในกระแสจิต รอเวลาและโอกาส อำนวยจึงจะปรากฏให้เห็น

    ตัณหาอย่างที่ ๑ องค์ธรรม คือ วีติกกมกิเลส เป็น กิเลสที่ล่วงละเมิด ทางกายและวาจากำจัดได้ด้วยการรักษาศีล บุคคลที่มีศีลบริสุทธิ์ ย่อมไม่ลักขโมยของคนอื่นแม้จะอยากได้ ไม่ประพฤติผิดในกาม ไม่ กล่าวเท็จ ไม่ดื่มสุรา เป็นต้น การรักษาศีลจึงเป็นการฃกำจัดวีติกกมกิเลส

    ตัณหาอย่างที่ ๒ องค์ธรรม คือ ปริยุฏฐานกิเลส เป็น กิเลสที่ฟูขึ้นมาในใจ กำจัดได้ด้วยสมาธิ ผู้ปฏิบัติธรรมที่มีจิตตั้งมั่นในอารมณ์กรรมฐาน เช่น ลมหายใจเข้าออก จะไม่ฟุ้งซ่านพอใจในกามคุณ แต่ถ้าจิตไม่ตั้งมั่นก็จะคิดไปในกามคุณและวิธีที่จะสนองความอยาก ที่จริงแล้วแม้ขณะที่กำลังเจริญสมาธิอยู่นั้น หากกำลังของสมาธิยัง ไม่แก่กล้า ตัณหาที่ต้องการกามคุณก็ยังแทรกเข้ามาได้ตลอดเวลา ปริยุฏฐานกิเลสนี้จะถูกข่มไว้ได้ชั่วคราวในขณะตั้งอยู่ในฌานเท่านั้น เป็นการละชั่วคราวด้วยสมาธิโดยวิกขัมภนปหาน คือ ละด้วยการข่มไว้ อนึ่ง บุคคลที่ได้ฌานบางคนยังไม่อาจละภวตัณหาและ วิภวตัณหาได้ แม้กระทั่งพรหมบางตนก็ยังมีตัณหาทั้งสองอย่างนี้อยู่ ดังนั้น จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่คนธรรมดาซึ่งมิได้บรรลุฌานจะพยายาม ละตัณหาสองอย่างนี้ เขาไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่าตนมีความพอใจในอัตภาพ และชีวิตของตน

    ตัณหาอย่างที่ ๓ องค์ธรรม คือ อนุสัยกิเลส เป็น กิเลสที่นอนเนื่องในฐานะที่ยังละไม่ได้ เมื่อได้เหตุปัจจัยที่เหมาะสมก็เกิดขึ้น แบ่งเป็น ๒ อาการ คือ อารัมมณานุสัย และสันตานานุสัย

    อารัมมณานุสัย คือ อนุสัยที่นอนเนื่องอยู่ในอารมณ์ที่มิได้ กำหนดรู้ เป็นกิเลสที่เกิดขึ้นเมื่อไม่มีการกำหนดรู้อารมณ์ที่ปรากฏ ทางทวาร ๖ ว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวตน โดยเป็นกิเลสที่หวน คิดถึงอารมณ์เหล่านั้นในภายหลัง ถูกกำจัดได้ด้วยวิปัสสนาปัญญา โดยละอนุสัยที่อาจเกิดขึ้นในอารมณ์ที่กำหนดรู้เท่าทัน แต่อนุสัยใน อารมณ์ที่ไม่ได้กำหนดรู้จะยังไม่ถูกกำจัดไป

    สันตานานุสัย คืออาการที่ อนุสัยที่นอนเนื่องอยู่ในกระแสจิต เป็น กิเลสที่คอยโอกาสจะผุดขึ้นมาเมื่อมีเหตุปัจจัยที่เหมาะสม สามารถละ ได้ด้วยโลกุตตรมรรคเท่านั้น เราจึงจำเป็นต้องเจริญวิปัสสนาเพื่อให้ บรรลุมรรคอันจะส่งผลให้ละอนุสัยกิเลสประเภทนี้ได้

    แม้เรื่องอนุสัยกิเลสจะพบโดยตรงในพระสุตตันตปิฎกและ พระอภิธรรมปิฎก(ที.ปา.๑๑.๓๕๗.๒๕๙)(สํ.มหา.๑๙.๑๗๖.๕๕-๕๖,องฺ สตฺตก.๒๓.๑๑.๘)(อภิ.วิ.๓๕.๘๑๖.๓๐๘, อภิ.ย.๓๙.๑.๘๑) บางคนยังกล่าวว่า “กิเลสไม่ใช่สิ่งที่นอนเนื่องอยู่ ในกระแสจิต แต่เกิดจากความยึดมั่น” การกล่าวเช่นนี้ไม่ถูกต้อง

ตัวอย่างเช่น เด็กทารกที่ร่างกายยังไม่เจริญเต็มที่ ยังไม่มีความต้องการทางเพศ มิใช่เพราะไม่มีกิเลส แต่เป็นเพราะเวลาและเหตุปัจจัย ยังไม่พร้อม ต่อเมื่อเจริญวัยเป็นหนุ่มสาวแล้ว เพียงได้ยินเสียงหรือ เห็นเพศตรงข้าม ก็อาจเกิดความต้องการทางเพศตามธรรมชาติ มิใช่ เพราะความยึดมั่นจากการเห็นหรือได้ยิน แต่เป็นเพราะร่างกายที่เจริญเติบโตขึ้นเป็นปัจจัยที่เหมาะสมให้กิเลสปรากฏออกมา

    นอกจากนั้นแล้ว บางคนที่เคยมีศรัทธาอย่างแน่นแฟ้นในพระรัตนตรัย ต่อมาถูกผู้สอนศาสนาอื่นชักนำ ทำให้มีความสงสัยใน พระรัตนตรัย บางคนอาจเป็นมิจฉาทิฏฐิเข้ารีตศาสนาอื่น เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าวิจิกิจฉาและทิฏฐิที่นอนเนื่องอยู่ในจิตยังมิได้ถูกมรรคกำจัดให้หมดสิ้นไป จึงมักปรากฏขึ้นเมื่อมีเหตุปัจจัยที่เหมาะสม ไม่ใช่เกิดจากยึดมั่นในปัจจุบัน

    พระอริยบุคคลในสมัยพุทธกาล ได้ละทิฏฐิและวิจิกิจฉาอย่างเด็ดขาดแล้วด้วยโสดาปัตติมรรค จึงมีศรัทธาในพระรัตนตรัยอย่าง ไม่คลอนแคลน ท่านไม่ถูกเดียรถีย์ในลัทธิอื่นชักชวนให้เปลี่ยนใจ แม้เทวดาหรือมารก็ทำให้เปลี่ยนใจไม่ได้ ทั้งนี้เพราะสันตานานุสัย ได้ถูกละด้วยโลกุตตรมรรคเป็นสมุจเฉทปหาน คือ ละได้โดยเด็ดขาด

    ด้วยเหตุดังกล่าว จึงควรเข้าใจว่าอนุสัยเป็นกิเลสที่คอยโอกาส และปัจจัยที่เหมาะสมจึงจะปรากฏให้เห็น และตัณหาที่เป็นต้นเหตุ ที่แท้จริงของความทุกข์เป็นธรรมที่ควรกำจัดให้หมดไปด้วยโลกุตตร มรรคที่พัฒนามาจากการเจริญวิปัสสนานั่นแล

(สาระตัณหาในกิจจญาณจากธัมมจักกัปปวัตนสููตร)


[full-post]



ความเป็นปฏิปักษ์ต่อกันระหว่างสังขารกับนิพพาน 

มีกล่าวแสดงไว้ในคัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรค(ขุ.ปฏิ.31/10/16)ว่า มี 5 ประการ ดังนี้ :-

   1. อุปาโท สงฺขารา, อนุปาโท นิพฺพานํ

    สังขาร มี ขณะเกิดขึ้น(อุปปาทขณะ) ขณะตั้งอยู่(ฐิติขณะ) ขณะดับไป(ภังคขณะ)

    นิพพาน ไม่มีขณะทั้ง 3 เพราะมีกิจดับขณะทั้ง 3 ของสังขาร  ดับนามรูป)

   2. ปวตฺตํ สงฺขารา, อปฺปวตฺตํ นิพฺพานํ

    สังขาร มี การดำเนินไปสู่วัฏฏะ 3 (วงรอบ 3 คือ กิเลส กรรม วิบาก)

    นิพพาน ไม่มีการดำเนินไปสู่วัฏฏะ 3 เพราะมีกิจดับวัฏฏ 3  ดับสังขาร)

   3. นิมิตฺตํ สงขารา, อนิมิตฺตํ นิพฺพานํ

    สังขาร มี เหตุที่เป็นเครื่องหมายทุกข์

    นิพพาน ไม่มี เหตุที่เป็นเครื่องหมายทุกข์ เพราะมีกิจดับทุกข์  ดับสังขารทุกข์ คือ ทุกข์ที่มีประจำสังขาร เป็นทุกข์ที่บีบคั้น ไม่ใช่ทุกข์ ที่เป็นทุกขเวทนาที่ทนได้ยาก ไม่ใช่ทุกข์ที่เป็นสุขเวทนาที่แปรเปลี่ยนไป)

   4. อายูหนา สงฺขารา, อนายูหนา นิพฺพานํ

    สังขาร มี การดิ้นรนแสวงหากรรม

    นิพพาน ไม่มีการดิ้นรนแสวงหากรรม เพราะมีกิจดับตัณหา

   5. ปฏิสนฺธิ สงฺขารา, อปฺปฏิสนฺธิ นิพฺพานํ

    สังขาร มี การนำเกิดอีก

    นิพพาน ไม่มีการนำเกิดใดๆทั้งสิ้น เพราะมีกิจดับการเวี่ยนว่ายตายเกิด  (ดับสงสารในความหมายว่าการเวี่ยนว่ายตายเกิดในภาษาบาฬี ไม่ใช่ในความหมายว่าสงสารที่เห็นอกเห็นใจในภาษาไทย)

 

[full-post]

 


สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ


สรุปปัจจัย ๒๔ (พิสดาร ๕๒)

    ๑. นามเป็นปัจจัยแก่นาม ๘ ปัจจัย คือ อนันตร สมนันตร อนันตรูปนิสสย อาเสวน อนันตรกัมม สัมปยุตต นัตถิ วิคต 

    ๒. นามเป็นปัจจัยแก่รูป ๔ ปัจจัย คือ ปัจฉาชาต ปัจฉาชาติวิปปยุตต ปัจฉาชาตัตถิ ปัจฉาชาตอวิคต

    ๓. นามเป็นปัจจัยแก่นามรูป ๙ ปัจจัย คือ เหตุ สหชาตาธิป สหชาติกัมม  นานักขณิกกัมม วิปาก นามอาหาร นามอินทรีย์ ฌาน มัคค

    ๔. รูปเป็นปัจจัยแก่รูป ๖ ปัจจัย คือ รูปอาหาร รูปชีวิตินทรีย อาหารัตถิ อินทริยัตถิ อาหารอวิคต อินทริยอวิคต

    ๕. รูปเป็นปัจจัยแก่นาม ๑๕ ปัจจัย คือ วัตถารัมมณปุเรชาตาธิปติ วัตถุปุเรชาตนิสสย วัตถารัมมณปุเรชาตนิสสย วัตถุปุเรชาต อารัมมณปุเรชาต วัตถารัมมณปุเรชาต ปุเรชาตินทรีย วัตถุปุเรชาตวิปปยุตต วัตถารัมมณปุเรชาตวิปปยุตต วัตถุปเรชาตัตถิ อารัมมณปุเรชาติตถิ วัตถารัมมณปุเรชาตัตถิ วัตถุปุเรชาตอวิคต อารัมมณปุเรชาตอวิคต วัตถารัมมณปุเรชาตอวิคต

    ๖. นามรูปเป็นปัจจัยแก่นาม ๒ ปัจจัย คือ อารัมมณาธิปติ อารัมมนูปนิสสย 

    ๗. นามรูปเป็นปัจจัยแก่นามรูป ๖ ปัจจัย คือ สหชาต อัญญมัญญ สหชาตินิสสย สหชาตวิปปยุตต สหชาตัตถิ สหชาตอวิคต

    ๘. บัญญัติ นามรูป เป็นปัจจัยแก่นาม ๒ ปัจจัย คือ อารัมมณ ปกตูปนิสสย


แสดงปัจจัยตามกาล

    ๑. ปัจจัยที่จัดเป็นปัจจุบันกาล ๔๐ ปัจจัย คือ เหตุ สหชาตาธิปติ วัตถารัมมณปุเรชาตาธิปติ สหชาต อัญญมัญญู สหชาตนิสสย วัตถุปุเรชาตนิสสย วัตถารัมมณปุเรชาตนิสสย วัตถุปุเรชาต อารัมมณปุเรชาต วัตถารัมมณปุเรชาต ปัจฉาชาต สหชาตกัมม วิปาก นามอาหาร รูปอาหาร ปูเรชาตินทริย รูปชีวิตินทริย สหชาตินทริย ฌาน มัคค สัมปยุตต สหชาตวิปปยุตต วัตถุปุเรชาตวิปปยุตต วัตถารัมมณปุเรชาตวิปปยุตต ปัจฉาชาตวิปปยุตต อัตถุปัจจัย ๗ ปัจจัย อวิคตปัจจัย ๗ ปัจจัย

    ๒. ปัจจัยที่เป็นอดีตกาลมี ๘ ปัจจัย คือ อนันตร สมนันตร อนันตรูปนิสสย อาเสวน อนันตรกัมม นานักขณิกกัมม นัตถิ วิคต

    ๓. ปัจจัยที่เป็นทั้งอดีต ปัจจุบัน อนาคต มี ๒ ปัจจัย คือ อารัมมณาธิปติ และ อารัมมนูปนิสสย

    ๔. ปัจจัยที่เป็นอดีต ปัจจุบัน อนาคต และกาลวิมุติ มี ๒ ปัจจัย คือ อารัมมณปัจจัย และปกตูปนิสสยปัจจัย


สรุปอำนาจของปัจจัย

    ๑. ปัจจัยที่เป็นชนกสัตติ มี ๙ ปัจจัย คือ อนันตร สมนันตร อนันตรูปนิสสย ปกตูปนิสสย นานักขณิกกัมม อนันตรกัมม อาเสวน นัตถิ วิคต 

    ๒. ปัจจัยที่เป็นอุปถัมภกสัตติ มี ๔ ปัจจัย คือ ปัจฉาชาตปัจฉาชาตวิปปยุตต ปัจฉาชาตัตถิ ปัจฉาชาตอวิคต

    ๓. ปัจจัยที่เป็นอนุบาลกสัตติ มี ๓ ปัจจัย คือ รูปชีวิตินทรีย์ อินทริยัตถิ และ อินทริยอวิคต

    ๔. ปัจจัยที่เป็นทั้งชนกสัตติ และอุปถัมภกสัตติ มี ๓๖ ปัจจัย เว้นปัจจัยที่กล่าว มาแล้ว ๑๖ ปัจจัย

   อนึ่ง สำหรับรูปอาหารปัจจัย อาหารัตถิ และอาหารอวิคต ๓ ปัจจัยนี้ ในอรรถกถาปัญจปกรณ์ บาลีหน้า ๕๐๔ ใช้ว่า ชนกสัตติ และอนุปาลกสัตติ


สรุปปัจจัยตามภูมิ

    ๑. ปัจจัยที่เป็นไปได้ในปัญจโวการภูมิ มีครบทั้ง ๒๔ หรือ ๕๒ ปัจจัย 

    ๒. ปัจจัยที่เป็นไปได้ในจตุโวการภูมิ มี ๒๖ ปัจจัย คือ เหตุ อารัมมณ อารัมมณาธิปติ สหชาตาธิปติ อนันตร สมนันตร สหชาต อัญญมัญญู สหชาดนิสสย อุปนิสสย ๓ ปัจจัย อาเสวน กัมมปัจจัย ๓ ปัจจัย วิปาก นามอาหาร นามอินทรีย์ ฌาน มัคค สัมปยุตต สหชาตัตถิ นัตถิ วิคต สหชาตอวิคต 

    ๓. ปัจจัยที่เป็นไปได้ในเอกโวการภูมิมี ๙ ปัจจัย คือ สหชาต อัญญมัญญ สหชาตินิสสย นานักขณิกกัมม รูปชีวิตินทรีย์ สหชาตัตถิ อินทริยัตถิ สหชาตอวิคต อินทรียอวิคต


สรุปปัจจัยในสังขยาวาระ ๑๓ วาระในอนุโลมนัย

   ในอนุโลมนัยมีสังขยาวาระอย่างมาก ๑๓ วาระ อย่างน้อย ๑ วาระ ในจำนวน ๑๓ วาระนี้ แต่ละวาระมีปัจจัยสงเคราะห์มากน้อยต่างกันดังแสดงมาแล้ว เพื่อความชัดเจนจะขอ สรุปปัจจัยทั้งหมดที่รวมลงในวาระแต่ละวาระดังนี้

    ๑. กุ - กุ เกิดได้ด้วยอำนาจของปัจจัย ๒๓ ปัจจัย

คือ เหตุ อารัมมณ สหชาตาธิปติ อารัมมณาธิปติ อนันตร สมนันตร สหชาต อัญญมัญญู สหชาตนิสสย อารัมมนูปนิสสย อนันตรูปนิสสย ปกตูปนิสสย อาเสวน สหชาตกัมม นามอาหาร สหชาตินทรีย์ ฌาน มัคค สัมปยุตต สหชาตัตถิ นัตถิ วิคต สหชาตอวิคต ไม่เกิดขึ้นด้วยอำนาจของปัจจัยที่เหลือ

   ๒. กุ - อกุ เกิดได้ด้วยอำนาจของปัจจัย ๔ ปัจจัย

คือ อารัมมณ อารัมมณาธิปติ อารัมมนูปนิสสย และปกตูปนิสสย ไม่เกิดขึ้นด้วย อำนาจของปัจจัยที่เหลือ

    ๓. กุ - อัพ เกิดได้ด้วยอำนาจของปัจจัย ๒๗ ปัจจัย

คือ เหตุ อารัมมณ สหชาตาธิปติ อารัมมณาธิปติ อนันตร สมนันตร สหชาต สหชาตนิสสย อารัมมนูปนิสสย อนันตรูปนิสสย ปกตูปนิสสย ปัจฉาชาต สหชาติกัมม นานักขณิกกัมม อนันตรกัมม นามอาหาร สหชาตินทรีย์ ฌาน มัคค สหชาตวิปปยุตต ปัจฉาชาตวิปปยุตต สหชาตัตถิ ปัจฉาชาตตถิ นัตถิ วิคต สหชาตอวิคต ปัจฉาชาตอวิคต ไม่เกิดขึ้นด้วยอำนาจของปัจจัยที่เหลือ

    ๔. กุ - กุ. อัพ เกิดได้ด้วยอำนาจของปัจจัย ๑๑ ปัจจัย

คือ เหตุ สหชาตาธิปติ สหชาต สหชาตินิสสัย สหชาติกัมม นามอาหาร สหชาตินทรีย์ ฌาน มัคค สหชาตัตถิ สหชาตอวิคต ไม่เกิดขึ้นด้วยอำนาจของปัจจัยที่เหลือ 

    ๕. อกุ - อกุ เกิดขึ้นได้ด้วยอำนาจของปัจจัย ๒๓ ปัจจัย เช่นเดียวกับ กุ - กุ 

    ๖. อกุ - กุ เกิดขึ้นได้ด้วยอำนาจของปัจจัย ๒ ปัจจัย คือ อารัมมณ และปกตูปนิสสย 

    ๗. อกุ - อัพ เกิดขึ้นได้ด้วยอำนาจของปัจจัย ๒๔ ปัจจัย

คือ เหตุ อารัมมณ สหชาตาธิปติ อนันตร สมนันตร สหชาต สหชาตนิสสย อนันตรูปนิสสย ปกตูปนิสสย ปัจฉาชาต สหชาตกัมม นานักขณิกกัมม นามอาหาร สหชาตินทรีย์ ฌาน มัค สหชาตวิปปยุตต ปัจฉาชาตวิปปยุตต สหชาต ปัจฉาชาต นัตถิ วิคต สหชาตอวิคต ปัจฉาชาตอวิคต

    ๘. อกุ - อกุ.อัพ เกิดได้ด้วยอำนาจของปัจจัย ๑๑ ปัจจัย เหมือนกับ กุ - กุ.

    ๙. อัพ  อัพ - อัพ เกิดได้ด้วยอำนาจของปัจจัย ๔๙ ปัจจัย

คือ เหตุ อารัมมณ สหชาตาธิปติ อารัมมณาธิปติ อนันตร สมนันตร สหชาต

อัญญมัญญ สหชาตนิสสย วัตถุปุเรชาตนิสสย วัตถารัมมณปุเรชาตินิสสย อารัมมนูปนิสสย อนันตรูปนิสสย ปกตูปนิสสย อารัมมณปุเรชาต วัตถุปุเรชาต วัตถารัมมณปุเรชาต ปัจฉาชาต อาเสวน สหชาตกัมม วิปาก นามอาหาร รูปอาหาร รูปชีวิตินทรีย์ สหชาตินทรีย์ วัตถุปุเรชาตินทรีย์ ฌาน มัค สัมปยุตต สหชาตวิปปยุตต วัตถุปุเรชาตวิปปยุตต ปัจฉาชาตวิปปยุตต วัตถารัมมณปุเรชาตวิปปยุตต สหชาตัตถิ วัตถุปเรชาตัตถิ อารัมมณปุเรชาตัตถิ ปัจฉาชาตัตถิ อาหารัตถิ อินทริยัตถิ วัตถารัมมณปุเรชาตัตถิ นัตถิ วิคต สหชาตอวิคต วัตถุปเรชาตอวิคต อารัมมณปุเรชาตัตถิ ปัจฉาชาตอวิคต อาหารอวิคต อินทริยอวิคต วัตถารัมมณปุเรชาตอวิคต ไม่เกิดขึ้นด้วยอำนาจปัจจัยที่เหลือ คือ วัตถารัมมณปุเรชาตาธิปติ นานักขณิกกัมม และอนันตรกัมม

    ๑๐. อัพ - กุ เกิดขึ้นได้ด้วยอำนาจของปัจจัย ๒๒ ปัจจัย

คือ อารัมมณ อารัมมณาธิปติ อนันตร สมนันตร วัตถุปุเรชาตนิสสย วัตถารัมมณ ปุเรชาตินิสสย อารัมมนูปนิสสย อนันตรูปนิสสย ปกตูปนิสสย อารัมมณปุเรชาต วัตถุปเรชาต วัตถารัมมณปุเรชาต วัตถุปุเรชาตวิปปยุตต วัตถารัมมณปุเรชาตวิปปยุตต วัตถุปุเรชาตัตถิ อารัมมณปุเรชาตัตถิ วัตถารัมมณปุเรชาตัตถิ นัตถิ วิคต วัตถุปุเรชาตอวิคต อารัมมณปุเรชาตอวิคต วัตถารัมมณปุเรชาตอวิคต ไม่เกิดขึ้นด้วยอำนาจปัจจัยที่เหลือ ๓๐

    ๑๑. อัพ - อกุ เกิดขึ้นด้วยอำนาจของปัจจัย ๒๒ ปัจจัย เช่นเดียวกับ อัพ - กุ 

    ๑๒. กุ - อัพ.กุ วาระนี้เกิดขึ้นด้วยอำนาจของปัจจัย ๒ ปัจจัยร่วมกัน ที่เรียกว่า มิสสกวาระ ด้วยอำนาจของนิสสย อัตถิ อวิคต คือ ด้วยอำนาจของสหชาตนิสสยปัจจัย และ วัตถุปุเรชาตนิสสยปัจจัยคู่หนึ่ง ด้วยอำนาจของสหชาตัตถิร่วมกับวัตถุปุเรชาตัตถิคู่หนึ่ง ด้วย อำนาจของสหชาตอวิคต ร่วมกับ วัตถุปุเรชาตอวิคตอีกคู่หนึ่ง รวม ๓ คู่ ไม่เกิดขึ้นด้วยอำนาจ ของปัจจัยนอกนี้

    ๑๓. อกุ - อัพ.อกุ วาระนี้เกิดขึ้นด้วยอำนาจของปัจจัย ๒ ปัจจัยร่วมกัน รวม ๓ คู่ เช่นเดียวกับใน กุ - อัพ.กุ ไม่เกิดขึ้นด้วยอำนาจปัจจัยนอกนี้ 


ความหมายของปัจจัยตามนัยอรรถกถา

    ๑. เหตุ จ โส ปจฺจโย จาติ เหตุปัจจโย ฯ เหตุนั้นแหละเป็นปัจจัย จึงชื่อว่า เหตุปัจจัย

    ๒. อารมฺมณภาเวน อุปการโก ธมฺโม อารมฺมณปจฺจโย ฯ ธรรมที่ช่วยอุปการะ (อุดหนุนกัน ) โดยความเป็นอารมณ์ ชื่อว่า อารัมมณปัจจัย

    ๓. เชฎฺฐกฎฺเฐน อุปการโก ธมโม อธิปติปจฺจโย ฯ ธรรมที่อุปการะ (อุดหนุนกัน ) โดยความเป็นใหญ่ ชื่อว่า อธิปติปัจจัย

    ๔. อนนฺตรภาเวน อุปการโก ธมฺโม อนนฺตรปจฺจโย ฯ สมนนฺตรภาเวน อุปการโก ธมฺโม สมนนฺตรปจฺจโย ฯ ธรรมที่อุปการะกัน (อุดหนุนกัน) โดยความไม่มีระหว่างคั่น ชื่อว่า อนันตรปัจจัย ธรรมที่อุปการะกัน (อุดหนุนกัน) โดยความไม่มีระหว่างคั่นด้วยดี ชื่อว่า สมนันตรปัจจัย

    ๕. อุปฺปชฺชมาโน สหอุปฺปาทนภาเวน อุปการโก ธมโม สหชาตปจฺจโย ปภาสสฺส ปทีโป วิย ฯ ธรรมที่อุปการะกัน (อุดหนุนกัน) โดยความเป็นธรรมที่เกิดขึ้นพร้อมกัน เรียกว่า สหชาตปัจจัย เหมือนประทีปโคมไฟเป็นปัจจัยแก่แสงสว่าง ฉะนั้น

    ๖. อญฺญมญฺญํ อุปาทนูปตฺถมฺภนภาเวน อุปการโก ธมฺโม อญฺญมญฺญปจฺฺจโย อญฺญมญฺปตฺถมฺภกํ ติทณฺฑํวิย ฯ ธรรมที่อุปการะกัน (อุดหนุนกัน ) โดยความอุปถัมภ์ซึ่งกันและกันให้เกิดขึ้น ชื่อว่า อัญญมัญญปัจจัย ดุจไม้ ๓ อัน อุปถัมภ์ซึ่งกันและกันจึงตั้งอยู่ได้

    ๗. อธิฏฺฐานากาเรน นิสฺสยากาเรน จ อุปการโก ธมฺโม นิสฺสยปจฺจโย ตรุจิตฺตกมฺมาทีนํ ปฐวีปฏาทโย วิย ฯ ธรรมที่อุปการะกัน (อุดหนุนกัน) โดยอาการตั้งมั่นประการหนึ่ง โดยการอิงอาศัยกัน ประการหนึ่ง ชื่อว่า นิสสยปัจจัย เหมือนแผ่นดินและแผ่นผ้าเป็นต้น เป็นปัจจัยแก่ต้นไม้และ จิตรกรรม คือ ภาพวาดเขียนเป็นต้น

    ๘. ยถา ปน ภูโส อายาโส อุปายาโส เอวํ ภูโส นิสสโย อุปนิสสโย ฯ พลวการณสฺเสตํ อธิวจนํ ฯ ตสฺมา พลวการณภาเวน อุปการโก ธมฺโม อุปนิสฺสยปจฺจโยติ เวทิตพฺโพ ฯ แปลว่า เหมือนอย่างว่า ธรรมใดอันเป็นที่อาศัยอย่างแรงกล้ามีอยู่ฉันใด ธรรมที่ชื่อว่า อุปนิสสยปัจจัย ก็ฉันนั้น คำว่า อุปนิสสยะนี้เป็นชื่อของปัจจัยที่มีกำลังมาก เพราะฉะนั้น ธรรมที่อุปการะกันโดยความเป็นปัจจัยที่มีกำลังมาก บัณฑิตพึงทราบว่าเป็นอุปนิสสยปัจจัย

    ๙. อิติ อตฺตโน อตฺตโน อนนฺตรํ อนุรูปจิตตุปฺปาทวเสน อนนฺตรปจฺจโย พลวการณวเสน อนนฺตรูปนิสฺสโยติ เอวเมเตสํ นานตฺตํ เวทิตพฺพํฯ แปลว่า อนันตรปัจจัย ย่อมเกิดด้วยความสามารถแห่งอันยังจิตตุปบาทอันสมควรให้เกิดขึ้นในลำดับของตน ๆ อนันตรูปนิสสยปัจจัย ย่อมเกิดด้วยอำนาจแห่งปัจจัยที่มีกำลังมาก เพราะฉะนั้น บัณฑิตพึงทราบความต่างกันแห่งปัจจัยทั้ง ๒ เหล่านั้น อย่างนี้ด้วยประการฉะนี้

    ๑๐. ปกตูปนิสฺสโย ปน ปกโต อุปนิสสโย ปกตูปนิสสโย ฯ ปกโต นาม อตฺตโน สนุตาเน นิปผาทิโต วา สทฺธาสีลาทิ อุปเสวิโต วา อุตุโภชนาทิ ฯ ปกติยาเยว วา อุปนิสฺสโย ปกตูปนิสฺสโย ฯ อารมฺณานนฺตเรหิ อสมฺมิสฺโสติ อตฺโถ ฯ แปลว่า ปกตูปนิสสยะได้แก่เหตุธรรมอันเป็นที่อาศัยที่มีกำลังอย่างแรงกล้า ที่ได้ทำมา เสร็จแล้ว ชื่อว่า ปกตูปนิสสยปัจจัย ศรัทธา และศีลเป็นต้น ที่ตนให้สำเร็จแล้วในสันดานของตน หรือว่า อุตุและโภชนะเป็นต้น ที่ตนเข้าไปเสพแล้ว ชื่อว่า ปกตะ อีกอย่างหนึ่ง อุปนิสสัยตามปกติของตนเท่านั้น ชื่อว่า ปกตูปนิสสยปัจจัย อธิบายว่า ปกตูปนิสสยปัจจัยนี้ เป็นปัจจัยที่ไม่เจือด้วย อารัมมณปัจจัย และอนันตรปัจจัย

    ๑๑. ปฐมตรํ อุปฺปชฺชิตฺวา วตฺตมานภาเวน อุปการโก ธมฺโม ปุเรชาตปจฺจโย ฯ แปลว่าธรรมที่อุปการะกัน โดยความเกิดขึ้นก่อนแล้วเป็นไป ชื่อว่า ปุเรชาตปัจจัย

    ๑๒. เรชาตานํ รูปธมฺมานํ อุปตฺถมฺภกฎฺเฐน อุปการโก อรูปธมฺโม ปจฉาชาตปจฺจโย คิชฌโปตกสรีรานํ อาหาราสาเจตนา วิย ฯ แปลว่า นามธรรมที่อุปการะแก่รูปธรรมทั้งหลายที่เกิดก่อน ชื่อว่า ปัจฉาชาตปัจจัย เพราะอรรถว่าเป็นธรรมที่ให้การอุปถัมภ์ ดุจเจตนาของลูกนกแร้งที่หวังในอาหารเป็นปัจจัยแก่ สรีระของลูกนกแร้งฉะนั้น

    ๑๓. อาเสวนฏฺเฐน อนนฺตรานํ ปคุณพลวภาวาย อุปการโก ธมฺโม อาเสวนปญฺจโย คนฺถาทีสุ ปุริมปริมาภิโยโค วิย ฯ แปลว่า ธรรมที่อุปการะกันโดยความที่อนันตรปัจจัยทั้งหลาย เป็นสภาพมีกำลังมาก เพราะอรรถว่าเสพบ่อยๆ ชื่อว่า อาเสวนปัจจัย เปรียบเหมือนบุคคลผู้ใคร่ในการศึกษา ใคร่ครวญวิชาความรู้ที่เกิดก่อนๆ ในที่ทั้งหลายมีในคัมภีร์เป็นต้น

    ๑๔. จิตฺตปฺปโยคสงฺขาเตน กิริยาภาเวน อุปการโก ธมฺโม กมุมปัจจโย ฯ แปลว่า ธรรมที่อุปการะกันโดยเป็นภาวะแห่งการกระทำอันนับเนื่องในจิตตปโยคะ คือ การประกอบกับจิต ชื่อว่า กัมมปัจจัย

    ๑๕. นิรุสฺสาหสนฺตภาเวน นิรุสฺสาหสนตภาวาย อุปการโก วิปากธมฺโม วิปากปจฺจโย ฯ แปลว่า ธรรมที่เป็นวิปากอุปการะกันโดยความเป็นธรรมที่ไม่มีความอุตสาหะ และเป็นธรรมที่สงบแล้วแก่ธรรมที่ไม่มีความอุตสาหะ และเป็นธรรมอันสงบแล้ว ชื่อว่า วิปากปัจจัย

    ๑๖. รูปารูปานํ อุปตฺถมฺภกฎฺเฐน อุปการกา จตฺตาโร อาหารา อาหารปัจจโย ฯ แปลว่า อาหาร ๔ เป็นธรรมอุปการะ ด้วยอรรถว่าเป็นธรรมอุปถัมภ์แก่รูปธรรมและ นามธรรมทั้งหลาย ชื่อว่า อาหารปัจจัย

    ๑๗. อธิปตฺยฎฺเฐน อุปการกา อิตถินทรียปุริสินทรียวชฺชา วีสตินฺทริยา อินฺทฺริยปจฺจโย ฯ แปลว่า อินทรีย์ ๒๐ ยกเว้นอิตถินทรีย์ และปุริสินทรีย์เสีย เป็นธรรมอุปการะ ด้วย อรรถว่าเป็นใหญ่ คือ เป็นธรรมปกครอง ชื่อว่า อินทรียปัจจัย

    ๑๘. อุปนิชฺฌายนฏฺเฐน  อุปการกานิ ฐเปตฺวา ทฺวิปญฺจวิญญาเณสุ กายิกสุขทุกฺข เวทนาทฺวยํ สพฺพานิปิ กุสลาทิเภทานิ สตฺต ฌานงฺคานิ ฌานปจฺจโย ฯ แปลว่า ยกเว้นหมวด ๒ แห่งสุขทุกข์ของเวทนาอันเป็นไปทางกายในทวิปัญจวิญญาณทั้งหลายแล้ว องค์ฌาน ๗ อันต่างด้วยกุศลเป็นต้น แม้ทั้งปวง เป็นธรรมอุปการะ ด้วยอรรถ ว่าเข้าไปเพ่งซึ่งอารมณ์ ชื่อว่า ฌานปัจจัย

    ๑๙. ยโต ตโต วา นิยุยานฏฺเฐน อุปการกานิ กุสลาทิเภทานิ ทฺวาทส มคฺคงฺคานิ มคฺคปจจโย ฯ แปลว่า องค์แห่งมรรค ๑๒ อันต่างด้วยกุศลเป็นต้น เป็นธรรมอุปการะ ด้วยอรรถว่า การนำออกไปจากที่ใด หรือว่าจากที่นั้น ชื่อว่า มัคคปัจจัย

    ๒๐. เอกวตฺถุเอการมฺมณเอกุปปาเทกนิโรธสงฺขาเตน สมฺปยุตฺตภาเวน อุปการกา อรูปธมฺมา สมฺปยุตฺตปจฺจโย  ฯ แปลว่า อรูปธรรมที่อุปการะกัน กล่าวคือ มีวัตถุเดียวกัน มีอารมณ์เดียวกันและเกิดพร้อมกัน ดับพร้อมกัน ชื่อว่า สัมปยุตตปัจจัย

    ๒๑. เอกวตฺถุกาทิภาเวนุปคเมน อุปการกา รูปิโน ธมฺมา อรูปีนํ อรูปิโนปิ รูปีนํ วิปฺปยุตฺตปจฺจโย ฯ แปลว่า รูปธรรมทั้งหลายที่อุปการะแก่อรูปธรรมทั้งหลาย โดยความไม่เข้าถึงความเป็นแห่งธรรมที่มีวัตถุเดียวกันเป็นต้นก็ดี อรูปธรรมทั้งหลายที่อุปการะแก่รูปธรรมทั้งหลาย โดยการไม่เข้าถึงซึ่งความเป็นแห่งธรรมที่มีวัตถุเดียวกันเป็นต้นก็ดี ชื่อว่า วิปปยุตตปัจจัย

    ๒๒. ปจฺจุปฺปนฺนลกฺขเณน อตฺถิภาเวน ตาทิสสฺเสว ธมฺมสฺส อุปตฺถมฺภกฏฺเฐน อุปการโก ธมฺโม อตฺถิปจฺจโย ฯ แปลว่า ธรรมที่อุปการโดยอรรถว่าอุปถัมภ์แก่ธรรมที่มีสภาพเช่นเดียวกันนั่นแหละ โดยลักษณะที่กังลังเกิดขึ้นเฉพาะหน้าอันเป็นสภาพที่มีอยู่ ชื่อว่า อัตถิปัจจัย

    ๒๓. อตฺตโน อนนฺตรํ อุปฺปชฺมานานํ ปวตฺติโอกาสทาเนน อุปการกา สมนนฺตรนิรุทฺธา อรูปธมฺมา นตฺถิปจฺจโย ฯ แปลว่า  อรูปธรรมทั้งหลายที่ดับไปแล้วในระหว่าง เป็นธรรมอุปการะโดยการให้โอกาสความเป็นไปแก่รูปธรรมทั้งหลายที่เกิดในลำดับของตน ชื่อว่า นัตถิปัจจัย

    ๒๔. เต เอว วิคตภาเวน อุปการกตฺตา วิคตปจฺจโย ฯ แปลว่า  สภาพธรรมทั้งหลายเหล่านั้นนั่นแหละ เป็นธรรมอุปการะโดยความเป็นธรรมที่ปราศจากไปแล้ว ชื่อว่า วิคตปัจจัย

    ๒๕. อตฺถิปจฺจยธมฺมา เอว อวิคตภาเวน อุปการกตฺตา อวิคตปจฺจโยติ เวทิตพฺพา ฯ เทสนาวิลาเสน ปน ตถา วิเนตพฺพเวเนยฺยวเสน วา อยํ ทุโก วุตฺโต สเหตุกทุกํ วตฺวาปิ เหตุสมฺปยุตฺตทุกาทโย วิยาติ ฯ แปลว่า ธรรม คือ อัตถิปัจจัยนั่นเทียว เป็นธรรมอุปการะโดยความเป็นธรรมที่ยังไม่ปราศจากไป บัณฑิตพึงทราบว่าเป็น อวิคตปัจจัย อนึ่ง ทุกะปัจจัย คือ ปัจจัย ๒ ปัจจัย (อัตถิ อวิคต)  นี้พระผู้มีพระภาคตรัสแล้วโดยเทศนาวิลาส คือ ให้เทศนานั้นวิจิตรพิศดารยิ่งขึ้น หรือเทศนาด้วยอำนาจแห่งเวไนยสัตว์ที่พระองค์พึงแนะนำได้โดยประการนั้น ดุจเหตุสัมปยุตตทุกะเป็นต้น ซึ่งความหมายเหล่านี้มีแสดงไว้ในอุทเทสวาระ ในอรรถกถาปัญจปกรณ์บาลี หน้า ๔๕๕-๔๖๗ ท่านที่สนใจความละเอียดลึกซึ้งพึงเข้าไปศึกษาดูเถิด

------///-----


[full-post]
ขับเคลื่อนโดย Blogger.